15 Min. read

เมื่อแรกรู้ว่ามีนัดสัมภาษณ์กับ คุณมิ้งค์-อรฤดี มิตรเจริญถาวร ความคิดแวบแรกที่นึกถึงคือบทเพลงอมตะ Diamonds are a girl’s best friends จากเจ้าของสาวที่เซ็กซี่ที่สุดตลอดกาลอย่าง Marilyn Monroe เพราะสาวสวยคนที่ผมกำลังกล่าวถึงคือเจ้าของแบรนด์ Onruedee Jewelry แบรนด์จิลเวอรี่ซึ่งได้รับความไว้วางใจมาตลอด 10 กว่าปี ล่าสุดคือเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจให้รังสรรค์มงกุฏอันทรงเกียรติบนเวที Miss Grand Nakhon Ratchasima ปีล่าสุด สวยงามแค่ไหน เชื่อว่าหลายคนต้องเคยผ่านตา

ไม่เพียงเท่านั้น เธอคนนี้ยังทำธุรกิจอีกหลายอย่าง ซึ่งก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่ทั้งหมดทั้งสิ้นดูเผินๆ ไม่เห็นความใกล้เคียงกันเลย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าเหล็กยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของโคราช บริษัทเหล็กฟ้าใส ซึ่งดำเนินการ ‘ตั้งแต่เริ่มต้น’ ร่วมกันกับสามี แล้วต่อยอด (?) มาเป็นธุรกิจ ตลาดต้นไม้ฟ้าใส ที่เป็นเหมือนธุรกิจแบบ CSR หน่อยๆ เพราะเน้นคืนกำไรต่อสังคม กำไรไม่มากแต่ได้ช่วยชาวบ้านให้มีที่ทำกิน รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการบ้านแบบทาวน์โฮมที่แสนน่าอยู่และดูอบอุ่นในสไตล์โคโรเนี่ยลบนทำเลบ้านเกาะ บ้านนารา

ผมเฝ้ามองใบหน้าเล็กๆ ที่ดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักอย่างทึ่งๆ ว่า ทำไมเธอคนนี้ถึงจับธุรกิจซึ่งดูแปลกแยกแตกต่างออกไปขนาดนี้ และที่สำคัญคือเธอทำได้อย่างไร แถมยังทำได้ดีประสบความสำเร็จอีกด้วย (ในขณะที่ผมเองทำงานแค่อย่างเดียวคือ ‘เขียน’ แต่ก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ซะงั้น) ทั้งๆ ที่ก็ดูเป็นสาวอาร์ทตัวแม่เพราะจบมาจากรั้วศิลปากร คำตอบที่ผมได้รับทำให้ ‘บางอ้อ’ อยู่ใกล้แค่เอื้อม เธอมองงานทุกด้านเป็นงานศิลปะที่เธอรัก เริ่มต้นจากความชอบ มาเป็นความรัก และเมื่อมันคือสิ่งที่เธอรัก เธอก็จะทำมันได้ดี ไม่ว่าอุปสรรคมากหรือน้อยเพียงใด เธอก็ยังรู้สึกสนุกและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ข้าน้อยขอซูฮก!!

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“หลายคนอาจจะมองว่าธุรกิจของเรามันไม่เข้ากันเลย อย่างคนอื่นเริ่มต้นทำธุรกิจอาหารก็ต่อยอดมาเป็นธุรกิจอาหารใกล้ๆ กัน แต่เรามองว่าจริงๆ แล้วความเชื่อมโยงในธุรกิจของเราก็คือการสร้างความสวยงามทั้งสิ้น ทุกงานของเราต้องอาศัยการดีไซน์ ซึ่งการดีไซน์นี่ล่ะคือตัวตนของเรา”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มิ้งค์-อรฤดี มิตรเจริญถาวร

