5 Min. read

“เห่เฮเฮเฮ้เฮเห่เฮเฮเห่เฮเฮเห่เฮเฮ้เฮเฮเฮ สาลามานาฮัดชาสาเก ปลาดุกกระดุกกระดิกเอาไปผัดพริกอร่อยดีเฮ สวัสดีพ่อแม่ทั้งหลายพี่น้องหญิงชายที่สนใจลิเก ฮาเลวังกา รีบๆ เข้ามาดูลิเกถ้าเป็นคอลิเกตัวจริงเชื่อว่าต้องคุ้นหูกับบท ‘ออกแขก’ นี้แน่นอน – ดีไม่ดีอาจจะคุ้นปาก ร้องคลอตามไปด้วยได้เลยก็มี … ขึ้นต้นด้วยการออกแขกมาซะขนาดนี้ คอลิเกตัวจริงคงรู้แล้วล่ะว่าผมจะพูดถึงเรื่องอะไร เรื่องของ ลิเก๊ ลิเก ยังไงล่ะ

คงไม่ต้องแนะนำกันให้มากความ เพราะเมื่อพูดถึง ‘พระเอกลิเก’ ที่โด่งดังและมากความสามารถที่สุดในประเทศไทย ชื่อแรกสุดอันเป็นยิ่งกว่าเพชรยอดมงกุฏก็คือ คุณเอ – ไชยา มิตรชัย เจ้าของสมญานามนับร้อยชื่อและเป็นแก้วตาขวัญใจของพ่อยกแม่ยกและบรรดาผู้ชมผู้สนับสนุนรักใคร่ทั่วประเทศ วันนี้จึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่ผมได้รับเกียรติให้เข้าพบและสัมภาษณ์แบบพิเศษจริงๆ (ในชีวิตก็เพิ่งจะมีครั้งนี้นี่ล่ะที่ได้สัมภาษณ์คนดังระดับนี้ แอบเกร็งไม่เบาเลยนะคุณ) คุณเอมาร่วมงาน ‘ตลาดน้ำ’ ที่ห้างสรรพสินค้า Terminal21 Korat ซึ่งก็ไม่ได้มาคนเดียว มาพร้อมกับทายาทสาวสวยหนุ่มหล่อ คุณมิตร มิตรชัย และ คุณแป้ง-พรภัสร์ชนก สมบูรณ์

เมื่อได้มาสัมผัสตัวเป็นๆ ได้เจอหน้ากันแบบโคลสอัพ (น่ารักจนนี่แอบเขินเอง – ผู้เขียน) ได้พูดคุยและรับฟังความคิด ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครต่อใครก็ต่างรักใคร่คุณเอขนาดนี้ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเฉลียวฉลาดและไหวพริบปฏิภาณในการตอบคำถาม ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติที่เขามีต่อลิเก อาชีพที่ใครต่อใครเคยมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน ไร้เกียรติ เป็นลิเกขอข้าว แต่วันนี้เขาพิสูจน์แล้วว่า ลิเกเป็นศาสตร์อันประกอบไปด้วยศิลปะหลายแขนงที่ทรงค่าและควรแก่การสืบสานต่อไปตราบลูกจวบหลาน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ลิเก … นาฏกรรมพื้นบ้าน นาฏดนตรีวิถีถิ่น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เอ – ไชยา มิตรชัย

คำถามแรก อยากทราบว่า ‘เสน่ห์’ ของลิเกคืออะไรครับ |

จริงๆ แล้วเสน่ห์ของลิเกไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เสน่ห์ของลิเกจริงๆ แล้วก็คือองค์รวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฉาก เวที ตัวแสดง คำร้อง ทำนอง ท่ารำ รวมทั้งเครื่องแต่งกาย ทุกสิ่งทุกอย่างเลยครับ นั่นก็คือเสน่ห์ของลิเก เพียงแต่ว่าใครหรือลิเกคณะใดที่จะดึงจุดไหนมาใช้แค่นั้นเอง

