นับตั้งแต่รัฐบาลไทยประกาศโครงการรถไฟความเร็วสูงจนถึงวันนี้ก็ร่วมๆ ครึ่งทศวรรษแล้ว เรามองเห็นความคืบหน้าที่ค่อยๆ ‘คืบไปข้างหน้า’ มาโดยตลอด สำหรับคนนอก … รถไฟความเร็วสูงคือความหวัง คือความตื่นเต้น คือมิติใหม่ของความศิวิไลซ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ในสายตาของคนในอย่างชาวบ้านริมทางรถไฟซึ่งหาเช้ากินค่ำและไม่มีที่ทางเป็นของตนเองจนต้องมาเช่าที่บ้างลักลอบบ้างเข้ามาปลูกบ้านไว้ในที่ดินของการรถไฟฯ … รถไฟความเร็วสูงนอกจากจะเป็นความหวังความตื่นเต้นและอะไรอื่นๆ อย่างที่คนทั่วๆ ไปนึกฝันแล้ว ภายในใจนั้นมีความกลัวและความไม่รู้อนาคตของตนเองซ่อนอยู่ด้วย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ฉันจะไปอยู่ที่ไหน … เขาจะมาเอาที่ของเขาคืนเมื่อไหร่ …

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในขณะที่เดินอยู่บนรางรถไฟสายจิระที่แม้จะผ่านกาลเวลามาหลายสิบปี ถูกบดขยี้ด้วยล้อเหล็กนับครั้งไม่ถ้วน แต่สภาพของความทนทานก็ยังบ่งชัดให้เห็น ขณะนั้นหลายสิ่งตีพลุ่งเข้ามาในสมองให้คิด อยากรู้ว่าสภาพรอบด้านของทางรถไฟในยุโรปหรือแดนมะกันเป็นอย่างไร เห็นแต่ในหนังหรือตามสื่อต่างๆ ก็รู้สึกสวยงาม เปี่ยมไปด้วยธรรมชาติและสภาพแวดล้อมแบบคุณภาพเหลือเกิน ราคาคุยหรือภาพเพื่อการโฆษณา (ชวนเชื่อ) หรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะเผอิญไม่เคยไป แต่เอาสภาพที่เห็นในบ้านเรา รอบด้านเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรม ต้นไม้รกเรื้อ และบ้านเรือนแบบเพิงเก่าๆ ซึ่งดูสภาพไม่ค่อยแข็งแรงราวกับรอวันล้มครืน

ผมและทีมงาน MOREmove online ได้เดินทางมาพบกับ ป้าติ๋ม มยุรี เจริญคุณ ผู้ซึ่งเมื่อหลายวันก่อนตกเป็นประเด็นข่าว ‘ร้องรัฐเยียวยาชาวโคราช 414 ครัวเรือน รับผลกระทบเวนคืนโครงการรถไฟรางคู่ จิระ-ขอนแก่น’ เนื้อข่าวตามลิ้งค์นี้ http://www.matichon.co.th/news/534071 เพื่อติดตามความรู้สึก ความคิด และความเป็นไปของชาวบ้านริมทางรถไฟจิระ-ขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา

ป้าติ๋ม มยุรี เจริญคุณ

อยากให้ป้าติ๋มแนะนำตัวเองให้ชาวโคราชได้รู้จักสักนิดครับ |

ชื่อนางมยุรี เจริญคุณ ชื่อเล่นป้าติ๋ม เป็นประธานชุมชนราชนิกูล 3 เป็นหัวหน้าเขต 2 ทั้ง 25 ชุมชน เป็นประธานเครือข่ายบ้านบ้านพงษ์ จังหวัดนครราชสีมา ดูแลพี่น้องทั้งเมือง ถ้าจะถามเกี่ยวกับรถไฟนะคะ โครงการของรถไฟ โครงการของรัฐบาล ทั้งหมดในเขตเทศบาล 4 เขต มีพี่น้องที่อยู่ในเครือข่ายได้รับผลกระทบ 414 หลังคาเรือนค่ะ

