Once Upon A Time … บอกตามตรงว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมเกิดอาการไม่แน่ใจว่าจะขึ้นต้นประโยคอย่างไรดีจึงจะเหมาะสมควรค่ากับเรื่องราวในชีวิตของคนคู่นี้ที่เรายอมรับตามตรงว่าสุดแสนประทับใจ (โดยเฉพาะกับผมผู้มีใจรักในความโรแมนติก) … ชีวิตรักของคนทั้งคู่เป็นดั่งนวนิยายน้ำดีเรื่องหนึ่ง ไม่เชื่อก็ลองนึกภาพตามนี้ดูสิ …

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในท่ามกลางบรรยากาศอันครึกครื้นของเทศกาลสงกรานต์ในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1981 หญิงสาวร่างแบบบางหน้าตาจิ้มลิ้มผู้อยู่ในชุดไทยพื้นเมืองกำลังค่อยๆ เยื้องกรายอยู่ในขบวนแห่อันวิจิตรตระการตา หล่อนหารู้ตัวไม่ว่าได้อยู่ภายใต้สายตาของชายหนุ่มเชื้อสายอเมริกันคนหนึ่ง … ทุกๆ อากัปกิริยา ทุกๆ รอยยิ้ม สีหน้า และแววตาอันน่าประทับใจของหล่อนติดตรึงเป็นตราอยู่ในใจเขาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แรกทีเดียวที่ผมได้ทราบเบาะแสว่ามีคู่รักชาวต่างชาติในโคราชที่มีทายาทราว 10 คน เราก็นึกถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Cheaper by the Dozen ซึ่งนั่นทำให้รู้สึกอย่างเข้มข้นว่าต้องเสาะแสวงหามาให้คุณผู้อ่านรู้จักให้ได้! ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่เกินเลยความสามารถของผมจริงๆ (แอบภูมิใจและอวดนิดๆ)

ทีแรกก็กังวลใจเพราะต้องคุยกับฝรั่ง แหม … ภาษาอังกฤษระดับสเน็คๆ ฟิชๆ ก็ทำให้อายและหวั่นว่าจะจับต้นชนปลายไม่เข้าใจตลอดศก แต่ความกลัวเหล่านั้นก็หายไปตามระยะเวลาที่ผ่านไป มันไม่ยากอย่างที่คิดนะเออ

ตลอดช่วงเวลาสามชั่วโมงกว่าๆ ที่ คุณปราณี และ คุณ George Dunbar ได้เปิดบ้านออกต้อนรับผมและทีมงานเข้าสู่บ้านหลังโตที่มีพื้นที่สีเขียวอันกว้างใหญ่ใจกลางเมืองเพื่อพูดคุยกัน ผมก็ได้สัมผัสอันอวลอบไปด้วยกรุ่นไอแห่งรักของคู่ชีวิตที่เป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้ได้เห็นความสำคัญอันยิ่งยวดของพลังแห่งทีมเวิร์กที่ช่วยเกื้อกูลให้สามารถฟันฝ่านานาอุปสรรคอย่างสวยงาม หากเปรียบความรักของคนคู่นี้เป็นต้นไม้ใหญ่ กว่า 30 ปีที่ค่อยๆ เจริญเติบโตผ่านพ้นหลายๆ ห้วงเวลาของชีวิตระหว่างนั้น … ต้นไม้ต้นนี้คงเป็นต้นที่แข็งแรงสง่างาม ซึ่งมีลำรากหยั่งลึกหยัดแทรกลงไปในดินและมีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้างให้ร่มเงาบังแดดฝน

ช่วยเล่าถึงครั้งแรกที่ได้เจอกันให้ฟังได้ไหมครับ ผมเปิดประเด็น

ทั้งสองมองหน้ากัน ซึ่งก็เป็นคุณปราณีที่เริ่มต้นเล่าก่อน “ตอนที่ได้พบกันครั้งแรก … ตอนนั้นเราทำงานแล้วที่บริษัทการบินไทย ซึ่งพอดีมีเทศกาลสงกรานต์ เราก็ได้รับเลือกให้ไปเดินพาเหรด วันนั้นเป็นวันแรกที่เราได้พบกันและได้รู้จักกันโดยผ่านเพื่อนร่วมงานของเขาที่เป็นอาสาสมัครนานาชาติซึ่งเป็นคนไทย แล้วก็ได้ใกล้ชิดกันในภายหลัง” 

“ผมชอบเครื่องแต่งกายของหญิงไทยครับ มันดูเป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่าทะนุถนอมมากๆ เลยครับ แล้วเธอก็ใส่ได้สวยจริงๆ ประทับใจผมมาก

เมื่อมาถึงตรงนี้ อมตะนิยายของไทยเรื่องหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ‘ดอกรักบานที่สันกำแพง’ หนุ่มเมืองไกลที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตกหลุมรักสาวงามเมืองเหนือ … ทั้งคู่ค่อยๆ ดำเนินความสัมพันธ์จากคนรู้จัก กลายมาเป็นเพื่อนและสุดท้ายก็เป็นคู่รักที่ตั้งใจจะวางชีวิตคู่ร่วมกันในที่สุด แต่แน่นอนที่ว่านวนิยายเรื่องเยี่ยมทุกเรื่องย่อมมีอุปสรรค และอุปสรรคของคนทั้งคู่คือเรื่องของครอบครัว …

