16 Min. read

มีคนเคยบอกว่า “เมื่อเราโตขึ้น สิ่งที่ต้องการมากที่สุด อาจเป็นแค่ความธรรมดาที่สวยงามในชีวิต” เพียงแค่ได้อยู่ในที่ที่ทำให้เราสบายใจ ไม่ต้องไปตามหาความหวือหวาอะไรที่ยากเย็นนัก อาจเป็นเพียงการได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกให้หัวใจเต้นในจังหวะปกติ แต่เปี่ยมไปด้วยความสุข … ก็เพียงพอแล้ว

ตามประสาคนรุ่นใหม่ สถานีรถไฟสูงเนิน คืออะไรไม่มีใครอยากรู้ อย่างมากถ้ามีคนถาม ก็คงจะตอบแบบเอากำปั้นทุบดินว่า “ก็แค่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง” … แต่สำหรับคนยุคก่อน สถานีรถไฟสูงเนิน คือสถานที่ที่มีความหมาย ไม่ได้เป็นเพียงสถานีรถไฟ แต่นี่คือสถานีแห่งความสุข ความเศร้า ความรัก ความหวัง ความฝัน ความทรงจำ ฯลฯ เป็นตลาดที่มีพ่อค้าแม่ขายเร่มาขายของคึกคัก เป็นแหล่งนัดพบปะของแม่บ้านหรือคนหนุ่มสาวหลายๆ คู่ เป็นศูนย์กลางของความเจริญในชุมชน เป็นที่ที่หลายคนชะเง้อรอรถไฟขบวนที่ใกล้จะมาถึง เป็นที่ที่คนต่างถิ่นหลายคนโบกมือทักทายคนที่ไม่รู้จักบริเวณสถานี เป็นที่ที่เด็กตัวเล็กๆ วิ่งตามดูไอน้ำที่ลอยละลิ่วตามสายลมจากหัวรถจักร พร้อมเปล่งเสียง “ปู๊นๆๆ กะฉึกๆ” อย่างเริงร่า สุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเป็นที่ที่ในหลวงหลายรัชกาลเสด็จพระราชดำเนินผ่านเพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรอันเป็นที่รักยิ่ง จากวันนั้นที่รางรถไฟวาดเป็นเส้นสายไหลระเรื่อยผ่านจากกรุงเทพฯจรดถึงโคราชในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับไปนับมาจนวันนี้ก็นับได้ 114 ปี

ความงามสง่าข้ามกาลเวลาหลายทศวรรษของสถานีรถไฟสูงเนิน อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ผ่านร้อน-หนาวมาร่วม 114 ปี สถานีที่เคยคึกคักก็กลับเหลือเพียงความทรงจำเมื่อมีถนนหนทางและรถรา คนใช้บริการเริ่มลดน้อยถอยลง ตลาดที่เคยคึกคักเงียบเหงา … และร้างหายกลายเป็นความทรงจำ สถานที่สวยงามกลายเป็นรกเรื้อและเสื่อมโทรม

แต่ในวันนี้ที่นี่เปลี่ยนไป … อัญมณีที่เคยถูกหลงลืมได้ถูกพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ รัศมีสว่างเรืองค่อยๆ หรุบหรู่และสว่างขึ้นๆ จนสุกใส

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในโคราช … ที่นี่ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติแบบ 100% ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น 100% ไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ 100% และไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวดั้งเดิมแบบ 100% เช่นกัน อ่านแล้วก็งง อะไรกันหว่า ถ้าจะให้เรียกตามความเข้าใจของผมเอง ผมมองว่าที่นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวแบบผสมผสาน ผนวกรวมทั้งความเก่าและความใหม่ ผนึกรวมทั้งการท่องเที่ยวตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างเสริมเข้าไปใหม่ จนกลายเป็นสถานที่พิเศษซึ่งชาวสูงเนินแสนจะภาคภูมิใจ

ไม่ถึงชั่วโมงจากในเมือง ผมก้าวลงมาจากรถด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ สถานีรถไฟสูงเนินที่ผมเคยรู้จักเปลี่ยนไปชนิดที่ชวนให้ร้อง “ว้าว!!” ซึ่งผมก็เปล่งเสียงคำนั้นออกมาจริงๆ ตามความรู้สึก แน่นอนที่ว่าตัวอาคารของสถานีรถไฟสูงเนินยังคงความเก่า เก๋า และคลาสสิกไว้เช่นเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมนั่นคือทัศนียภาพหรือภูมิทัศน์ที่ต่างออกไป ท้องฟ้าบ่ายนี้ไม่ร้อนมาก ซ้ำยังมีอาการครึ้มฟ้าครึ้มฝนชอบกล ผมได้แต่ภาวนาต่อพระพิรุณท่านว่าอย่าเพิ่งตกลงมาเลย ขอเวลาทำงานให้เสร็จก่อน สาธุ!