ที่ทำการชุมชนราชนิกูล 3

ผลกระทบต่อชาวบ้าน 414 หลังคาเรือนคืออะไรครับถ้าการรถไฟฯเวนที่คืน |

ถ้ารถไฟเวนคืนนะ อย่างน้อยเราก็ต้องรื้อบ้าน อันดับแรกเดือดร้อนเรื่องที่อยู่เพราะไม่มีที่ไป แล้วคนส่วนมากที่อยู่ตรงที่ดินของรถไฟเนี่ย ก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำ เก็บขยะบ้าง  ทำงานที่อาชีพไม่มั่นคงบ้าง แล้วก็ไม่รู้จะไปไหน แต่เราได้คุยกันมานานมากแล้ว ป้าติ๋มก็บอกว่าบ้านเมืองจะเจริญเติบโตเราก็ไม่สามารถไปขัดเขาได้ แต่ป้าติ๋มก็อยากให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคม ไม่ว่าจะเป็น สนข. อยากให้ดูแลบ้างนะคะ จะเป็นเยียวยาถ้ารื้อย้าย หรือจะหาที่ดินให้เราอยู่ หรือจะเป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ กรมศาสนา เท่าที่คนจนจะไปอยู่ได้ ป้าติ๋มอยากได้ตรงนั้น ป้าติ๋มตามตั้งแต่เริ่มมีข่าว คือเราเป็นผู้นำแล้วเนอะ เป็นผู้ดูแลพี่น้องแล้วเนี่ย ก็ติดตามข่าวมาตลอด ไม่ว่าเขาจะมีการประชุมที่ไหนป้าติ๋มก็จะเข้าประชุม สนข. จะเชิญหรือไม่เชิญ ป้าติ๋มก็จะเข้าประชุม ที่โคราชก็หลายครั้งนะคะ ที่ขอนแก่นป้าติ๋มก็ไป

เท่าที่ป้าติ๋มได้ยินมา โครงการรถไฟความเร็วสูงไปถึงไหนแล้วครับ |

นี่ป้าก็ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว เงียบมากมาหลายปี ป้าติ๋มไม่รู้ว่าจะได้อยู่ช่วยชาวบ้านไปตลอดรอดฝั่งไหม ตอนนี้ป้าติ๋มอายุจะ 70 แล้วนะ ป้าติ๋มก็อยากจะวางมือบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ก็มีเรียกประชุมชาวบ้านทั้งหมด ป้าติ๋มอยากหาตัวแทนที่จะมาช่วยเดินเรื่องต่อจากป้าติ๋ม ก็หาไม่ได้หรอก ต้องทำจนกว่าจะรู้เรื่อง ซึ่งตอนนี้ไม่รู้เรื่องไม่มีข่าวอะไรเลยว่าจะทำต่อไหมหรือจะอะไรยังไง ล่าสุดก็มีสำนักข่าวจากไหนไม่ทราบโทรหาป้าติ๋มแล้วบอกว่า ที่ดินที่ป้าติ๋มอยู่เนี่ยไม่มีผลกระทบแล้วนะ เขาไมได้เริ่มจากตรงนี้ โคราชเขาไม่ได้เริ่มจากจิระ เขาจะเริ่มจากบ้านเกาะ เขาก็บอกป้าติ๋มอย่างนั้น ป้าติ๋มก็ถามกลับว่าคุณเอาข้อมูลมาจากไหน เอาอย่างนี้ได้ไหม ถ้าเราคุยกันปากเปล่าเนี่ยมันไม่มีหลักฐาน ป้าติ๋มขอหลักฐานได้ไหม บันทึกการประชุมก็ได้ อะไรก็ได้ให้มันเป็นหลักฐานว่าจะไม่เริ่มจากจิระ ไปเริ่มที่บ้านเกาะ ถ้าเริ่มจากบ้านเกาะจริง 400 กว่าหลังคาเรือนของที่นี่ไม่มีผลกระทบ แต่ถึงจะไม่มีผลกระทบ เราก็จะไม่อยู่แบบนี้ เราจะปรับปรุงให้มันดูดีขึ้น ไม่ให้มันเป็นสลัม ไม่ให้มันระเกะระกะอย่างที่เป็นมา

สภาพบ้านเรือน-บ้านร้างริมชุมทางรถไฟจิระ (ชุมชนราชนิกูล 3)

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่ดินตรงนี้แน่นอนว่าเป็นของการรถไฟฯ แล้วชาวบ้าน 400 กว่าหลังคาเรือนที่เข้ามาปลูกสร้างบ้านเรือนเป็นลักษณะขออนุญาตหรือบุกรุกมาตั้งกันเองครับ |