คุณเอคิดว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ลิเกประสบความสำเร็จ |

พี่มองว่าใครๆ ก็สามารถเป็นลิเกได้ถ้ามีใจรักทางด้านนี้ เพราะลิเกเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความรักความทุ่มเท ทั้งการฝึกร้องฝึกรำฝึกแสดง เมื่อแสดงเป็นแล้วก็ต้องอดทนหน้างาน บางครั้งกว่าจะแสดงจบก็ดึก พักผ่อนไม่เป็นเวลา บางคณะเป็นนักแสดงอย่างเดียวไม่ได้ก็ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ผู้ชายช่วยตั้งเวที ผู้หญิงทำกับข้าวจัดสถานที่ แสดงเสร็จก็ต้องช่วยกันเก็บข้าวของ บางงานก็เล่นไกลหน่อย ต้องนั่งรถนานๆ ถ้าไม่มีความรักในอาชีพและไม่มีความอดทนก็เป็นลิเกลำบาก จริงๆ ไม่ใช่แค่ลิเกนะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีใจรักในสิ่งที่ทำและมีความอดทน มุมานะพยายาม

ส่วนที่ถามว่าอะไรคือปัจจัยให้ประสบความสำเร็จ พ่อพี่บอกอย่างนี้ครับว่า คนแสดงลิเกที่ครบสามกษัตริย์หายากมาก สามกษัตริย์ที่ว่าคืออะไร ก็คือ ร้อง รำ รูป ซึ่งลักษณะสามอย่างนี่ล่ะที่หายากมากในคนๆ เดียวกัน บางคนมีเสน่ห์ในเรื่องของหน้าตารูปลักษณ์ บางคนมีเสน่ห์ในเรื่องของการร้องก็อาจประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่คนที่มีสามลักษณะที่ว่าทั้งหมดมีโอกาสประสบความสำเร็จในการแสดงลิเกสูงกว่ามาก พ่อพี่บอกว่าลิเกกับนักร้องสมัยก่อนไม่เหมือนกัน นักร้องสมัยก่อนเขาจะไม่ค่อยมีคอนเสิร์ตมีโชว์อะไรมากมายแบบสมัยนี้ แฟนเพลงจะไม่ค่อยได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเขา เราจะได้ยินเสียงเขาแค่ในวิทยุในแผ่นเสียง เราฟังเสียงคนนี้มีมนต์เสน่ห์จังเลย อันนั้นคือนักร้องสมัยก่อน เขาอาจไม่จำเป็นต้องครบทั้ง 3 ลักษณะที่ว่ามานั้นก็ได้เพราะคนอาจได้ฟังเสียงเขาอย่างเดียว แต่ลิเกไม่ใช่ การแสดงครั้งหนึ่งต้องเห็น ได้ยิน ลิเกที่ครบรสคือมีทั้ง ร้อง รำ แล้วก็รูปก็จะอยู่ได้นาน

ถามว่าทำไมรูปร่างหน้าตาสำคัญ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าลิเกต้องแสดง คนดูก็ต้องอยากดูของสวยๆ งามๆ พอดูของสวยๆ งามๆ แล้วติดใจก็อยู่ดูต่อ จากนั้นก็มาที่การรำ ลิเกรำสวยอ่อนช้อยคนก็ชอบ มันติดตาตรึงใจ รำที่ว่าก็ไม่ใช่แค่ร่ายรำ หมายถึงการแสดงด้วย แสดงสมบทบาท แสดงเต็มที่ โกรธก็โกรธ รักก็รัก สุดท้ายคือร้อง ร้องเพราะ เสียงเพราะ ร้องตรงคีย์ มีมนต์เสน่ห์ของเสียง นอกจากจะช่วยให้การแสดงลิเกลื่นไหลแล้ว เวลาร้องผ่านเครื่องขยายเสียงก็ได้ยินไปไกล คนที่ยังไม่รู้ว่ามีการแสดงลิเกก็จะอยากมาดูลิเกเพราะได้ยินเสียงร้องอันมีมนต์เสน่ห์ เห็นไหมว่าเสียงก็สามารถเรียกคนได้ด้วย

เคยได้ยินมาว่า คนที่จะทำงานด้านศิลปะการแสดงต้องมีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คุณเอมองว่าพรสวรรค์เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ลิเกโด่งดังประสบความสำเร็จมีพ่อยกแม่ยกมาชื่นชมรักใคร่มากมายไหมครับ |

พูดถึงเรื่องของพรสวรรค์ ถ้าใครมีติดตัวมาก็ถือว่าโชคดี พรสวรรค์ที่พี่พูดถึงก็อย่างเช่นรูปร่างหน้าตา ถ้ามีรูปร่างหน้าตามาเป็นอาวุธก็ได้เลย เราจะมาเคี่ยวกันได้ง่าย และถ้ามีพรสวรรค์ในเรื่องของเสียงมา ร้องไม่ผิดคีย์ร้องไม่เพี้ยนยิ่งดีเลย มันยิ่งดันมันยิ่งหนุนให้มีเสน่ห์มากๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขออย่าได้ประมาท เพราะในบางครั้งพรสวรรค์ก็สู้พรแสวงไม่ได้

ช่วงที่พี่เด็กกว่านี้ก็อาจจะยังไม่แน่ใจ แต่มาตอนหลังๆ เริ่มเข้าใจมากขึ้น เพราะพี่เข้ามาฝึกซ้อมน้องๆ ให้หัดลิเกเอง คนมักจะคิดว่าลูกหลานลิเกเท่านั้นที่จะเล่นลิเกแล้วเก่ง เป็นพรสวรรค์จากสายเลือด ตรงนั้นมันก็มีส่วนจริง อีกอย่างเขาก็ซึมซับการเป็นลิเกทั้งการร้องการรำการแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะลูกลิเกก็มักจะเกิดและโตอยู่ข้างๆ เวทีการแสดงนี่ล่ะ ก็จะมีความเข้าใจมากกว่า แต่เด็กบางคนที่พ่อแม่ไม่เป็นลิเกเลย แต่เขามีความตั้งใจมุมานะ พอเขามาหัดกลับร้องลิเกได้ดี ในขณะที่ลูกลิเกบางคนกลับยังร้องลิเกไม่เพราะ จะบอกว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นลิเกหัดลิเกไม่ได้ ไม่จริงครับ การันตีได้เลยว่า บางทีไม่ได้เป็นลูกของลิเก แต่เขาทำได้ อันนั้นขึ้นอยู่กับพรแสวง

พูดถึงเรื่องของลิเกแล้ว มาพูดถึงเรื่องของผู้ชมกันบ้างครับ ผู้ชมยุคก่อนกับผู้ชมยุคนี้ต่างกันอย่างไรครับ |

ถ้าจะถามว่าต่างกันไหมก็ต่างกันนะ เมื่อก่อนนี้ก็จะเห็นได้ว่าคนดูลิเกส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนวัยทำงานขึ้นไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะชมกัน แล้วก็จะมีเด็กเล็กๆ ตามปู่ย่าตายายไป แต่มาเดี๋ยวนี้ค่านิยมมันเปลี่ยนไป มองกันที่คนดูลิเกไชยา มิตรชัยส่วนใหญ่จะเป็นวัยหนุ่มสาว เขาดูลิเกพี่มาตั้งแต่วัยรุ่นหนุ่มสาว ก็โตมาพร้อมๆ กันกับไชยา ดูลิเกจนหลายคู่มาพบรักกันที่โรงลิเก มีลูกก็พาลูกมาดูลิเก เพราะฉะนั้นค่านิยมมันเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนด้วยโอกาสด้วยสิ่งแวดล้อมต่างๆ นานา

หรืออย่างสมัยที่พี่เป็นเด็ก พระเอกลิเกที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ก็มักจะมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ถือว่ามีคุณวุฒิและวัยวุฒิ เก่งสุด คนดูสมัยก่อนเขาจะเน้นร้องและรำมากเป็นพิเศษ ร้องเพราะรำสวย คนดูก็ติดใจ อย่างพี่เป็นลิเกตั้งแต่เด็ก ก็เหมือนๆ ว่าหลงขึ้นมา เป็นพระเอกลิเกที่เด็กที่สุดในวงการตอนนั้น เป็นลิเกเด็กกำพร้าจากวัดสระแก้ว เพราะพระเอกคนอื่นก็จะ 40 อัพอย่างที่บอก แต่ก็ประสบความสำเร็จ ก็ฉีกแนวจากสมัยนิยมขณะนั้น จนหลังๆ นี่เห็นไหมครับ ก็จะมีลิเกเด็กตามกันขึ้นมา เราทำให้เขาเห็นเลยว่าเราทำกันได้ เราฝึกกันเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่ว่าอายุน้อยแล้วจะร้องหรือรำไม่ดี เราต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมาใหม่ในเรื่องของความสามารถ

มิตร มิตรชัย

นอกจากเรื่องความนิยมและเรื่องของช่วงวัย จำได้ลิเกสมัยก่อนเล่นกันจนสว่าง เดี๋ยวนี้ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหมครับ |

โดยตัวของเราและการชมลิเกสมัยนี้มันต่างจากสมัยก่อนมากนะ บริบทชีวิตมันต่างกัน อย่างถ้าเป็นลิเกเมื่อก่อนคนดูอาจจะคุ้นกับการแสดงจนสว่าง สมัยนี้ก็เห็นว่ายังมีอยู่ แต่น่าจะน้อยลงแล้ว อย่างพี่เอเองก็มีรับงานจนสว่างนะแต่ว่าไม่บ่อยครั้งนัก จริงๆ มันก็เกี่ยวกับค่านิยมของคนดูด้วยล่ะ มันต่างอย่างนี้คือ คนดูสมัยนี้เป็นคนทำงานเช้าเลิกงานเย็นหรือเป็นคนทำงานโรงงานแบบเป็นกะซะส่วนใหญ่ การจะนั่งดูลิเกตั้งแต่ต้นจนจบสว่างคือน้อยมาก ภารกิจมันมี  อย่างเมื่อก่อนเขาทำนาอยู่บ้าน ลิเกจะถูกจ้างให้ไปเล่นหรือเปิดวิกแสดงกันก็นอกฤดูทำนา ช่วงนั้นคนก็ว่างงาน เวลามีลิเกทีเขาจะอยู่ช่วยกันทำงานตั้งแต่หุงข้าว ต้มแกง ตั้งแต่ลิเกเล่นจนลิเกเลิก ช่วยเก็บหม้อไห เก็บทุกสิ่งทุกอย่าง ช่วยกันหมด แต่เดี๋ยวนี้ค่านิยมเปลี่ยนไป คนเราไม่ได้ทำนาอย่างสมัยก่อน อันนี้ไม่ได้ประสบกับตัวเองนะ แต่เพื่อนๆ ลิเกคุยให้ฟัง ว่ามันเป็นแบบนี้

ตัวพี่เองอย่างที่บอกคือมีภารกิจหลายอย่าง เราไม่ได้แสดงลิเกอย่างเดียว พี่ทำงานอย่างอื่นด้วยนะครับ เป็นนักแสดง นักร้อง เป็นพิธีกร ซึ่งแต่ละงานก็มีคิวเช้าทุกวัน พี่ก็เลยปฏิวัติ ขอเล่นหัวค่ำนะ ทุ่มนึงพี่ต้องได้เล่น 4 ทุ่มพี่ต้องเลิก เราเล่นแล้วเล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย ถามว่าทำไมไชยาถึงต้องเล่นทุ่มนึง เพราะว่าคนที่มาหาลิเกไชยาตอนนี้ บางทีเขาหาพี่ไปแสดงแล้วก็มีงานเลี้ยงเป็นโต๊ะจีนอะไรแบบนี้ คนมากินเลี้ยงตอน 6 โมง ทุ่มนึงเขาก็อยากดูลิเก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะเอาลิเกเก็บไว้เล่น 3 ทุ่ม เลิกเที่ยงคืน คนกินโต๊ะจีนตั้งแต่ 5 โมงเย็น อิ่มหมดแล้ว ลิเกยังไม่เริ่มเล่นเลย พอลิเกจะเริ่มเล่น ออกแขกกัน คนเริ่มกลับบ้านกันหมด ใครจะดูลิเก เพราะฉะนั้นด้วยประสบการณ์ด้วยอะไรด้วย พี่ขอเลย ทุ่มนึงเราต้องเล่น แล้วก็เลิก 4 ทุ่ม เล่นเต็มเม็ดเต็มหน่วย

คนสมัยนี้เขาชอบดูเรื่องประมาณไหนครับ |

เมื่อก่อนโน้นดูเมียน้อยเมียหลวงโน่นนี่นั่น เน้นเป็นเรื่องเศร้าเรื่องดราม่า แต่พอสมัยนี้ส่วนใหญ่เล่นไม่ได้แล้ว ด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ นานา เพราะบางทีเรายังไปมัวร้องเอื้อน ข้างเวทีเขามีเสียงดนตรีอะไรบึ้มบั้มๆ ออกมา จะมีคนดูลิเกเราไหม เพราะฉะนั้นพี่คิดว่าเจ้าโผทุกคณะต้องเป็น การวางเรื่องลิเกก็เหมือนกัน ถ้าสมมุติว่ามีงานประชันมา สมมุติว่ามีหนัง มีสตริง พอมีสตริงปุ๊บ เราจะมาเศร้าสร้อยค่อยๆ เอื้อนเอ่ยไม่ได้แล้ว เขาก็จะวางเรื่องที่เป็นเรื่องเฮฮา เรื่องโศกเศร้าเขาจะไม่เล่น แต่เรื่องลิเกตอนนี้จะต่างจากเรื่องสมัยก่อน ถ้าอย่างเป็นสมัยก่อนปู่ย่าตายายนี่นะครับ เราก็จะเล่นในเรื่องวรรณคดี เพราะคนสมัยก่อนเป็นคนใจเย็น อารมณ์เย็น ทำงานกลางแดดเขายังอยู่กันได้ทั้งวี่ทั้งวัน เขาอยู่กันได้ เล่นขุนช้างขุนแผนขับเสภาไป เขานั่งฟังกันได้ เขาอยู่กันได้ แต่ถ้ามาสมัยนี้คนใจร้อนมากขึ้น ดูอะไรก็ต้องไวมากขึ้น เพราะฉะนั้นฉากหนึ่งนี่บางที บางเจ้าภาพพูดเลยว่า อย่าเล่นช้านะ ก็ต้องให้กระชับขึ้น

(มิตร มิตรชัย – พูดเสริม) มันต้องมีอะไรตื่นตาตื่นใจมากขึ้นครับ อย่างตอนนี้ลิเกมันมีเรื่องของการรบเข้ามาด้วย จะไม่ได้สู้แบบฟันดาบแค่สองสามคนอย่างเมื่อก่อน แต่มันจะมีฉากรบที่มีตัวละครเยอะ เช่นรบโรมัน ซึ่งมาประยุกต์ในรูปแบบของลิเก เพราะว่าอย่างน้อยวัยรุ่นดูกันเยอะ คนดูก็ชอบอะไรแบบนี้ มันตื่นตาตื่นใจดี

อยากให้คุณเอช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ของลิเกในประเทศไทยครับ |

ถ้าถามตัวพี่ พี่คิดว่าก็คงเหมือนๆ กับวงการลูกทุ่ง คล้ายๆ กันคือซบเซา มันไม่ได้เปรี้ยงปร้างอย่างสมัยก่อน จะมีตัวเด่นๆ ที่ยังอยู่ได้ยังขายดี อย่างวงการลูกทุ่งก็จะมีพี่ก็อต จักรพันธ์ พี่รุ่ง สุริยา พี่ยิ่งยง พี่เอกชัย ศรีวิชัย ที่ติดลมบน เป็นตัวแม่ของแต่ละเวทีแต่ละคณะ สมัยนี้ด้วยโลกมันก็เปลี่ยนไป ค่ายเพลงก็เปลี่ยนไป คล้ายกัน ลิเกก็เหมือนกัน คนดูเปลี่ยนไปลิเกก็ต้องพัฒนาเพื่อความอยู่รอด ตอนนี้ลิเกเรามันซบเซา เพราะว่าคณะที่เขาติดลมบนแล้ว เขาก็จะได้งาน ได้แฟนประจำ แต่คณะเล็กๆ ตรงนี้ที่น่าสงสาร น่าเป็นห่วง พี่พูดจริงๆ เพราะฉะนั้นต้องหาทางอยู่รอด ยิ่งมาเศรษฐกิจแบบนี้ อย่าว่าแต่คณะลิเกเลย แม้กระทั่งศิลปินดารา อีเว้นท์ งานโชว์ตัว ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นให้พยุงตัวกันให้ได้ก่อน และอาศัยช่วงนี้ ถือว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสมาพัฒนาคณะกันเถอะ ช่วยกันฝึกให้เป็นจริงเป็นจัง แล้วมันจะดีขึ้น

เป็นห่วงจริงๆ ครับ อย่างเมื่อวันก่อนมีแอบดูคลิปลิเกของพ่อโต้โผ ท่านบอกว่างานซบเซาไป โอ้โห เข้าใจเลย ตัวเจ้าโผเองเนี่ย บางทีค่าใช้จ่ายเยอะ แล้วพอไม่มีงาน จากร้อยคืน เหลือมาสักสิบคืน จะอยู่กันได้อย่างไรครับ

ทีนี้อยากขอพูดถึงคำว่าพัฒนาอีกนิดนึงครับ คือเดี๋ยวนี้จะเห็นว่าลิเกเริ่มใส่เพลงลูกทุ่งกันเยอะ นี่คือสิ่งที่กลัวมากที่สุด เพราะเขาไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จะมาถามว่า ก็จะเล่นแบบพี่เอ ไชยาไง จริงๆ แล้วที่พี่เล่นพี่มีขอบเขตของการร้องเพลง พี่ทำงานหลายอย่าง พี่เป็นนักแสดงละคร เป็นลิเก เป็นนักร้อง แต่พี่ต้องแยกแยะให้ออกว่าพี่ทำงานอะไรอยู่ พี่จะไม่เอางานไปปนกัน

ยกตัวอย่างมีโรงเรียนแห่งหนึ่งหาพี่ไปแสดง ให้พี่เล่นเรื่องขุนช้างขุนแผน แต่ขอไชยาร้องกระทงหลงทางด้วย ซึ่งถามว่ามันเข้ากันไหม ขอให้ร้องเพลงไม่ธรรมดาในเรื่องขุนช้างขุนแผนอะไรแบบนี้ พระไวยจะออกศึกร้องไม่ธรรมดาอย่างนี้ไหม คือมันไม่ได้ เราต้องเกรงใจเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เราใส่ เครื่องทรงที่เราใส่มีครู พี่ก็เลยบอกกับคุณครูว่า ครูครับวันนี้ผมร้องไม่ได้ ให้เหตุผลกับเขาว่ามีเหตุผลแบบนี้ ผมต้องรักษาขนบของลิเกเอาไว้  แต่โอเค ถ้าเป็นละครแต่งขึ้นใหม่ พระเอกร้องเพลง นางเอกร้องเพลงยั่วพระเอก ตรงนี้ใส่ได้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นวรรณคดีหรือเป็นราชนิพนธ์นี่คือแตะลูกทุ่งไม่ได้

สิ่งหนึ่งเลยคือต้องเอาแต่พองาม ทุกคนเป็นลิเก แต่ถ้าภาพลักษณ์คุณใส่ชุดลิเกอยู่ แล้วคุณเต้นแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น คุณเกรงใจเพชรลิเกเกรงใจบรรพบุรุษลิเกบ้าง จริงๆ แล้วลิเกเป็นศาสตร์และศิลป์ซึ่งเป็นศิลปะของไทยเรา เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ต้องอยู่ในขอบเขต สิ่งหนึ่งเลยที่พี่ว่ามันซบเซาเป็นเพราะจุดที่เขาบริหารงานไม่ชัดเจน ต้องช่วยกันครับ

พี่ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องพยุงกัน ไม่ใช่พยุงครอบครัวพี่นะ เพราะครอบครัวพี่ไปรอดแล้วล่ะ มันอยู่ได้แล้ว แต่ตอนนี้ที่เป็นห่วง ก็คณะเล็กคณะน้อย มันหลายคนเลยนะ เพราะลิเกคือรากหญ้าจริงๆ ถ้าเจ้าของคณะล้ม ลูกน้องนี่ก็ไปหมด ไม่ได้ทำอย่างอื่น ไม่มีทักษะอย่างอื่นด้วย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

จริงๆ แล้วลิเกเป็นศาสตร์และศิลป์ซึ่งเป็นศิลปะของไทยเรา เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ต้องอยู่ในขอบเขต สิ่งหนึ่งเลยที่พี่ว่ามันซบเซาเป็นเพราะจุดที่เขาบริหารงานไม่ชัดเจน ต้องช่วยกันครับ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อยากถามว่าคุณเอดูแลคณะอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ แม้ช่วงนี้ลิเกจะค่อนข้างซบเซาลงกว่าเดิม แต่ก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ขาด |

งานของพวกเรามันก็เหมือนน้ำขึ้นน้ำลง ไม่คงทน บางทีมีงาน บางทีก็ไม่มีงาน เป็นไชยา มิตรชัย ก็เหมือนกันนะ บางครั้งที่โอกาสมา เราก็ทำ แต่ว่าตอนนี้ตัวพี่เองก็ต้องมีช่วงที่ต้องพักบ้าง จริงๆ ตอนนี้มีคนมาหาพี่ไปแสดงทุกคืนเหมือนเมื่อก่อน แต่ทำไมพี่ไม่รับทุกคืน เพราะอะไรรู้ไหม พี่ไม่ได้ใช้โอกาสตรงนั้นทำจนเราไม่มีโอกาสได้พัฒนาฝีมือ ตัวพี่เอง ตอนที่พี่ได้หยุด พี่ก็ต้องไปฝึกนะ ยังต้องฝึก ต้องมีพัฒนาการต่อยอด มันเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามทำเพื่อการพัฒนา

หลายคณะเงียบ งานน้อย ก็อย่าเพิ่งวิตกจนเกินไป พี่ว่าเราลองใช้ช่วงเวลานี้เป็นการฝึกฝนในแต่ละคณะดีไหม เพราะว่าในเร็วๆ นี้มันอาจจะมีสักหนึ่งรายการที่เกี่ยวกับลิเกของเรานี่แหละ เป็นรายการที่โดยส่วนตัวพี่ไม่อยากให้เป็นการประชันลิเกกัน ไม่เอา ตัวพี่เอง พ่อพี่สอนเสมอว่า ลิเกต้องไม่ประชันกัน ไม่แข่งกัน เพราะลิเกทุกคนเป็นลูกพ่อแก่เหมือนกัน พี่มองว่าอยากให้เป็นรายการลิเกที่ทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้ลิเกยกขึ้นมา ให้มีระดับ และให้มีงานมีการมีอาชีพต่อยอดกันไปได้ อดใจรอไว้อีกสักหน่อยครับ