INTRODUCING |

ชื่อมิ้งค์ อรฤดี มิตรเจริญถาวรค่ะ เป็นคนกรุงเทพฯ ที่บ้านก็ทำธุรกิจหลายอย่าง แต่ด้วยความชอบและหลงใหลในงานจิลเวอรี่มาตั้งแต่เด็กก็เลยตามฝันเน้นเรียนทางด้านการออกแบบ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ จากนั้นก็มาทำธุรกิจจิลเวอรี่  เป็น Jewelry Designer หลังจากนั้นพอแต่งงานก็มาบุกเบิกทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าเหล็กที่โคราชค่ะ คือบริษัทเหล็กฟ้าใส และก็ทำธุรกิจอื่นๆ ตามมา ทั้งตลาดต้นไม้ฟ้าใส หมู่บ้านนารา แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งธุรกิจที่เรารักนั่นก็คือจิลเวอรี่ ภายใต้แบรนด์ Onruedee Jewelry สำหรับธุรกิจจิลเวอรี่ก็ทำมาตลอด ทำมาเรื่อยๆ รวมๆ แล้วก็ทำมานานกว่าสิบปีแล้วค่ะ

มงกุฏ Miss Grand Nakhon Ratchasima

STARTING POINT |
ถ้าจะไล่เรียงเรื่องธุรกิจที่เราทำ ก็ต้องบอกว่าแรกสุดคือทำจิลเวอรี่อย่างที่บอก ถือว่าเป็นงานที่เรารักและมีความสุขที่สุด เป็นตัวตนจริงๆ ของเรา เพราะได้ออกแบบและแนะนำเครื่องประดับสวยๆ ให้ลูกค้า คือเรื่องของอัญมณีเป็นเรื่องที่เราอินที่สุด เรามองว่านอกจากจิลเวอรี่จะเป็นเครื่องประดับที่แสดงถึงรสนิยมและฐานะของผู้สวมใส่แล้ว ยังเป็นเครื่องประดับที่แสดงให้เห็นถึงความรักอีกด้วยนะ สำคัญคือความรักระหว่างผู้ให้กับผู้รับ ยกตัวอย่างแหวนนามสกุล ซึ่งก็มีคนมาให้เราทำให้เยอะ ตรงนี้มันเป็นเหมือนสายใยครอบครัว ผู้สวมใส่ก็เหมือนมีครอบครัวไปกับเขาด้วย ตามเขาไปตลอดอะไรอย่างนี้ บางครั้งก็ทำให้มีความมั่นใจในการพบเจอผู้คนว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ

จริงๆ แล้วในส่วนของธุรกิจจิลเวอรี่ ส่วนตัวไม่อยากเรียกว่าเป็นธุรกิจเลยด้วยซ้ำเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา หลายๆ ครั้งเรียกได้ว่าเป็นการให้คำปรึกษาและช่วยออกแบบทำเครื่องประดับให้คนที่เค้าต้องการ เพราะตรงนี้ต้องบอกเลยว่าต้นทุนวัตถุดิบอย่างเพชรหรือทองเนี่ย ด้วยตัวของเค้าเองมีมูลค่าอยู่แล้ว ถ้าเราบวกกำไรสูงก็เป็นการยากที่คนจะจับต้องได้ งานจิลเวอรี่เครื่องประดับก็เลยเหมือนเป็นความสุขที่ได้ทำตรงนี้ ซึ่งเครื่องประดับของเราก็ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่ใช้ใส่เอง ซื้อเป็นของขวัญ ใช้ในงานพิธี และได้ลงหนังสือหลายเล่ม ได้เพิ่มความโดดเด่นให้นางงามใช้ใส่ถ่ายแบบ คนมีชื่อเสียงได้ใส่ออกงาน ล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก พี่เอ-ชีวณัฏฐ์  สุภัทโรบล ผู้อำนวยการกองประกวดฯ มิสแกรนด์นครราชสีมาให้ออกแบบจัดทำมงกุฎ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ประจำเมืองโคราช มีซุ้มประตูชุมพล ท่านท้าวสุรนารี และดอกสาธร มาออกแบบทำขึ้นเป็นมงกุฎค่ะ ตอนนี้เราไม่มีหน้าร้านนะคะ แต่ก็มีสถานที่ติดต่อซึ่งสามารถวอล์คอินเข้ามาได้ เป็นช็อปปิดที่ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านนารานี่ล่ะค่ะ แต่โดยส่วนใหญ่เรารับออเดอร์ทางเฟสบุ๊ค FB : Onruedee Jewelry  หรือโทร. 094-5242222 ซึ่งอนาคตอันใกล้เราวางแผนว่าจะบุกเบิกงานตรงนี้ให้เป็นสากลมากขึ้น