“เราไม่ได้จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นแบบแผนเหมือนอย่างคู่รักคู่อื่นๆ” คุณปราณีตอบข้อสงสัยนั้นด้วยตนเอง “นั่นเพราะในช่วงแรกครอบครัวทางฝ่ายเราเองไม่สนับสนุนการแต่งงาน แต่เราสองคนก็คิดว่าไม่เป็นไร”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“เรามีศรัทธาในความรัก มีศรัทธาในกันและกัน จึงทำให้เราทั้งคู่อดทน … ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน งานของเราก็คือการครองชีวิตคู่ให้คงอยู่อย่างปกติสุข ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนก็ยอมรับ”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“ผมรักเธอและผมก็ศรัทธาในตัวเธอมาก … เธอมีอะไรบางอย่างที่ผมไม่มี มันเหมือนมาเติมเต็มกัน เป็นทีมเวิร์ก เป็นเนื้อคู่  พวกเราจะคอยซับพอร์ตกันอยู่เสมอ เวลาที่คนใดคนหนึ่งเหนื่อยหรือท้อและมีปัญหา อีกคนก็จะแข็งแรงและเป็นผู้นำของกันและกัน ชีวิตของเราสอดคล้องกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“เราคิดว่าสิ่งสำคัญของการมีชีวิตคู่ต้องประกอบไปด้วยสี่สิ่ง ความรัก ความศรัทธา ความเสียสละ และสุดท้ายคือคุณธรรม ทั้งสี่สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำให้เสียสมดุลและมีปัญหา … อย่างที่บอก ‘คู่รัก’ คำว่าคู่ก็หมายถึงสองฝ่าย หรือคำว่าคู่สมรส ซึ่งรสก็แปลว่ารสนิยม มันต้องมีรสนิยมที่ผสานกลมกลืนเข้ากันได้ เหมือนอย่างส้มตำน่ะค่ะ มันก็มีหลายรส ทั้งเปรี้ยว ทั้งหวาน ทั้งเผ็ด ไม่ได้มีแค่หวานอย่างเดียว แต่ว่าเวลาผสมกันแล้วมันเข้ากันได้”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

พักเรื่องหวานๆ มาพูดกันจริงจังถึงเคล็ดลับการครองคู่ให้ประสบความสำเร็จ คุณปราณีได้บอกกับผมแบบติดตลกว่า “อีกเรื่องที่ช่วยได้ก็คือเรื่องของการรับฟัง การรับฟังกันและกันเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยให้การครองคู่เป็นไปอย่างราบรื่นและยาวนาน หมายความว่าเราต้องลดทิฐิของตัวเราเอง ถ้าเราคิดว่าเราผิดเราก็ฟังเขา แต่ถ้าเราคิดว่าเราถูกเราก็ต้องขึ้นเสียง”

หลังจากนั้น เราก็ขอเปลี่ยนบรรยากาศด้วยประเด็นคำถามที่เชื่อว่าหลายๆ คนอยากรู้ แต่เมื่อเรากำลังตั้งต้นจะตั้งคำถาม ประตูรั้วหน้าบ้านก็เปิดออก พร้อมๆ กับมีขบวนรถยนต์ที่แล่นตรงเข้ามาภายในอาณาเขตของบ้าน … เราช่างโชคดีเสียนี่กระไรที่ลูกๆ เกือบทุกคนของคุณปราณีและคุณ Georgeได้เดินทางมาเยี่ยมเยือนคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขาในวันเดียวกันนี้ … ‘หน้าตาดี (มาก) และดูมีคุณลักษณะเฉพาะตัว’ คือสิ่งที่เรานึกถึงเมื่อมองไปที่ผู้มาใหม่ทั้งหลายเหล่านั้น เราเฝ้ามองอากัปกิริยาการทักทายกันของแต่ละคนอย่างมีความสุข เพราะมันช่างอบอุ่นและกลมเกลียวราวกับเชือกที่ฟั่นกันจนแน่นเหนียว

และนี่เองคือคำถามของเรา …

“เรารักการมีครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น อย่างเขามาจากครอบครัวที่เล็กมาก มีพี่สาวเพียงคนเดียว ส่วนเรามาจากครอบครัวแบบคนจีนที่ใหญ่ และได้รับความอบอุ่นมาโดยตลอด ไปไหนก็ไปกันแบบครอบครัวใหญ่ เราชอบแบบ Big Family เราสองคนก็เลยมีความตั้งใจเดียวกัน ก็ไม่ได้ไปเร่งรัดหรือไปทัดทานอะไร ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีกี่คน ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จนหมดไปเอง” คุณปราณีตอบสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มที่กว้างและเปี่ยมสุขล้น ก่อนที่ทั้งหมด (รวมถึงเราด้วย) จะเดินเท้าไปยังสนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อสาธิตการทำกิจกรรมสนุกๆ ของพวกเขาให้เราได้ชม (และแอบทดลองเล่น) กัน

ไม่แน่ใจว่าเรื่องราวความรักของคนคู่นี้ ซึ่งแตกต่างทั้งเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา การศึกษา และที่มา แต่กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับมีสักขีพยานความรักทั้งลูกและหลานเยอะแยะจะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใดต่อคุณผู้อ่าน แต่สำหรับผม อดรู้สึกอิจฉาปนทึ่งนิดๆ กับความรักที่อุปสรรคเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นนี้ไม่ได้ คู่รักหลายๆ คู่รอบตัวผมมักบ่นกระปอดกระแปดว่า “เพราะเราต่างกันเกินไป” หรือ “เข้ากันไม่ได้” แต่อยากจะบอกว่า ไม่มีอะไรที่ต่างหรือเข้ากันไม่ได้หากคนทั้งคู่รักและเข้าใจกัน

มีความสุขและมีความรักที่ดีครับ

 


Source : นิตยสารมอร์มูฟฉบับที่ 84 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2557

Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Source : ตู่ ธนนันต์ อัจฉริยวรกุล