ส่วนมากก็จะเป็นบุกรุกนะคะ บุกรุกหมายความว่าอยากสร้างตรงไหนก็สร้าง เพราะเห็นที่ว่างเขาก็เลยสร้าง แต่ในส่วนของป้าติ๋มเองเนี่ยเป็นลักษณะเช่าที่ ก็ทำสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทย นานมากกว่าจะได้ พอได้มาป้าติ๋มต้องถมดินเป็นร้อยๆ รถก่อนที่จะปลูกบ้าน ป้าติ๋มมีสัญญาเช่า นอกนั้นจะเป็นบุกรุกซะส่วนมาก ซึ่งตรงนี้เป็นช่วงก่อนที่ป้าจะเข้ามาดูแลจัดการเป็นประธานชุมชนประธานเครือข่ายบ้านมั่นคง พอรู้ว่าจะมีการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ป้าติ๋มก็ทำการสำรวจลูกบ้านต่างๆ ริมทางรถไฟที่น่าจะมีผลกระทบ ก็สำรวจแต่ละหลังแต่ละชุมชน เราจะมีข้อมูลว่าแต่ละชุมชนมีบ้านกี่หลัง สภาพบ้านเป็นยังไง เป็นกระต๊อบหรือเป็นบ้านแบบพอใช้ได้ การก่อสร้างเป็นอย่างไร แล้วก็มีผู้อาศัยอยู่เท่าไหร่ ก็ทำรายละเอียดไว้ทั้งหมดเป็นพื้นฐานไว้ก่อน เผื่อมีคนมาถามจะได้มีข้อมูลที่ใช้ได้ทันที จริงๆ ต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่เริ่มมีโครงการก็ไม่มีบ้านเพิ่ม คือบังคับให้อยู่แค่นั้น เราจะดูแลแค่นั้น ถ้าใครจะมาทำเพิ่ม หรือใครจะมาสร้างโดยพลการป้าติ๋มจะไม่รับผิดชอบ ป้าติ๋มจะดูแลเฉพาะกลุ่มที่อยู่มาแต่เดิมเท่านั้น  

สมมติว่ามีการเยียวยาจริงๆ ตรงนี้จะได้เฉพาะส่วนของผู้ที่ขออนุญาตเช่าซื้อหรือผู้ที่บุกรุกก็ได้ด้วย |

ป้าคิดว่าน่าจะได้ทั้งสองส่วน แต่ก็คงไม่ได้เท่ากันหรอก ก็ได้บ้าง ซึ่งเราก็ต้องดูตามสภาพ เราก็ไม่คิดว่าเราต้องได้ 100% เอาที่เป็นไปได้ ป้าเรียกร้องว่าขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเราบ้างแค่นั้น แต่ก็อย่างที่ป้าบอก ป้าไม่ได้รอแค่ความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐเท่านั้นหรอก ตั้งแต่ทราบข่าวโครงการฯ ป้าก็คิดว่าจะหาทางช่วยตัวเองก่อน อย่างแรกคือตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงตามชุมชนต่างๆ คือก่อนที่จะขอให้ใครมาช่วย เราต้องช่วยตัวเองกันไปก่อน ตรงนี้ป้าตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งก็บอกเลยว่ามันไม่ได้มีมากมายอะไร เพราะคนในชุมชนรอบทางรถไฟก็หาเช้ากินค่ำ เงินจะใช้กินใช้อยู่ก็ไม่พอแล้ว เงินจะเก็บก็ต้องน้อยลงไปตามส่วน แล้วป้าก็ไม่ได้บังคับว่าต้องเก็บเท่านั้นเท่านี้ เอาเท่าที่แต่ละคนมีกำลัง ถ้ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้ก็มาขอถอนออกไปก่อนได้ ไม่มีดอกเบี้ย คือเราจะไม่บังคับเพราะเราก็เข้าใจเขา ไม่อยากให้เป็นหนี้ ไม่อยากให้เป็นหนี้รายวัน

เจ้าเหมียวขู่ฝ่อๆ เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน เป็นใครก็หวงบ้านตัวเองเนอะ

