4 Min. read

ไนท์บ้านเกาะ … ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดที่ใช้เวลาไม่นานแต่ดังเปรี้ยงปร้างได้อย่างรวดเร็วแซงหน้าตลาดไหนๆ ในช่วงเวลาที่เปิดตลาด มั่นใจว่าเกือบทุกคนที่พักอาศัยอยู่ในอำเภอเมืองโคราชต้องเคยไปเดินตลาดแห่งนี้ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าใครเป็นเจ้าของตลาด ให้เดาเกือบทุกคนคงคิดว่าเจ้าของตลาดขนาดใหญ่ติดท็อปไฟว์ตลาดดังของโคราชตลอดเวลาเกือบทศวรรษต้องเป็นผู้ชายแน่นอน แต่ความจริงกลับเป็นหญิงสาวร่างสวยที่บอบบางเสียจนมองไม่ออกว่าทำงานตรงนี้ได้อย่างไร หรือถ้าทำจริงก็คงมีลักษณะชี้นิ้วกรีดเล็บ ‘สั่ง’ เท่านั้น

ขอบอกว่าความเชื่อต่างๆ เหล่านั้นผิดถนัด! ผิดหมด 100% เพราะ คุณอิม – จรรยา ศรีบุญรัตนชัย ที่นั่งตรงหน้าผมอยู่นี้ทำเองพัฒนาตลาดเองทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ สร้างขึ้นมากับมือตั้งแต่ยังเป็นที่ดินเปล่าๆ (แถมกอต้นธูปอีกพะเรอเกวียน) พลิกฟื้นพื้นที่ เลือกพ่อค้าแม่ค้า บริหารจัดการระบบ ฯลฯ โดยที่เธอไม่มีความรู้เรื่องการตลาด การจัดการ และยิ่งการจัดการตลาดที่มีปัญหาวุ่นวายจุกจิกแบบนี้ด้วยแล้ว

… กว่า 9 ปีที่ไนท์บ้านเกาะอยู่คู่กับชาวโคราช กว่า 9 ปีที่คุณอิมพิสูจน์ตัวเอง ผ่านสังเวียนเดือดทั้งภายในและภายนอกตลาด มรสุมเศรษฐกิจผันผวน และอื่นๆ อีกมากมาย เธอพร้อมแล้วสำหรับการให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวในชีวิต โดยเฉพาะบทบาทของเจ้าของตลาดไนท์บ้านเกาะ

INTRODUCING |

ชื่ออิม จรรยา ศรีบุญรัตนชัยค่ะ เป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญคอนแวนต์ แล้วก็จบศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกดุริยางคศิลป์ตะวันตก สาขาการประพันธ์เพลง ก็คือเล่นเปียโน แต่งเพลง คือทำงานวงการดนตรี สอนดนตรี แต่งเพลง อยู่ห้องอัด เกี่ยวกับดนตรีทั้งหมด ตอนนี้ก็มาอยู่โคราชได้ 9 ปีแล้วค่ะ เข้าปีที่ 9 ที่มาก็มาเพื่อมาทำไนท์บ้านเกาะนี่ล่ะ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นผู้จัดการตลาดอะไรนะคะ ดูจากวิชาที่เรียนมาก็น่าจะรู้ ก็หนีงานประเภทนี้มาตลอด หลังจากที่เรียนจบก็ไปอยู่ฝรั่งเศสมา 2 ปี เดินทางท่องเที่ยวแล้วก็ศึกษาหาความรู้ ทำอะไรที่เราอยากจะทำ  ก็หาประสบการณ์นั่นล่ะ แล้ววันหนึ่งแม่ก็บอกว่าหมดเวลาใช้ชีวิตละ ให้กลับบ้าน

ถามว่าตอนนั้นจะดื้อไม่ยอมกลับก็ได้นะ เพราะจริงๆ จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับแม่ จะดื้ออยู่ต่ออีกสักพักก็ได้ เพียงแต่เรารู้สึกว่าถึงเวลาแล้วล่ะ มันมีสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าที่ต้องรับมือจัดการ อายุอานามของเราก็ … จริงๆ ตอนนั้นก็อายุไม่เยอะนะกลับมาก็พึ่ง 24 เอง

ตอนแรกมาอยู่กรุงเทพฯสักพักหนึ่ง ก็ช่วยงานที่บ้านนิดๆ หน่อยๆ เริ่มมีงานเขียนแมกกาซีน คือตอนที่อยู่ฝรั่งเศสได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ไม่มีขายแล้วนะคะ ชื่อหนังสือผีห่าซาตาน ถ้าอยากได้อินบ็อกซ์มาบอกได้เดี๋ยวส่งไปรษณีย์ไปให้ มีแฟนคลับอยู่จำนวนหนึ่ง เขียนแบบประสบการณ์ชีวิต พูดถึงคนที่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้มาก่อน ก็คือเจอมาทุกประเภทอ่ะ คนฝรั่งเศส คนญี่ปุ่น คนบ้าคนบอ เออนี่คือชีวิตจริงอ่ะที่คุณเลือกไม่ได้ พอหลังจากที่กลับมาเมืองไทยก็มาตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ แล้วก็มีคนที่เห็นมีคนที่อ่าน มีคนให้โอกาสมาจีบไปทำงานเว็บไซต์ เราเหมือนเป็น บก.ออนไลน์ ทำอยู่สักพักหนึ่ง ก็เลิกทำแล้วไปอยู่กับแกรมมี่ ก็ทำงานให้กับจีเมมเบอร์ เขียนเว็บไซต์ออนไลน์ เป็นคนทำคอนเทนต์ เป็นแอดมินคอยคุยกับลูกเพจอะไรประมาณนั้น ซึ่งการที่เราได้อยู่ในองค์กรใหญ่ทำให้เราเรียนรู้การบริหารงานว่าลูกพี่เขาทำไง ลูกน้องทำไง แต่ละแผนกมันมีอะไรบ้าง เราก็เก็บเกี่ยวอะไรมาพอสมควร จริงๆ ช่วงนั้นก็เริ่มวางแผนมาทำงานที่โคราชแล้ว สุดท้ายก็คิดว่าเรามาทำธุรกิจของเราดีกว่าแทนที่จะไปเป็นลูกน้องเขา

STARTING POINT |

จริงๆ ไม่ใช่ว่าออกจากแกรมมี่แล้วก็มาทำตลาดนะ เพราะไทม์ไลน์มันคาบเกี่ยวกัน ช่วงก่อนที่จะไปทำงานแกรมมี่เราก็เริ่มมาจับงานที่นี่แล้ว เริ่มมีลูกค้า ตอนเริ่มต้นนี่สนุกมาก เปิดตลาดวันที่ 31 กรกฎาคม 2550 ตอนที่มาตอนแรกตรงนี้เป็นป่าธูปหมดเลย แล้วก็มีช่วงที่เป็นฟุตบาทด้านนอกที่เขาถมแล้วนิดหน่อย ก็จะมีคนเช่าทำตลาดนัดสัปดาห์ละ 3 วัน อังคาร พฤหัส อาทิตย์ พอเรามาถึงเราก็ถมหมดเลย เทพื้นหมด แล้วก็เปิดพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด 7 ไร่ ก็คือด้วยความที่มันเคยมีตลาดนัดมันก็จะมีคนสัญจรไปมามีพ่อค้าแม่ค้าเดินอยู่บ้าง แต่เรามาช่วงแรกก็ต้องสื่อสารเยอะอ่ะว่า ตลาดแบบที่เราเปิดจะมีทุกวันแล้วนะ เราไม่ได้มีแค่ตลาดนัดนะ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ที่สุดของความท้าทายในช่วงแรกก็คือมันไม่มีตำราอะไรบอกเลย ไม่มีที่ไหนสอนเลยว่าต้องทำยังไง มีแค่ที่ดินเปล่ากับตัวเราแค่นี้ มันไม่มีใครบอกว่ามันทำยังไง ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจอะไรเลย แล้วก็ไม่มีลูกน้องไม่มีอะไร มีคนมาช่วยนับเงินอยู่ 2 คน มาช่วยแป้บเดียวเขาก็ไป หลังจากนั้นก็ได้ผู้จัดการคนล่าสุด คนปัจจุบันเนี่ยจริงๆ แล้วเป็นผู้จัดการคนเดียวของเราเลย ก็คืออิมพอร์ตมาจากกรุงเทพฯ ตอนนั้นเราอายุ 26 ผู้จัดการก็น่าจะประมาณ 24-25 ประมาณนั้น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

 

เราเริ่มทำตลาดตอนอายุ 26 ก็ไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะว่ามันจะประสบความสำเร็จ คิดแต่ว่าต้องทำให้ดีขึ้นทุกวัน ทำยังไงให้มันดีที่สุด ตากแดดหน้าดำ ร้อนมาก แล้วก็ไม่มีเวลาจะบ่นเลยนะ ต้องรับลูกค้าต้อนรับลูกค้าเองทุกคน คุยกับพ่อค้าแม่ค้าเองหมด ช่วงแรกนี่ไม่ได้เลือกพ่อค้าแม่ค้าเลย ช่วงแรกขอแค่ให้เต็มพื้นที่ก่อน แต่ก็มีเรื่องสนุกสนานมากมาย เราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ บางคนก็เห็นว่ามันถูก ใกล้บ้าน จองไว้ 10 ล็อกแต่ไม่มาขายอะไรแบบนี้ หรือมีคนหมั่นไส้ก็มาจองๆ ไว้แล้วก็ไม่มา ประมาณว่าแกล้งอะไรแบบนั้น ก็มีทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้มันจะง่ายแล้วเพราะว่ามันค่อนข้างเต็ม จำหน้าลูกค้าได้เกือบหมด จริงๆ ที่นี่ถือว่าดีมากเลยนะ เราเปิดหน้าฝน พอหน้าหนาวเริ่มคนเยอะ ปีถัดๆ มาก็เริ่มเยอะแล้วอ่ะ เราโอเคที่ 3 ปี พอ 3 ปีเราก็มีเงินอีกก้อนหนึ่งไปลงทุนอพาร์ตเม้นท์ได้

TURNING POINT |

เราทำสื่อเอาไว้เยอะมาก แต่เราจะเน้นทำอีเว้นท์ ยิ่งช่วงแรกๆ เราทำหลายอย่างที่คิดว่าจะดึงคนมาได้อย่างบ้าคลั่ง คือจากที่ไม่เคยทำอะไรเลยก็ทำ อย่างลอยกระทงประกวดหนูน้อยนพมาศก็เคยทำ จัดแข่งมวยก็เคยทำ วาเลนไทน์ทุกวันนี้ก็ยังทำ เคยทำประกวดเต้น Cover Dance หรือว่าใครมาขอใช้สถานที่ประกวดร้องเพลงเราก็ให้ทำหมด ตรงนี้น่าจะมีส่วนที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ประกอบกับเมื่อก่อนแถวนี้มันไม่มีอะไรเลย นี่จึงเป็นความบันเทิงที่สุดในย่านบ้านเกาะ เลิกเรียนทุกคนก็ต้องมา วงษ์ชวลิตกุล เทคโนฯ ราชภัฏฯ ก็ต้องแวะ เพราะแถวนี้เมื่อก่อนมันไม่มีอะไรเลยมืดๆ เงียบๆ มีช่วงหนึ่งเรามีสถานีวิทยุ เราก็ยิงสปอร์ตทำกันเอง เป็นดีเจเอง เปิดโฆษณาไนท์บ้านเกาะประมาณนั้น ก็ช่วยได้ แต่พวกป้ายนี่แทบไม่มีเลย ป้ายทางหลวงทุกวันนี้ก็ยังไม่มี ลงแมกกาซีนนี่ 9 ปีนับครั้งได้

LEARN THE RULES |

ก็คือเราเรียนรู้ พัฒนา และปรับเปลี่ยน อะไรที่เป็นโอกาสใหม่ๆ ก็ลองทำ คือช่วงแรกๆ ประชุมพ่อค้าแม่ค้าทุกสัปดาห์ ก็มาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน หลายคนก็ให้กำลังใจบ้างสอนบ้าง ทุกคนก็เป็นครูเราหมดอ่ะ เราไหว้หมด ลักษณะว่าบริหารตลาดแบบพี่น้อง แบบครอบครัว ก็มีหลายคนที่อยู่ตั้งแต่เปิดตลาดใหม่ๆ แต่ถ้าเป็นรุ่นใหม่ๆ ก็จะไม่ค่อยรู้จักเราแล้ว เพราะไม่ค่อยมาเดินแล้ว เมื่อก่อนต้องเดินเองทุกวัน เดี๋ยวนี้มีลูกน้องให้ลูกน้องเดินแทน  บริหารงานเองมา 9-10 ปียังมาทำเองเหมือนเดิมทุกอย่างนี่ก็ไม่ไหวละ เพราะเหมือนเราไม่ก้าวหน้า

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ช่วงหนักที่สุดเราก็ผ่านมาแล้วล่ะ คือช่วงที่รัฐประหารบวกกับปิดเทอม 6 เดือน เศรษฐกิจล่ม แล้วก็มีตลาดใกล้ๆ มาเปิดมันก็เหมือนกับว่าคนขายเยอะขึ้น คนซื้อเท่าเดิม ทุกคนก็เลยรู้สึกว่าเขาขายได้น้อยลง เราก็อยู่กับคำพร่ำบ่นของพ่อค้าแม่ค้า อันนู่นก็ไม่ดีอันนี้ก็ไม่ดี สิ่งที่ทำได้ก็คือรับฟังแล้วก็รับผิดชอบทุกอย่างที่ทำได้ อะไรที่เขาขอให้เราทำ เราทำได้เราทำ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เราบอกเขาเลยว่าอยากให้เขาขอมาเราจะทำให้หมด เราก็ปรับปรุงห้องน้ำ ก่อสร้างต่อเติม ติดทีวี ทำทุกอย่างที่จะดึงลูกค้า อำนวยความสะดวกให้เขาขายได้ พวกเขาอยากทำอะไรบ้างเพื่อจะเรียกลูกค้าได้ มีคนเสนอว่าอยากเต้น อยากเต้นแบบเอ็มเคอ่ะ เพื่อเรียกลูกค้า วันละ  1 นาทีก็ยังดี คืออันนี้มีความเป็นผู้นำ ไม่ได้มีใครมาสั่งให้เขาทำ เขาพูดกันขึ้นมาเอง พอคนแรกเสนอว่าเต้น คนที่สองบอกว่าถ้าจะเต้นต้องทำให้ดีนะ คนที่สามงั้นเราต้องนัดซ้อมกัน แล้วเราจะซ้อมกี่โมงอะไรแบบนั้น เขาก็ครีเอทกันขึ้นมาเองซ้อมเต้นกันเอง เราไม่อยู่ด้วยซ้ำเราอยู่กรุงเทพฯ ลูกน้องก็ถ่ายคลิปส่งไปให้ดูว่าพ่อค้าแม่ค้ามาซ้อมเต้นกันแล้ว

ตอนนั้นแม้จะเป็นวิกฤตของตลาด แต่เราได้เห็นว่าพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้พึ่งพาแต่ตลาด มาถึงจุดหนึ่งเขารู้แล้วละว่าพวกเขาต้องลุกขึ้นมาสร้างอะไรสักอย่างเพื่อพวกเราจะอยู่ด้วยกันได้ แม้กระทั่งเราเป็นเจ้าของตลาดไม่ใช่ว่าเราต้องรับผิดชอบทุกอย่าง พอผ่านจุดนั้นมาได้เราเห็นเลยว่าพวกเขาสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกันมากขึ้น คือทุกคนสู้มาด้วยกัน เราบอกเลยว่าเราไม่ทิ้งคุณนะถ้าคุณไม่ทิ้งตัวเอง เราจะทำทุกอย่างให้ทุกคนไปต่อได้

GROWING HAPPINESS |

การทำตลาดนี่เราจะบอกว่าแทบจะไม่ได้ใช้ความรู้ทางธุรกิจเลยนะ มันคือเป็นเรื่องมนุษย์ทั้งสิ้น ถ้าคุณสามารถเข้าใจเขาได้ เช่น คนพวกนี้ต้องการกำลังใจ ถ้าเรายื่นมือเข้าไปแล้วบอกว่า เราจะช่วยคุณนะ เราจะวิ่งออกไปหาลูกค้ามาเติมให้ เราจะสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกทุกๆ อย่าง พอถึงเวลาเขาจะคิดเองว่า แล้วเขาล่ะ เขาจะทำอะไรเพื่อตัวเองได้บ้าง เราอยากให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เขาต้องไปต่อได้ คุณจะมานั่งบ่นโทษโน่นโทษนี่ นั่งโทษการเมือง โทษเศรษฐกิจโลก หรือโทษคู่แข่งไปก็เท่านั้น ถ้าเรามีสติ วิธีมันจะมาเอง

โดยส่วนตัวเราจะเป็นคนกำหนดทิศทาง แล้วลูกน้องจะเป็นคนสนองนโยบาย เอาไปปฏิบัติ ก็คุยกันมากกว่า เดี๋ยวนี้ลูกน้องดีมาก เขาก็จะเก่งเอง เขาก็จะครีเอทเองว่าอันโน้นดีไหม อันนี้ดีไหม เราน่าจะมีอันนี้นะคะ ก็ดีมาก

ทุกธุรกิจมันควรจะมี positioning ของตัวเอง คุณหาจุดยืนให้ได้ว่าคุณแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร คุณจะเล่นอะไรล่ะ สะอาดกว่าหรือว่าถูกกว่า ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง คือคนชอบที่นี่เพราะอะไร มันหลากหลาย สนุกสนาน มันมีที่พักผ่อนหย่อนใจ กับลูกค้าเราก็ทำเหมือนกัน ที่จอดรถไม่พอ เราก็ไปซื้อที่เพิ่ม มีรถกอล์ฟบริการรับส่งฟรี คืออะไรที่ให้ได้เราก็ให้หมด มันก็สบายใจไง คนมาที่นี่อยากจอดตรงไหนก็จอด จอดนานแค่ไหนก็ได้ ฟรีหมด เพราะที่อื่นเขาจอดแล้วคิดตังค์ไง คนเลยมาที่นี่

SHARING INSPIRATION |

อยากบอกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ ตอนที่เราจะทำโครงการโนโฟม คือที่นี่ปลอดโฟม 100% แห่งแรกเลยนะ ในโคราช ที่อื่นไม่เคยไปเที่ยว ที่เป็นเอกชนนะ ก่อนหน้านี้เราคิดว่าอาจจะมีโรงพยาบาลค่ายฯที่เขาทำมาก่อนอะไรอย่างนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเราก็ต้องเรียกเจ้าหน้าที่จากโรงงานผลิตวัสดุทดแทนมาให้ความรู้กับพ่อค้าแม่ค้าว่าทำไมต้องเปลี่ยน ซึ่งวัสดุทดแทนโฟมมันก็ค่าใช้จ่ายสูงด้วย เจ้าหน้าที่บอกว่าการที่ใช้โฟมมันทำให้เป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก ให้เห็นโทษของมัน คุณว่ามันน่ากลัวไหม พวกเขาก็โอเค เก็ต!

พวกเราอยากจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ดีคะ เราถาม พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า ก็เปลี่ยนเลยสิ คือเจ้าหน้าที่ช็อคมาก มาบอกเราทีหลังว่าเขาเคยจะทำแบบนี้ที่ตลาดอื่น แล้วก็จะเจอพ่อค้าแม่ค้าที่แบบเกเรว่าทำไมต้องเปลี่ยน แพงกว่าแล้วใครจะจ่าย ใครจะรับผิดชอบ ทุกคนก็จะไปคิดแต่เรื่องตัวเองว่าตัวเองเดือดร้อนยังไง แต่กลับกันคือที่นี่ทุกคนไปในทิศทางเดียวกันหมด

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ถ้าทำธุรกิจที่เอาแต่ได้ เราบอกเลยว่าไม่มีความสุขหรอก เรานอนไม่หลับ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แน่นอนโนโฟมคือทำให้ต้นทุนพวกเขาสูงขึ้น เราที่เป็นคนเสนอโครงการก็ต้องซัพพอร์ต แต่ไม่ได้บังคับนะ เราบอกว่าใครเข้าร่วมโครงการ เราลดค่าเช่าให้ครึ่งนึง นั่นคือทำให้คนเข้าร่วมกับเรา 100% มันก็สมเหตุสมผล ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทำมาได้สองปีแล้วมั้ง ช่วงที่เราไปรับรางวัลกับอธิบดีกรมอนามัยของสาธารณสุข ก็เอารางวัลมาถ่ายรูปกัน พวกเขาก็แฮปปี้ เพราะว่าเขาทำ ไม่ใช่เราทำ นี่คือรางวัลของเขา คนมาซื้อเขาก็แฮปปี้ 20 บาท 25 บาท แต่ไม่ได้แถมมะเร็งไปด้วย เราว่าก็โอเคนะ มันดูคำนึงถึงผู้บริโภค มันเป็นภาพลักษณ์ด้วยส่วนหนึ่ง

จริงๆ อยากจะบอกว่าขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณโคราชที่ทำให้เราได้มีโอกาสมาเรียนรู้และมีประสบการณ์กับอะไรมากมายที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ดีมากๆ ตัวเรายินดีที่จะสนับสนุนในทุกๆ อย่าง เรายินดี นักศึกษาที่มาแสดงความสามารถ เปิดหมวก หรืองานบริจาค เราให้พื้นที่ฟรีอยู่แล้ว ถ้ามีเอกสารมาอย่างถูกต้อง เปิดกว้างสำหรับอะไรที่สร้างสรรค์


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Comments

Powered by Facebook Comments