TURNING POINT |

หลังจากที่ทำธุรกิจจิลเวอรี่มาสักพัก ก็ได้มาทำธุรกิจวัสดุก่อสร้างบริษัทเหล็กฟ้าใสด้วยค่ะ เราทำด้วยกันกับสามี ต้องบอกก่อนว่าเราสองคนแต่เดิมไม่ได้เป็นคนโคราชเลยนะคะ (ตอนนี้เป็นแล้ว – ผู้เขียน) แต่เรามองเห็นโอกาส เพราะโคราชก็เป็นเมืองใหญ่มีแนวโน้มทิศทางความเจริญเติบโตสูง เป็นจุดให้นักเดินทางหรือคนจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาพักและใช้บริการสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งโรงเรียน อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯมากนัก มีโอกาสทางธุรกิจอยู่สูงมาก ก็เลยตัดสินใจมาซื้อที่ดินอยู่บริเวณด่านเกวียนค่ะ เขาขายยกแปลงทั้งหมด 50ไร่ ตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าเริ่มจากศูนย์จริงๆ คือเราไม่รู้จักใครเลย สิ่งที่ยากที่สุดตอนเริ่มต้นเลยก็คือการวิ่งเรื่องขอใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งก็ค่อนข้างจะยาก ก็ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวกันมาค่ะ ถ้าจะถามว่าธุรกิจจิลเวอรี่กับธุรกิจค้าเหล็กอะไรยากกว่ากัน ส่วนตัวมองว่าคนละแบบค่ะ อย่างธุรกิจเหล็กก็จะเป็นเรื่องของการบริหาร การจัดส่ง ก็จะมีหลายระบบหลายขั้นตอน  ซึ่งเราก็ต้องไปเซ็ตไปดูตรงนั้น บางครั้งมันอาจจะคุมยากหน่อยเวลารถออกไปแล้วอะไรอย่างนี้ค่ะ ส่วนเรื่องจิลเวอรี่เราค่อนข้างที่จะคอนโทรลเองได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องของการออกแบบ การคุยกับลูกค้า การดูช่างอะไรอย่างนี้ค่ะ ก็จะยากตรงที่งานเยอะช่างทำไม่ทันมากกว่า

ภาพถ่ายที่ตลาดต้นไม้ฟ้าใส

ส่วนธุรกิจตลาดต้นไม้ฟ้าใส อันนี้น่าจะเรียกว่าเป็นโอกาสที่มาพร้อมกับความบังเอิญมากกว่า อย่างที่บอกเราซื้อที่ดินเอาไว้ 50 ไร่ แต่เราใช้พื้นที่สำหรับธุรกิจค้าเหล็กแค่ 1 ใน 4 พอมีที่เหลือจะปล่อยทิ้งร้างมันก็ไม่ใช่ ก็เลยได้มาทำตลาดต้นไม้ ตรงนี้เราทำมานานพอสมควรค่ะ ประมาณ 7-8 ปีเห็นจะได้ เริ่มต้นก็เพราะเราชอบต้นไม้ชอบธรรมชาติมากและรู้สึกอยากคืนกำไรให้คนท้องถิ่นได้มีพื้นที่ขายของ อยากให้คนผ่านไปผ่านมาและคนรักต้นไม้เหมือนๆ กันได้มีแหล่งซื้อหาที่มีคุณภาพทั้งตัวสินค้าและบริการ ราคามิตรภาพ เป็นที่พักผ่อนเพราะเรามีสวนหย่อมหลากหลายมุมให้ได้หย่อนใจ เอาจริงๆ ไม่ซื้อหาไม่เป็นไรนะคะ แค่เข้ามานั่งเล่นมาเช็คอินก็ดีใจแล้วค่ะ ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้เช่าที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เริ่มต้น หลายๆ คนบอกเลยว่าเป็นเหมือนญาติ