“ปี๊นๆๆๆ” ผมกระโดดหลบตัวลอยตามเสียงแตรรถจักรยานยนต์ ก่อนเหลียวกลับไปมองตาม เด็กวัยรุ่นขับผ่านไป ตามมาด้วยเด็กๆ อีกโขยงใหญ่เฮโลจุ๊กกรู๊วิ่งไปตามทางลาดเพื่อตรงไปยังลำธารซึ่งมี สะพานดำ หรือ สะพานจ่าราช สร้างใหม่สดๆ ร้อนๆ ไม่ถึง 10 วันวางตัวพาดผ่านเชื่อมสองฝั่งเข้าไว้ด้วยกัน

ผมรีบจัดแจงเก็บภาพโดยรอบสถานีรถไฟทันทีด้วยความกลัวฝน ความคลาสสิกทำให้ผมนึกไปถึงสถานีหัวหินที่ครั้งหนึ่งเคยไปเยือนโดยรถไฟ ให้อารมณ์ที่เหมือนกันมาก เพียงแต่สถานีหัวหินได้รับการ ‘ปรุงแต่ง’ จนสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนสถานีรถไฟสูงเนินยังคง ‘ความดิบ’ ดังเช่นเมื่อหลายสิบปีก่อน นึกแล้วก็อยากให้มีกองละครแนวพีเรียดมาถ่ายทำให้รู้แล้วรู้รอดไป

อาคารไม้ขนาดโอ่โถงมีต้นไม้ประดับเป็นหย่อมๆ อย่างสวยงาม ธงไตรรงค์ริ้วสวยสะบัดไหวตามแรงลมโดยพร้อมเพรียงกัน บนเก้าอี้ที่ทำด้วยไม้หมอนรถไฟนั่งอยู่โดยคนมากหน้าหลายตา ผมสะดุดเข้ากับครอบครัวหนึ่งที่นั่งกินข้าวกันอย่างสุขใจ ข้าวเหนียวแม้ไม่ร้อนแล้วแต่ก็ดูน่าอร่อยเมื่อทั้งครอบครัวได้กินโดยพร้อมหน้า ลูกชายสองคนหยอกเอินกันโดยที่มีพ่อแม่นั่งมองดูอยู่ไม่ไกล “กำลังรอรถไฟ เวลาไปไหนมาไหนส่วนใหญ่ก็ใช้รถไฟ สะดวกดี” คนเป็นพ่อบอก

เก้าอี้ตัวไม่ห่างนักนั่งอย่างสำรวมไว้ด้วยผู้หญิงสองคนที่นุ่งขาวห่มขาวสะอาดตา มองผาดๆ ก็รู้ว่ากำลังจะไปปฏิบัติธรรม ซึ่งก็เป็นความจริง “กำลังรอรถไฟ จะไปปากช่องจ้ะ ไปปฏิบัติธรรม ป้าสองคนก็ไปเป็นประจำทุกวันพระ พรุ่งนี้ก็กลับ ทำแบบนี้มานานหลายปีแล้ว” บรรยากาศแบบนี้คงหาไม่ได้ตามสถานีขนส่ง ผมมองตารางเวลาเดินรถ กะเอาคร่าวๆ ว่ารถไฟจะมาถึงตอนไหน อยากถ่ายรูปรถไฟตอนกำลังเข้ามาที่สถานีและค่อยๆ เคลื่อนออกไป พูดตรงๆ ว่ามีโอกาสไม่บ่อยนักในชีวิตที่จะได้ดูรถไฟเทียบชานชาลา

“เมื่อก่อนที่นี่ไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมาหรอก เงียบมาก” ครูเจี๊ยบ พรนิภา ฉะกระโทก ครูโรงเรียนสูงเนิน ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สถานีรถไฟสูงเนิน (โดยมี สจ.รักชาติ กิริวัฒนศักดิ์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม) ซึ่งวันนี้ได้รับทำหน้าที่ไกด์อาสาให้กับคณะทีมของเราเอ่ยขึ้น “จริงๆ คนไม่ค่อยกล้า ยิ่งค่ำๆ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแถวนี้เงียบมาก มืดไม่มีแสงไฟ ต้นไม้ต้นหญ้ารกไปหมด เอาจริงๆ ก็เป็นแหล่งซ่องสุมไม่ค่อยปลอดภัย โดยปกติคนเขาก็เดินกันมาที่สถานีรถไฟแล้วก็กลับ แต่ตอนนี้คนมากันเยอะมาก ทั้งลูกเด็กเล็กแดงคนเฒ่าคนแก่ เรียกว่าเป็นศูนย์รวมแห่งใหม่ก็ว่าได้”

ครูเจี๊ยบพูดพลางก็ชี้ให้ดูรอบๆ พื้นที่กว่า 7 ไร่ซึ่งมีทหารหลายสิบนายพร้อมด้วยรถบดรถตักรถขนน้ำเต็มอัตรา ละอองน้ำเย็นชื่นสาดฟุ้งไปทั่ว วันที่ผมมาเยือน เหล่าคุณทหารกำลังเร่งทำถนนเพื่อใช้เป็นลานออกกำลังกายสำหรับชาวบ้าน เมื่อผมถามว่าโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานีรถไฟสูงเนินเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร ครูเจี๊ยบบอกกับผมว่า “เราเริ่มงานกันจริงๆ ก็เมื่อประมาณวันที่ 20 เดือนก่อน นำโดย พลตรีสนธยา ศรีเจริญ ท่านรองแม่ทัพภาคที่สอง ร่วมด้วย คุณวันเพ็ญ สุวัฒโนดม รองนายกเทศมนตรีตำบลหัวทะเล และ ผญ.ประไพวรรณ จินดาพรโสภิต ค่ะ”

“เรื่องก็เริ่มต้นมาจากการประกาศโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาล ด้วยความที่เรามองเห็นคุณค่าของสถานีรถไฟสูงเนินแบบดั้งเดิม เราอยากรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ดู ก็เลยเดินเรื่องขออนุญาตกับทางการรถไฟ ก็ต่อสู้กันมาเกือบๆ 4 ปีจนสำเร็จ โดยมีท่านพันเอกวินัย สมพงษ์เป็นกำลังสำคัญ ประจวบเหมาะพอดีกับที่ท่านรองฯสนธยาท่านมีความตั้งใจจะมาพัฒนาวัดพระนอน (วัดธรรมจักรเสมาราม) คือสำหรับเราท่านเป็นทหารนักพัฒนา เพราะท่านพัฒนามาหลายพื้นที่แล้ว เราก็เลยปรึกษากับท่าน เชิญท่านมาชมสถานที่ต่างๆ ท่านก็ยินดีที่จะช่วยพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้ดีขึ้น”

ครูเจี๊ยบ พรนิภา ฉะกระโทก ครูโรงเรียนสูงเนิน ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สถานีรถไฟสูงเนิน ผู้ให้ข้อมูล

“แต่เราก็ไม่คิดว่าจะได้รับขนาดนี้ แรกทีเดียวก็คาดว่าท่านจะมาช่วยพัฒนาพื้นที่ให้ดูดีขึ้น สะอาดขึ้นเท่านั้น แต่ท่านทำมากกว่านั้น สิ่งที่เราประทับใจที่สุดและรู้สึกว่าท่านเอาจริงคือ เวลาค่ำๆ สักสองสามทุ่มท่านจะแอบมานั่งคนเดียวที่สถานีฯ ไม่บอกเรา ไม่ได้บอกใคร ท่านจะมานั่งเงียบๆ ดูอะไรเราก็ไม่ทราบ พอวันต่อมาท่านก็บอกว่าข้างหลังโน่นมันมีอะไรแน่ๆ ก็พากันไปดู ขนาดเราที่เป็นเจ้าของสถานที่ก็ยังไม่รู้ว่าข้างหลังนั้นมันมีอะไร ก็ปรากฏว่าเป็นลำธารไหลลอดผ่านสะพานรางรถไฟ ตอนนั้นคือตรงนี้รกมาก ท่านบอกว่าสวยดี จะทำสะพานไม้ข้ามไปมาให้เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านจะมาเล่นน้ำ นั่งพักผ่อน ชาวบ้านจะชอบไหม ท่านถาม เรามองไม่ออก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัดท่าน จากนั้นท่านก็เกณฑ์เหล่าทหารมาหักถางพวกพงไม้วัชพืชต่างๆ ริมลำธารออกไปจนหมด แล้วก็ค่อยๆ สร้างสะพานไม้ ตอนสร้างสะพานก็ทุลักทุเลพอสมควร เราพบว่ามีก้อนหินลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ 4 ก้อน ที่หินมีร่องรอยถูกสลักเอาไว้ด้วย เราก็สันนิษฐานเอาเองว่าเส้นทางนี้อาจเคยเป็นลำน้ำที่ใช้ในการขนย้ายหินจากแหล่งตัดหินสีคิ้วไปยังปราสาทเมืองแขก โนนกู่ ที่สูงเนิน ใช้เวลาไม่กี่วันสะพานก็เสร็จ สวยงามอย่างที่ท่านบอกจริงๆ ที่เราประทับใจที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำใจของผู้ที่ได้ยินข่าว ก็จะเอาอาหาร ผลไม้ หรืออะไรต่างๆ มาสนับสนุนไม่ขาดสาย เราเห็นคนเฒ่าคนแก่ที่นานๆ ทีจะออกจากบ้านเดินมาดูว่าพวกเราทำอะไรกัน พอรู้ก็พนมมือขึ้นเหนือหัว บอกว่าเทวดามาโปรด ท่านรองฯสนธยาคือเทวดาในสายตาของคนเฒ่าคนแก่จริงๆ พอทำสะพานข้ามลำธารและตกแต่งสถานที่เรียบร้อย คนก็เริ่มรู้จัก เริ่มเข้ามาใช้สถานที่ เด็กๆ มาเล่นน้ำ วัยรุ่นมาถ่ายรูป รุ่นพ่อแม่ก็มานั่งเล่นริมน้ำ สมอย่างที่ท่านบอก”

น้ำใสไหลเย็น แม้ไม่เห็นตัวปลา แต่ก็เห็นความสุข

“ตู้ม — มมมมมม!! “

น้ำกระจายออกไปทุกทิศทางจากการกระโดดของเด็กชายเสื้อชมพูโดยโหนเชือกยาวที่ห้อยลงมาจากต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่ก็เป็นช่วงปิดเทอมของเด็กนักเรียน บรรยากาศจึงคึกคักพอสมควร แรกเห็นเราตะลึงกับความสวยงามของสถานที่ สะพานจ่าราชหรือสะพานดำทอดตัวคดเคี้ยวเล็กน้อยเชื่อมระหว่างสองฝั่ง แม้น้ำจะไม่มากเพราะไม่ใช่ฤดูกาลน้ำหลาก แต่ก็ใสดีเหลือเกิน ซ้ำยังไหลเรื่อยตลอดปี น้ำเป็นสีเขียวพอๆ กับธรรมชาติรอบด้านที่ก็เขียวไม่แพ้กัน

แอบเสียใจนิดๆ ที่ไม่ได้เตรียมกางเกงขาสั้นและชุดมาเปลี่ยน อากาศแบบนี้ได้กระโดดน้ำสักตู้มสองตู้มคงสบายตัวดีพิลึก ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน – ผมคิด

เสียงล้อรถไฟบดขยี้รางเหล็กแล่นตรงมาพร้อมเสียงหวูด ได้เวลาจับภาพที่มีไม่บ่อยครั้งนักแล้วสิ รถไฟแล่นช้าๆ ราวกับว่าจะเชิญชวนให้ถ่ายรูป ผู้คนบนพื้นต่างโบกมืออย่างสนุกสนานให้ผู้คนบนรถไฟที่เยี่ยมหน้าออกมาดูด้วยความฉงน ผมรู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ แบบที่เคยดูในหนังหรือละครพีเรียด

“เราเพิ่งมีการทำพิธีบวงสรวงเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อบอกกล่าวขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ในการพัฒนาพื้นที่ด้านข้างสถานีรถไฟสูงเนินให้เป็นสวนสุขภาพสำหรับประชาชนเมื่อวันศุกร์ที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาค่ะ” เราเดินกลับจากลำธารน้ำใสก่อนที่ผมจะยั้งตัวเองไม่ไหวต้องกระโดดลงไปร่วมแจมกับพลพรรคเด็กหัวเกรียนที่โบกมือท้าทายอย่างนักเลง

หากใครมีโอกาสได้มาเยือนที่ลำธารแห่งนี้ ผมขอเสนอให้ลองปีนขึ้นไปยืนบนรางรถไฟด้านบนแล้วมองลงมาเบื้องล่าง คุณจะพบกับมิติใหม่ที่สวยงามไม่หยอก แต่ขอแนะนำอีกนิดว่า เหลียวซ้ายมองขวาบ้างก็ดี เผื่อรถไฟแล่นมาประเดี๋ยวจะหลบไม่ทัน

ระหว่างทางเดินกลับ ครูเจี๊ยบก็ได้เล่าให้ผมฟังต่อว่า “หลังจากที่ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ตรงลำธารแล้ว ท่านรองฯก็ดำริว่าจะสร้างสวนสุขภาพสำหรับประชาชนด้านข้างสถานีรถไฟสูงเนิน”

“แล้วอาคารไม้เก่าๆ สองหลังตรงนั้นล่ะครับ” ผมชี้ไปยังตัวเรือนไม้เก่าๆ ที่สภาพบอกชัดว่าผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านฝนมาอย่างโชกโชน ถ้าเปรียบเป็นคนก็คงเป็นประเภทใช้ร่างกายเปลืองมากๆ จนผุพังทั้งภายนอกภายใน แต่กระนั้นความงดงามของรูปทรงก็ยังคงอยู่ มองเพียงผาดก็เสียดายหากต้องถูกรื้อออกไป

“จะทำเป็นพิพิธภัณฑ์ค่ะ อย่างที่เห็นว่ามีสองหลัง เราจะบูรณะใหม่ทั้งหมดโดยคงสภาพใกล้เคียงเดิมที่สุด หลังแรกเราจะทำเป็นอาคารแสดงประวัติเมืองเสมาฯซึ่งเป็นเมืองเก่าก่อนมาตั้งเป็นเมืองโคราชอย่างทุกวันนี้ อีกหลังจะทำเป็นห้องแสดงประวัติสถานีรถไฟสูงเนิน โดยเฉพาะในช่วงที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ”

ด้วยความอยากรู้ ผมก็ถามขึ้นอีก “แล้วอาคารข้างๆ กันนั้นล่ะครับ ใต้ต้นไทรต้นใหญ่ ที่เป็นอาคารปูน แต่เดิมเป็นอะไรครับ”

“ก่อนนี้สถานีรถไฟสูงเนินเป็นสถานีขนาดใหญ่ เมื่อก่อนรถไฟจะใช้ระบบไอน้ำ เสาสูงๆ นั้นแต่เดิมเป็นที่เติมน้ำในหัวรถจักร อาคารตรงนี้เป็นโรงซ่อมรถไฟเล็กลากฟืนสำหรับรถไฟ”

จากที่ผมสังเกต ชาวบ้านต่างทยอยมาชมสถานที่กันไม่ขาดสาย โดยจุดหมายก็เห็นจะเป็นลำธารที่ดึงดูดทุกผู้คน

ในที่สุด ผมก็ได้มีโอกาสเข้าพบท่านรองแม่ทัพภาคที่สอง พลตรีสนธยา ศรีเจริญ ซึ่งกำลังยืนสั่งการด้วยมาดที่บอกได้เลยว่า ‘สมกับเป็นทหารของพระราชาจริงๆ’ คำว่าสมาร์ทยังดูน้อยเกินไป แม้มาดของท่านจะเข้มแข็งสมชายชาตรี แต่ท่านก็พูดคุยกับผมอย่างเป็นกันเอง พาชมสถานที่อย่างไม่ถือตัว แต่ท่านกลับไม่ยอมให้ผมถ่ายภาพท่าน โดยบอกให้ผมให้ความสำคัญกับชาวบ้านและสถานที่ ท่านไม่อยากให้ตัวท่านเองสำคัญมากไปกว่าสถานที่ตรงนี้

เมื่อผมเอ่ยถามว่า เพราะอะไรท่านจึงตัดสินใจเข้ามาช่วยพัฒนาพื้นที่ข้างสถานีรถไฟสูงเนิน ซึ่งนอกจากความชอบในการพัฒนาอันเป็นส่วนตัวของท่านแล้ว อีกคำตอบที่ผมสัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจซึ่งอยากแชร์กับผู้อ่านว่า …

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“ในหลวงบอกทหารไว้สองข้อ ข้อที่ 1 ก็คือเจ้าจะต้องถือปืนไปรบ ข้อที่ 2 ทหารจะต้องลงไปทำกิจกรรมพลเรือน นำชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองให้เจริญ เขาเรียกว่าอาวุธทางปัญญา”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เหล่าทหารกำลังเร่งงานกันอย่างขะมักเขม้นสำหรับสวนสุขภาพของชาวสูงเนิน

“นักอนุรักษ์ที่ถูกต้องจะต้องฟังความต้องการของประชาชนและความสุขที่เกิดขึ้นกับประชาชน นั่นคืออันที่หนึ่ง อันที่สองก็คือมิติภาวะสหวิชา วิชาของมันไม่ใช่อนุรักษ์อย่างเดียว ต้องเอามาผสมผสานกัน เพราะคนทุกคนไม่ได้ชอบอนุรักษ์เหมือนกันทุกคน คนมีมิติความชอบไม่เหมือนกัน ฉะนั้นถ้าเราเอามาผสมผสานสร้างคำว่าอนุรักษ์ให้มีมิตินี้บ้าง มิตินั้นบ้าง ประชาชนทุกคนก็จะได้ใช้ร่วมกัน รู้จักมักคุ้นแบ่งปันกัน มันก็จะเกิดความสามัคคีในหมู่บ้านของตัวเอง เราทำตรงนี้เราก็จะเห็นพื้นเพของเขาว่าคนสูงเนินเป็นอย่างไร พื้นเพหมายความว่าวิถีชีวิตกับอุปนิสัยใจคอของคนที่ได้ปลูกฝังไว้ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่ารุ่นตารุ่นยาย พื้นเพของคำว่ารักบ้านตัวเองมันเริ่มเกิดแล้ว เวลามีการจุดประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ก็จะเห็นว่าคนรักบ้านตัวเอง คนเริ่มรักกัน คนเริ่มแสดงออกถึงนิสัยว่าตัวเองเคยมีจิตใจที่เอื้ออาทรต่อกัน”

“เราสร้างภูมิทัศน์ให้ลำธารก็เพื่อสนองมิติที่หนึ่ง คือสร้างความสุขให้ประชาชน เรารู้ว่าประชาชนต้องการกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันได้ แชร์กันได้ ตรงนี้คือสร้างความสุข เขาก็จะเข้ามาใช้พื้นที่ อันที่สองคือเราสร้างสวนสุขภาพ คนได้มาออกกำลังกาย มาใช้พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ได้มานั่งกินข้าวกัน ตรงนี้เป็นภาวะสหวิชามิติที่สอง คือถ้าเราไม่ทำสวนสุขภาพ จะทำเฉพาะพิพิธภัณฑ์แสดงผลงาน แรกๆ คนก็อาจจะเข้ามาดูเพราะไม่เคยดู พอดูแล้วก็ไป ก็จบ แต่ถ้าเราทำลำธารทำสวนสุขภาพ คนมาใช้พื้นที่ เป็นแม่เหล็กดึงคนให้เข้ามา สมมติเขามาสิบครั้ง เขาก็อาจจะมาชมพิพิธภัณฑ์สักครั้ง คือมาแล้วก็ต้องเข้ามาดู ถ้าไม่มาดูก็แล้วแต่ แต่เสียเที่ยวนะ ไหนๆ ก็มาแล้วก็เข้ามาดูเสียหน่อยปะไร ทีนี้ทุกๆ สิบครั้งเขาเข้ามาชมสักครั้งก็ได้ประโยชน์มากกว่า ตรงนี้คือได้ประโยชน์หลายทาง เราไม่ชอบทำแล้วทิ้ง ทำแล้วได้ประโยชน์แค่ทางเดียว มันไม่คุ้ม”

โลกต้องจารึกว่านี่คือโฉมหน้าคุณยายผู้ได้ปั่นจักรยานบนทางจักรยานของสวนสุขภาพสูงเนินเป็นคนแรก

“สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีต้องประกอบด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย อันที่สองคือความสวยงาม สามคือมีแสงสว่าง อันที่สี่คือมีความปลอดภัย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเกิดคนไม่นึกถึงความปลอดภัยนะ ก่อนหน้านี้เส้นทางนี้ไม่มีใครกล้าเดินเพราะมีแต่ความกลัว มีแต่ป่ามีแต่คนนอน คนบ้าหรือเปล่า แต่ ณ เวลานี้ รถวิ่งไม่มีหยุดทั้งวัน มอเตอร์ไซค์วิ่งเข้าวิ่งออกทั้งวันเพราะมันเกิดเป็นความมีระเบียบเรียบร้อยสวยงามมีความปลอดภัย”

เป็นเวลาเย็น ครูเจี๊ยบขอตัวไปทำอาหารเลี้ยงท่านรองฯและเหล่าทหารผู้เสียสละบริเวณด้านหลังอาคารเก่า อาหารเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้รับสนับสนุนมาจากชาวบ้านสูงเนิน บ้างก็หอบมะละกอมา บ้างก็หิ้วกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่มา รวมถึงผู้สนับสนุนหลายๆ ท่าน ซึ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมาได้ส่งมอบ ‘น้ำใจ’ กันไม่ขาดสาย ในระหว่างนั้นก็มีคุณยายท่านหนึ่งปั่นจักรยานผ่านมา ท่านรองฯร้องให้คุณยายเข้ามาปั่นในส่วนที่เพิ่งเกลี่ยลาดดินใหม่สดๆ ร้อนๆ คุณยายท่านนี้จึงเป็นคนแรกที่ได้ทดลองปั่นจักรยานบนทางจักรยานข้างสถานีรถไฟสูงเนินเป็นคนแรก ต้องจารึกไว้ในความทรงจำ

“อย่างที่ท่านบอกว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีคือต้องมีระเบียบเรียบร้อยสวยงามมีความปลอดภัย ขอถามท่านครับว่าหลังจากที่ท่านได้พัฒนาที่นี่จนเสร็จสมบรูณ์แล้ว ใครจะมาดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ครับ” ถามด้วยความเป็นห่วง เพราะหลายๆ สถานที่ท่องเที่ยวเมื่อได้รับความนิยมก็จะถูกพรากความสวยงามไปด้วยความมักง่ายและขาดการดูแล

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“ไม่ดูก็ช่างประไรทำให้แล้ว … คุณเข้าใจคำว่าระบบปกครองบ้านเราไหม บ้านเรามีระบบปกครองสองส่วน กำนันผู้ใหญ่บ้านนายอำเภอเขาไม่มีงบประมาณ เขามีเงินเดือน คนพวกนี้เรียกผู้ปกครอง อีกส่วนคือผู้บริหาร พวกนี้เขามีงบประมาณ ผู้ปกครองกับผู้บริหารมันแตกต่างกัน ก็หลังจากนี้ลองดูต่อสิ เขามีเงินที่จะจ้างยามจ้างคนงานตัดหญ้า เขามีพนักงาน มีรถน้ำอะไรทุกอย่าง ถ้าไม่ทำให้ประชาชน ก็ให้ประชาชนคิดเอาเองว่าจะเลือกมาทำไม … ก็ให้ประชาชนตัดสินใจว่าคุณเหมาะสมจะเป็นผู้ปกครองผู้บริหารหรือยัง”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หลังจากนั้นไม่นาน คุณยายอีกคนก็เดินผ่านมา ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ คุณยายบุด ปราบสูงเนิน เป็นคนบุรีรัมย์แต่ได้มาแต่งงานกับหนุ่มสูงเนิน คุณยายแข็งแรงมากแม้จะมีอายุร่วม 70 ปี คุณยายบุดเดินออกกำลังกายทุกวัน โดยช่วงหลังๆ มานี้ได้ที่เดินใหม่ คือเดินไปกลับระหว่างบ้านกับลำธาร เมื่อคุณยายพบท่านรองฯก็ตรงมาสนทนาปราศัยอย่างสนิทสนม คุณยายบอกว่า “ท่านเป็นเทวดามาโปรดจริงๆ”

ขวัญใจชาวสูงเนิน ‘พลตรีสนธยา ศรีเจริญ’ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้นำสะพาน ความรัก ความสามัคคี และรอยยิ้มมาสู่พี่น้องชาวสูงเนิน

ด้วยความสงสัย (อีกรอบ) ผมถามถึงเรื่องงบประมาณว่าไปเอามาจากไหน เพราะโปรเจกต์ขนาดนี้คงต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร คำตอบที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดไว้ในตอนต้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลงได้เพราะความช่วยเหลือจาก ‘มิตรของชาวสูงเนิน’ ผู้ไม่ประสงค์ออกนามหลายๆ คน

“ก็ไม่ใช่งบฯอะไรหรอก” ท่านรองฯเอ่ยพลางหัวเราะพลางอย่างคนอารมณ์ดี “เป็นงบที่พรรคพวกเพื่อนฝูงให้กันมา อาหารก็ชาวบ้านช่วยๆ กันทำ”

เรียกได้ว่าใครช่วยเหลือสิ่งใดหรือเรื่องอะไรได้ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไม่มีอิดออด ไม่ว่าจะเป็นกำลังสมอง กำลังความคิด กำลังแรงกาย กำลังทรัพย์ กำลังสิ่งของ หรือกำลังคน … นี่คือความวิเศษของโครงการในครั้งนี้ที่ผมสัมผัสได้ ยอมรับตรงๆ ว่าหัวใจพองโตและขนลุกที่ได้รู้เรื่องนี้ คำว่าน้ำใจ คำว่าร่วมมือ คำว่าสร้างสรรค์ คือเนื้อแท้ของคนเรา ซึ่งผมเคยมองว่ามันคงสูญพันธุ์ไปจากใจของคนนานแล้ว

“ชาวบ้านเขาว่ายังไงบ้างครับ ตอนที่เห็นเราเข้ามาดูแลจัดการสถานที่แบบนี้” ผมถาม

“อืม เขาก็บอกว่าฉันอยู่มา 10 ปี ก็ไม่เคยเห็น อยู่มา 70 ปีก็ไม่เคยลงเดินน้ำ อยู่มา 40-50 ปี ก็ไม่เคยมีใครทำให้ฉันแบบนี้ ทีนี้ใครมีแตงโมก็เอาแตงโมมา ใครมีกล้วยก็เอากล้วยมา ใครมีมะละกอก็เอามา ใครทำเบเกอรี่ก็เอามาให้ ใครทำกระเพาะปลาก็เอามา”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“วันแรกที่ผมมาทำงานผมไม่เห็นมีรถวิ่งมาเลยนะ ตอนนี้วิ่งทั้งวัน ไปดูรอยยิ้มของประชาชน รอยยิ้มของเด็กๆ ที่มาเล่นน้ำ รอยยิ้มที่ผมได้กอดได้จับเขาโยนน้ำมันคนละเรื่อง เด็กไม่ชอบหรอกใกล้ทหาร แต่รู้ว่าเราทำก็เดินมาหาเรา เหย้าหยอกกัน”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สัมภาษณ์ผู้ใหญ่สมคิด สีนารอด และ คุณทองย้อย เลิศทยากุล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฯ ถึงความเป็นมาของสถานีรถไฟสูงเนินและแนวทางในการดูแลรักษาสวนสุขภาพสูงเนิน

ด้วยความค้างคา ก่อนที่ผมจะขอตัวกลับ ก็ได้มีโอกาสสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามและความปลอดภัยของสถานที่กับ ผู้ใหญ่บ้านสมคิด สีนารอด และ คุณทองย้อย เลิศทยากุล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฯ “อันนี้ยังไม่ได้คุยกันกับท่านรองแม่ทัพฯ ก็ต้องประชุมกันก่อนครับ คณะกรรมการของเราก็ตั้งมานะครับ คณะกรรมการอนุรักษ์รถไฟ แล้วก็มีคณะกรรมการครู ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็มีส่วนร่วม ก็ต้องมานั่งประชุมกันว่าใครจะเป็นคนดูแลในเมื่อมันเสร็จแล้ว แต่แน่นอนว่าต้องมีแน่นอนครับ”

พระอาทิตย์ตกทุกวัน แต่ใช่ว่าจะสวยเป็นพิเศษทุกวัน อย่างในวันนี้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองจริงๆ ที่ตัดสินใจเดินทางมายังสถานีรถไฟสูงเนิน ก้าวออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ พาตัวเองมายังพื้นที่แห่งนี้ ได้สัมผัสกับไมตรีจิต ความโอบอ้อมอารี ความเสียสละ ความแบ่งปันที่เคยคิดว่ามันหายไปจากใจคน ได้เห็นท้องฟ้าสีละมุนในมุมกว้างๆ แบบนี้ แสงสีส้มอมชมพูค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น และจางหายไป แทนที่ไว้ด้วยท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มและแสงดาวในยามค่ำคืน เป็นช่วงเวลาที่หัวใจเต้นอยู่ในจังหวะปกติที่สุด แต่กลับรู้สึกสบายใจและมีความสุขกับความธรรมดาที่สวยงามตรงหน้า ก็คงจะจริงอย่างที่ใครเคยพูดไว้ “เมื่อเราโตขึ้น สิ่งที่ต้องการมากที่สุด อาจเป็นแค่ความธรรมดาที่สวยงามในชีวิต” หวังว่าคุณจะค้นพบความธรรมดาที่สวยงามในชีวิตอย่างที่ผมได้พบเจอในวันนี้นะครับ … ที่สูงเนิน

ในที่สุดเราก็ได้ภาพท่านรองฯ พร้อม คุณวันเพ็ญ สุวัฒโนดม รองนายกเทศมนตรีตำบลหัวทะเล และ ผญ.ประไพวรรณ จินดาพรโสภิต รวมด้วยครูเจี๊ยบ พรนิภา ฉะกระโทก


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Cover Photo : Nont Nont

Special Thanks : พลตรีสนธยา ศรีเจริญ รองแม่ทัพภาคที่ 2 | อาจารย์พรนิภา ฉะกระโทก | วันเพ็ญ สุวัฒโนดม รองนายกเทศมนตรีตำบลหัวทะเล | ผญ.ประไพวรรณ จินดาพรโสภิต | ผญ.สมคิด สีนารอด | ทองย้อย เลิศทยากุล | ชุตินันท์ ทองคำ | บุด ปราบสูงเนิน | ทหารกองทัพภาคที่ 2 และชาวบ้านอำเภอสูงเนินทุกคน

Comments

Powered by Facebook Comments