นอกจากนี้ป้าก็ยังเคยไปดูที่ดินของกรมศาสนา อยากขออนุญาตใช้ที่ดินเปล่าเพื่อให้คนในชุมชนซึ่งพร้อมจะโยกย้ายไปปลูกบ้าน แต่ตรงไหนเขาก็ไม่ให้ เขาไม่อยากให้คนจนอยู่ ที่ราชพัสดุตรงไหนก็ไม่ได้ โคราชหาที่ยากมาก ป้าติ๋มเข้าไปกองทัพภาคที่ 2 เพราะเห็นว่ามีเนื้อที่เยอะมาก พื้นที่ว่างเปล่า จริงๆ ก็ไม่ถึงกับว่างเปล่านะ แต่สามารถให้ที่คนจนสามารถอยู่ด้วยได้ ไป 2-3 ครั้งก็เงียบ เอาจริงๆ คือเราถอดใจแล้วล่ะ ตอนนี้ป้าก็มองหาที่ดินเปล่า ดูเอาไว้สองที่ ที่แรก 26 ไร่ ที่ตรงนี้สามารถอยู่ได้ 400 กว่าหลังคาเรือนสบายๆ ส่วนอีกที่ขนาด  7 ไร่ ซึ่งก็น่าจะอยู่ได้ประมาณสัก 100 ต้นๆ หลังคาเรือน แต่ตรงนี้คือที่ดินแพงมาก แต่มันเข้าออกสะดวก อยู่ติดถนน ไม่ต้องขยายไฟ ทุกอย่างมันพร้อม ซึ่งป้าก็รอว่าจะมีหน่วยงานไหนเสนอตัวมาช่วยเหลือเยียวยาเสียที ป้าติ๋มไม่แน่ใจว่าจะเป็นรัฐบาลหรือเป็นที่รถไฟหรือบริษัทรับเหมา แต่ก็รอ ก็ได้แต่รอว่าจะเอากันยังไงแน่

ซื่อที่ดินดูจะเป็นโครงการที่ใหญ่มากนะครับ |

ใช่ค่ะ ก็อย่างที่ป้าบอกว่าป้าพยายามหาที่ทางแล้ว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้ ก็เลยมองหาแผนสำรองต่อไปอีกว่าจะซื้อที่ดิน คือถ้าเหตุการณ์มันจำเป็นก็ต้องทำ การจะซื้อที่ดินคือเราต้องมีเงินวางมัดจำก่อน 10% ของราคาที่ดินที่เราจะซื้อ แต่จะทำอย่างนั้นได้คือเราจะต้องตั้งเป็นสหกรณ์กู้ พอช. หรือกระทรวงพัฒนาสังคม เขาจะให้ส่วนกู้ต่างหาก ส่วนงบสาธารณูปโภคเนี่ย เราได้ฟรีจากกระทรวงพัฒนาสังคมอยู่แล้ว ถ้าเราไปสร้างที่ดินใหม่เนี่ยจะได้งบมาพัฒนาสาธารณูปโภคคือครอบครัวละ 50,000 บาท นอกจากนั้นก็จะมีงบอุดหนุน ซึ่งงบอุดหนุนสมาชิกเนี่ยจะเอามาลดค่าที่ดินหรือจะเอามาทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับบ้าน ซึ่งเราเอามาจูนกันได้

ถ้าต้องย้ายบ้านกันจริงๆ แน่นอนว่ามันต้องมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งการใช้ชีวิต อาชีพ สังคม และอื่นๆ อีกมากมาย ตรงนี้ป้าติ๋มวางแผนเอาไว้บ้างไหมครับ |  

มันก็ต้องมีผลกระทบ แต่มันก็ต้องเป็นไป อย่างที่ป้าบอกตั้งแต่ต้นว่า เราไม่ขัดเรื่องการพัฒนาให้ดีขึ้น ประเทศชาติต้องพัฒนาให้ดีขึ้น โครงการรถไฟความเร็วสูงจะช่วยให้ประเทศชาติพัฒนา เป็นผลดีต่อสังคมส่วนรวม แต่ก็อย่าลืมว่ามีประชาชนส่วนน้อยที่เขามีผลกระทบ ก็อยากให้เหลียวแลและเอาใจใส่พวกเขานิดนึง แต่ก็นั่นล่ะ ป้ามองว่าถ้าช่วงแรกๆ ที่ชาวบ้านย้ายที่อยู่ เรื่องอาชีพปากท้องสำคัญที่สุด ตรงนี้ป้าติ๋มก็มีกลุ่มอาชีพเอาไว้รองรับ คือป้าติ๋มเป็นคนแก่ที่เกิดมานานแล้วเนอะ คือเราผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านความลำบากมาเยอะ ก็เข้าใจความทุกข์จากการไม่มีอะไรจะกิน พอดีป้ามีกลุ่มอาชีพ ก็ทำกันมานานแล้วล่ะ เป็นกลุ่มอาชีพเกี่ยวกับอาหาร ทั้งกลุ่มผัดหมี่ กลุ่มปลาส้ม หรือกลุ่มซักรีดที่จะอยู่ในชุมชน ป้าจะทำทุกอย่างให้ชาวบ้านไม่เดือดร้อน เราเตรียมไว้ให้หมด คืออย่างน้อยไปอยู่ที่ใหม่ก็มีรายได้ ถ้าใครจะไปทำอย่างอื่นค่อยหาทีหลัง อันนี้ก็คือว่าเราไม่ตายแน่ถ้าเราไปอยู่ที่อื่น จริงๆ ป้าติ๋มคิดไปถึงขนาดที่ว่าจะเตรียมที่ดินเอาไว้เพื่อปลูกผัก เอาไว้แจกกันกินไม่ต้องขาย พอเพียงเดินตามรอยพ่อหลวง ใครว่างก็ไปรดน้ำ ใครมีหน้าที่ไปทำงานก็ไป แต่ขอให้เก็บกินห้ามขายห้ามไปฝากคนอื่นเพราะเราเอาไว้กินคนในชุมชน ผู้สูงวัยก็หางานไว้ให้ทำ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เท่าที่ฟังมาป้าติ๋มทำงานเพื่อสังคมหลายอย่าง ทำให้อยากรู้ว่าป้าทำไปทำไม ป้าติ๋มได้อะไรจากการทำแบบนี้ |

ได้ใจไง

ได้ใจจากใคร |

ได้ใจจากใครก็ช่าง เราชอบให้ ให้แล้วมีความสุข ป้าติ๋มไม่ได้สนใจ ใครจะว่าดีไม่ว่าดีฉันไม่ได้สนหรอกจ้ะ ฉันชอบทำ จริงๆ คือชาวบ้านเขาเลือกป้าติ๋มมาเป็นประธานชุมชน ประธานชุมชนจะตั้งโด่อยู่ได้ไง อยู่เฉยไม่ได้ แบบนั้นไม่ใช่ป้าติ๋ม เรารู้สึกอยากช่วยเขา มันเป็นความสุข ไม่เชื่อทุกคนลองทำตามป้าติ๋มนะ คนเป็นคนให้มีความสุข คนที่รับเนี่ยเขาจะด่าฉันไหมอะไรไหม ไม่รู้ รู้แต่ป้าติ๋มมีความสุข

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

 

ภาพวิถีชีวิตของผู้คนริมรางรถไฟ

ป้าติ๋มคิดว่าจะเกษียณตัวเองจากภาระหน้าที่นี้ตอนไหน |

ก็ทำหน้าที่ตรงนี้มาตั้งแต่ปี 2526 สามสิบกว่าปี ก็ทำมาตลอด จริงๆ ก็เรียกประชุมสมาชิกหลายครั้ง อยากให้เด็กรุ่นใหม่ๆออกมาช่วยป้าติ๋มทำงานหน่อย เพราะป้าติ๋มมีความรู้แค่ ป.4 จะเอาอะไรไปสู้กับเขา ที่ทำก็เพื่อให้เราได้มีที่อยู่เป็นของตัวเอง เทวดาไหนก็ไม่มีเสนอหน้ามาช่วยเลย ก็เลยต้องทำเอง ทำไปด้วยความบ้าในตัว

ที่ทำทั้งหมดเนี่ยทำเพื่อชาวบ้านทำเพื่อคนจน เพราะเขาเดินไม่เป็นไม่ใช่เขาเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนะ คือเขาจะเดินไปหาเจ้าหน้าที่ เดินไปหาความช่วยเหลือมันยาก ป้าติ๋มจบ ป.4 ก็จริง แต่อายุจะ 70 แล้ว ประสบการณ์มันเยอะ มีเพื่อนฝูงเยอะ อย่างที่ป้าบอก ป้าติ๋มอยากได้คนมาแบ่งปันมาช่วยกันทำ เพราะป้าก็อยากวางมือเหมือนกัน อยากหาคนรุ่นใหม่มาช่วยกัน ซึ่งการที่จะทำแบบนี้ได้คุณต้องมีใจ คุณต้องเสียสละ คุณต้องไม่เอาเปรียบเพื่อน คุณต้องไม่กินนอกกินใน ทุกอย่างทำเพื่ออนาคตลูกหลาน ทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ก็คนอื่นเขาไม่ทำ ในโคราชไม่เห็นมีใครทำ จะว่าใส่เกือกก็ใส่เนอะ อยากให้ลูกบ้านมีที่อยู่การมีที่อยู่เป็นอะไรที่ประสบความสำเร็จในชีวิต จะยากดีมีจนก็ช่างเถอะ ขอให้มีที่อยู่ จะเล็กจะใหญ่ช่างมัน บ้านคือวิมานของเรา จำไว้


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์