ในส่วนของหมู่บ้านนารา จริงๆ สามีอยากทำค่ะ เป็นอะไรที่เหมือนต่อยอดจากธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่เรามี ก็เริ่มต้นจากการมองหาที่ดิน จนมาลงตัวกับที่ดินแปลงนี้ค่ะ จริงๆ ต้องบอกเลยว่าไม่มีประสบการณ์ด้านอสังหาฯเลย ณ ตอนนั้น แต่ได้คุณตุ้ยกับคุณริน เจ้าของ Beverly Hills ผู้ใหญ่ใจดีสองท่านมาช่วยให้คำปรึกษา ก็ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ทั้งสองท่านมากๆ ค่ะที่คอยช่วยเหลือมาตลอด

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“จะบอกว่าธุรกิจแต่ละประเภทก็มีความยากง่ายแตกต่างกันไป ซึ่งก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนลงมือทำแต่เราอาจมีข้อได้เปรียบตรงที่ทำธุรกิจหลายอย่างจึงทำให้สามารถเห็นมุมมองในหลายๆด้าน”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

LEARN THE RULES |

การทำธุรกิจแน่นอนว่าเรื่องของอุปสรรคหรือความติดขัดอะไรต่างๆ ต้องมีอยู่แล้วค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของงานที่เราไม่ถนัดและเริ่มต้นทำใหม่ แต่เราคิดมาตลอดว่า ทุกปัญหามีทางแก้ ซึ่งสิ่งแรกเลยก็คือเมื่อประสบปัญหาเราจะต้องให้เวลากับตัวเองเพื่อคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำไป ท้อได้เสียใจได้แต่อย่าให้นานเกินไป จากนั้นเราต้องลุกขึ้นมาหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และที่สำคัญคืออย่ามองข้ามคนที่อยู่รอบข้างเรา บางครั้งคนที่ประสบการณ์น้อยกว่าเราก็ให้แง่คิดที่ดีกับเราได้เหมือนกันนะคะ

SHARING INSPIRATION |

ถ้าจะถามถึงคติในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ตอบง่ายมากค่ะ คือทำอะไรต้องทำด้วยใจ ต้องจริงใจกับคนรอบข้าง ตรงนี้เป็นสิ่งที่เรายึดถือมาโดยตลอด เพราะเราไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าขาดคนช่วยเหลือสนับสนุนเรา ซึ่งต้องบอกว่าเราโชคดีมากที่มีผู้ใหญ่เอ็นดู มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักคอยสนับสนุน ที่สำคัญคือ ในทุกครั้งที่มีปัญหาเรามีคุณแม่ของสามีเป็นแบบอย่างค่ะ ท่านเป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่งและขยันมากๆ ส่วนการใช้ชีวิตก็มีคุณพ่อคุณแม่ของเราเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตคู่ การดูแลให้ความรักกับลูกๆ

GROWING HAPPINESS |

ก้าวต่อไปของเราก็คืออยากตอบแทนสังคมและช่วยเหลือคนที่อยู่รอบข้างเราให้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณที่เข้ามาอ่านบทสัมภาษณ์ของมิ้งค์นะคะ หวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ ท่าน ถ้ามีอะไรที่คิดว่ามิ้งค์พอช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาได้ยินดีเลยคะ เจอก็ทักทายกันได้เลยนะคะ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

การทำธุรกิจแน่นอนว่าเรื่องของอุปสรรคหรือความติดขัดอะไรต่างๆ ต้องมีอยู่แล้วค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของงานที่เราไม่ถนัดและเริ่มต้นทำใหม่ แต่เราคิดมาตลอดว่า ทุกปัญหามีทางแก้ ซึ่งสิ่งแรกเลยก็คือเมื่อประสบปัญหาเราจะต้องให้เวลากับตัวเองเพื่อคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำไป ท้อได้เสียใจได้แต่อย่าให้นานเกินไป จากนั้นเราต้องลุกขึ้นมาหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และที่สำคัญคืออย่ามองข้ามคนที่อยู่รอบข้างเรา บางครั้งคนที่ประสบการณ์น้อยกว่าเราก็ให้แง่คิดที่ดีกับเราได้เหมือนกันนะคะ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments