ทุกวันนี้ ภาคการท่องเที่ยว กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตทั้งในเชิงจำนวนและรายได้อย่างชัดเจน สะท้อนได้จาก GDP ของประเทศไทย ปี 2559 อยู่ที่ 14.36 ล้านล้านบาท โดยรายได้ภาคการท่องเที่ยว คิดเป็นสัดส่วน 17% ของ GDP โดยรวม หรืออยู่ที่ 2.51 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สูงถึง 65% หรืออยู่ที่ 1.64 ล้านล้านบาท

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเมืองไทยมากที่สุดในปี 2559 คือ ‘นักท่องเที่ยวจีน’ ด้วยจำนวน 8,221,526 คน ทำรายได้ให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 439,287 ล้านบาท

ขณะที่ในปี 2560 สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ได้คาดการณ์ทิศทางภาคการท่องเที่ยวไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย ประมาณ 33.73 – 34.39 ล้านคน เติบโต 3.75 – 5.78% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สูงถึง 1.82 – 1.85 ล้านล้านบาท ส่วน ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มาเมืองไทยปีนี้ คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 900,000 คน นอกจากนี้รายงาน ‘อนาคตของนักท่องเที่ยวจีน’ ของอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป ประเมินว่า รายได้ของไทยจากนักท่องเที่ยวจีนจะเพิ่มสูงขึ้นราว 829,500 ล้านบาทในปี 2566

 

คนจีนรุ่นใหม่ นิยมเที่ยวเอง มากกว่าเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ |

ปัจจุบันประเทศจีนมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ในจำนวนนี้มีเพียง 5 – 6% เท่านั้นที่ทำ Passport แสดงให้เห็นว่าโอกาสในการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนยังมีอีกมหาศาล ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในการทำตลาดผู้บริโภคกลุ่มนี้

‘นักท่องเที่ยวจีน’ ถือเป็นขุมทรัพย์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย แต่เทรนด์การท่องเที่ยวของชาวจีนรุ่นใหม่ไม่ใช่การเที่ยวแบบ ‘ทัวร์จีน’ ที่เห็นมากันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แต่นิยมท่องเที่ยวสไตล์ FIT (Free and Independent Traveler) หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ โดยปีที่ผ่านมาสัดส่วนนักท่องเที่ยวแบบ FIT สูงถึง 60%

ขณะที่ท่องเที่ยวแบบทัวร์อยู่ที่ 40% วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดงานวิจัย ‘หนีห่าว มาร์เก็ตติ้ง’ เคล็ดลับมัดใจนักท่องเที่ยวจีนสไตล์ FIT โดยวิจัยทั้งเชิงปริมาณ 403 ตัวอย่าง และเชิงคุณภาพ 30 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้หญิง 76% และ ผู้ชาย 24% อยู่ในช่วงอายุ 18 – 35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ในหลากหลายอาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 3,000 – 12,000 หยวน หรือประมาณ 15,000 – 60,000 บาท ผลวิจัยครั้งนี้ เพื่อเจาะลึกพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า FIT (Free and Independent Traveler) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทย 60% มาเที่ยวแบบ FIT และ 40% เที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระมีกำลังซื้อสูง ใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 25,000-50,000 บาทต่อทริป (5-7 วัน) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ มีความรู้ และค้นหาข้อมูลใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะข้อมูลการท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยว FIT

นอกจากนี้ข้อมูลจาก “Baidu” ทำสำรวจพบว่าคนจีนที่มีประสบการณ์มาเที่ยวเมืองไทยแล้ว 74% จะกลับมาเที่ยวอีก แต่จะเป็นการมาเที่ยวแบบ FIT

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีน นิยมเที่ยวสไตล์ FIT มากขึ้น เนื่องจากคนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยประชากรจีน 1,400 ล้านคน มี 731 ล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่ม FIT จะค้นหาข้อมูล ติดต่อจองตั๋วเครื่องบิน ห้องพักผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทาง “Social Media”

แต่ในประเทศจีน มีสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง ดังนั้นผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควรเรียนรู้ Social Media ของคนจีน ไม่ว่าจะเป็น “Youku” คล้ายกับ YouTube / “RenRen” เปรียบเป็น Facebook เวอร์ชั่นจีน / “Weibo” คล้ายกับ Twitter / “Wechat” คล้ายกับ LINE

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

 

จากข้อมูลผลวิจัยข้างต้น สรุปออกมาเป็น 7 คุณลักษณะนักท่องเที่ยวชาวจีนสไตล์ FIT ดังนี้

1. ใช้อินเทอร์เน็ต
2. ติด Social Media
3. ท่องเที่ยวอิสระ
4. ดื่มด่ำวัฒนธรรมท้องถิ่น
5. เลือกความคุ้มค่า ในทีนี้ไม่ได้หมายถึงของราคาถูก แต่ต้องเป็นสินค้ามีคุณภาพ คุ้มค่ากับเงินที่ใช้จ่าย
6. มองหาพวกพ้อง เวลานักท่องเที่ยวจีนเจอคนสื่อสารภาษาเดียวกัน เขาจะเข้าหามากกว่า
7. เพื่อนและการบอกต่อมีอิทธิพลในการตัดสินใจ

โดยข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ระบุว่า ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยราว 33.73-34.39 ล้านคน เติบโต 3.75-5.78% จากปีก่อน ซึ่งในปีที่ผ่านมา 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็น ‘นักท่องเที่ยวจีน’ และเป็นกลุ่มที่ท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากถึง 60% และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย 445,000 ล้านบาท ดังนั้นการเรียนรู้เคล็ดลับมัดใจนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT จึงเป็นสิ่งสำคัญ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

กุญแจสู่ความสำเร็จ คือ T-H-A-I ดังนี้

T : Trust รักษามาตรฐานสินค้าและบริการของไทย ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ

H : Hospitality ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความจริงใจ สร้างความไว้วางใจและรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่อง

A : Awareness สร้างการรับรู้กระตุ้นจุดสนใจ ดึงดูดด้วยภาษาจีน สื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

I : Identity สร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจน ให้มีคุณค่าและสร้างความประทับใจต่อนักท่องเที่ยวจีน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

 

4 ปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนมาไทย – เผยพฤติกรรมใช้จ่ายตลอดทริป |

เหตุผลที่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวแบบอิสระ เพราะ…

1. บรรยากาศดึงดูดให้มาท่องเที่ยว ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย
2. คุ้มค่าเงินที่จ่าย สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสินค้าราคาถูก แต่เป็นสินค้าคุณภาพดี ซึ่งนักท่องเที่ยวจีน มองว่าสินค้าของประเทศไทย มีคุณภาพดี คุ้มกับเงินทุกหยวนที่เขาจ่าย
3. อาหารไทย โดยเฉพาะอาหารทะเล และผลไม้ไทย เป็นอาหารที่คนจีนชื่นชอบมากเป็นพิเศษ
4. คนไทยอัธยาศัยดี มีวัฒนธรรม และประเพณีที่ดีงาม

จากการวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึก สามารถแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนแบบอิสระ ออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่
หมวดที่ 1 ชิล คือ การใช้จ่ายในหมวดที่พัก และกิจกรรมผ่อนคลาย ในหมวดนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายมากที่สุดของการท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันที่พักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบอิสระ ไม่ได้จำกัดแค่การพักในโรงแรมเท่านั้น เพราะยังมีช่องทางในการจองที่พักมากมาย ไม่ว่าจะจากเว็บ Travel Agency

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกที่พัก ส่วนใหญ่ดูจากการรีวิวและคอมเมนต์ของลูกค้าก่อนหน้าที่เคยใช้บริการ ซึ่งนอกจากราคาไม่แพงมาก ทำเลที่ตั้งต้องเดินทางสะดวก บริการดี ทั้งยังดูถึงรสชาติอาหารด้วย และที่ถือเป็นตัวช่วยที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ประจำที่พัก ทำให้เกิดการบอกต่อ และอยากมาถ่ายรูปเพื่อลง Social Media

ส่วนกิจกรรมผ่อนคลาย ที่นักท่องเที่ยวจีนชื่นชอบมากที่สุด คือ การนวดผ่นอคลายความเมื่อยล้าจากการท่องเที่ยว โดยนอกจากในกรุงเทพฯ แล้ว ตามหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

หมวดที่ 2 ช็อป คือ การใช้จ่ายซื้อสินค้าไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ของการช็อปสินค้า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ซื้อไปใช้เอง (70%) โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ 1. อาหารไทย 2. ขนมกินเล่น 3. เครื่องสำอาง

รองลงมาซื้อเป็นของฝาก (25%) โดยกลุ่มสินค้าที่นิยมมากที่สุด คือ 1. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และสุขภาพ 2. งานฝีมือ 3. เครื่องสำอาง
สุดท้ายคือ ซื้อไปขายต่อ (5%) กลุ่มสินค้าที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ 1. เครื่องสำอาง 2. เสื้อผ้า และ 3. ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสุขภาพ

จะสังเกตได้ว่า ไม่ว่าคนจีนจะซื้อเพื่อใช้เอง ซื้อเป็นของฝาก หรือซื้อไปขาย “ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง” จะอยู่ในรายการที่นักท่องเที่ยวจีนมาเมืองไทยแล้ว ต้องซื้อ เหตุที่เช่นนี้เพราะคนจีนดูแลผิวพรรณมากกว่าคนไทย โดยเฉลี่ยคนจีนใช้เครื่องสำอาง ประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มากกว่าคนไทยถึง 3 เท่า!! เนื่องจากสภาพอากาศที่จีน แห้งและหนาว อีกทั้งค่านิยมของสาวจีนชอบขาวกระจ่างใส และสังคมที่นั่นมีการแข่งขันสูง ทำให้ผู้หญิงจีน ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณ

หมวดที่ 3 ชิม คือ การใช้จ่ายในการรับประทานอาหาร ปัจจัยที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เลือกร้านอาหาร คือ 1. ใกล้ที่พัก 2. ใช้เวลาเดินทางไม่นาน และ 3. คำแนะนำจากเพื่อนและอ่า่นจากเว็บไซต์ต่างๆ

โดยเรื่องนี้ คุณณชา จึงกานต์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันนา โกรเซอรีส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปเพื่อสุขภาพ KUNNA ที่ประสบความสำเร็จในการเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจีน กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม FIT ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นมีการศึกษา การมัดใจกลุ่มนี้ได้ต้องปรับทัศนคติของเราต่อเขา ต้องเข้าใจพฤติกรรมว่าที่จริงแล้วไม่ได้ชอบซื้อของถูก แต่ชอบซื้อของที่คุ้มค่าทั้งราคาและปริมาณ ยิ่งถ้าผลิตภัณฑ์ซื้อฝากได้อย่างไม่อาย นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนจีน” โดยปัจจัยการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าแบรนด์ไทย คือ

1) คำอธิบายคุณสมบัติและแหล่งที่มา ควรมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนชัดเจน
2) คำบรรยายผลิตภัณฑ์ภาษาจีนที่ไม่มากเกินไป เช่น ไม่ควรเกิน 50-60% ของพื้นที่บรรจุภัณฑ์ แบรนด์ไทยปัจจุบันยังตีโจทย์ข้อนี้ผิด การที่ผลิตภัณฑ์มีคำบรรยายภาษาจีนมากเกินไป ทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลัว เพราะคิดว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศจีน
3) Product of Thailand สำคัญมาก ผลิตภัณฑ์ควรมีการระบุชัดเจนว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย
4) เอกลักษณ์ไทย นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ชื่นชอบลวดลายไทย หากสินค้าหรือที่พัก ที่ตกแต่งด้วยลวดลายหรือสีสันที่แสดงความเป็นจีนมากกว่าไทยจะไม่ชอบ
5) แพ็กเกจจิ้ง ถือว่าสำคัญมาก กลุ่ม FIT ชอบที่จะมองเห็นสินค้าข้างในเพื่อดูปริมาณและขนาดว่าคุ้มค่ากับราคาหรือไม่ ทั้งยังชอบโปรโมชั่นลด 50% มากกว่าซื้อ 1 แถม 1

งานวิจัยยังพบว่า นักท่องเที่ยวจีนสไตล์ FIT ชอบที่จะพักใน ‘เกสต์เฮาส์’ มากกว่าโรงแรม ซึ่งต่างกับกลุ่มทัวร์จีน เพราะเชื่อว่าเกสต์เฮาส์นอกจากจะมีราคาที่ถูกกว่ายังเข้าถึงความเป็นไทยมากกว่า ตัวอย่างเกสต์เฮาส์ในเชียงใหม่ที่ครองใจนักท่องเที่ยวจีน FIT พบว่ากว่า 40% ของผู้ที่เคยมาพักจะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง คือ ‘Early Bird Bed & Breakfast’ ความโดดเด่นของที่นี่คือ สามารถเปิดจองห้องพักผ่านสื่อโซเชียลของจีน ได้แก่ WeChat และ QQ ทั้งยังสามารถเลือกชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน FIT จะเลือกใช้จ่ายเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay มากกว่าเงินสด

ทั้งนี้ จาง อี้ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย Baidu Access ระบุที่พักหรือร้านค้าที่สามารถชำระเงินออนไลน์ได้ จะเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวสไตล์ FIT แต่ประเด็นที่อยากสะท้อนให้ไทยปรับตัว หากต้องการเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวจีน FIT ก็คือ ความง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลเป็นภาษาจีน เนื่องจากคนจีนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ ประเทศไทยควรจะเรียนรู้โซเชียลของคนจีนมากขึ้น เช่น การซัพพอร์ตข้อมูลใน Baidu ที่ทำหน้าที่เสมือน Google และแอป WeChat ที่ใช้งานได้เหมือน Line หรือแม้แต่ Youku ก็คือ YouTube ที่คนไทยนิยม เพราะการพาตัวเองไปให้คนจีนรู้จักถือเป็นช่องทางโอกาสมัดใจกลุ่ม FIT ได้ดีที่สุด


Source : brandbuffet.in.th