อยากให้คุณเอช่วยให้กำลังใจคณะลิเกคณะอื่นๆ ครับ |

จริงๆ ทุกคณะนะครับ มีเลือดพ่อแก่เป็นลูกพ่อแก่เหมือนกัน ผมอยากให้ทุกคนอดทน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลำบาก เพราะอาชีพของพวกเรามันเป็นอาชีพหาเช้ากินค่ำเพราะฉะนั้นต้องฝ่าฝันตรงนี้ไปให้ได้ ขอเป็นกำลังใจให้

อยากให้ฝากถึงน้องๆ ที่มองคุณเอเป็นไอดอลด้านการแสดงลิเกหรือไอดอลด้านการทำงานครับ |

การเป็นลิเกที่ดีต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่เราทำ พี่จะอบรมน้องๆ ในคณะว่า หนูต้องซื่อสัตย์ต่อครูบาอาจารย์ เพราะช่วงเวลานั้น แม่พี่ก็จะสอนพี่ว่า เอ มันเหนื่อยก็จริงนะลูก 5 นาทีนี้เราออกไปเราจะทำอะไร เพราะว่ามีนะ ไม่ต้องอะไร ในคณะพี่ก็เหมือนกัน แต่งหน้าลิเก รีบจังเลย พอหมดตัวแล้วล้างหน้าแล้ว คือคุณรับเงินเขา ทำให้เต็มที่กับหน้าที่ ถามว่าพี่เหนื่อยไหมกับทุกสิ่งที่พี่ทำ พี่เป็นลิเก พี่เป็นนักร้อง แต่แฟนลิเกของพี่เขาจะรู้ไหมว่าพี่เหนื่อยมา เขาไม่รู้หรอก เขาต้องการดูไชยา บางทีเป็นไข้ ปรอทแทบแตกนะ ต้องออกเล่น ยังไงก็ต้องทำให้คุ้มกับค่าเงินที่เขาว่าจ้าง ต้องซื่อสัตย์กับคนดู ต้องทำอะไรก็ได้ให้คนดูเขาอิ่มใจ มีความสุขที่สุดกับการแสดงของเรา ให้คุ้มกับเงินที่เจ้าโผเจ้าภาพจ้างเรามา อย่าอาศัยแต่คณะ ชื่อป้ายของเจ้าของคณะ ถึงเป็นลูกน้อง เป็นลิเกตัวเล็กๆ พี่ทำแบบนี้ พี่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต พี่ไม่เคยทิ้งหน้าที่ในเรื่องของลิเก พี่รักงานมากที่สุด เมื่อขึ้นเวทีต้องรู้จักหน้าที่ คุณเป็นตัวโกง คุณต้องรับบทให้เต็มที่ พอลงจากเวทีไป พรุ่งนี้คุณเป็นนักเรียน คุณต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ มีบทบาทอะไรก็ทำตามหน้าที่นั้น อย่าทำแบบสุกเอาเผากิน แล้วในหลวง ร.9 ของเรา ท่านบอกว่า ทำอะไรก็แล้วแต่ งานการนี่นะ ต้องสนุกงาน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ขอถามเรื่องส่วนตัวนิดนึงครับ เวลามีข่าวคราวด้านลบที่สร้างความเสียหายให้กับคุณเอและคนที่คุณเอรัก มีวิธีปรับจิตใจและอารมณ์อย่างไรครับ |

พี่ปล่อยวาง เพราะว่าพี่ผ่านเรื่องตรงนี้มาเยอะ เราจะดึงให้คนมารักเราหมดเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างเราห้ามปากคนไม่ได้ ขนาดพระพุทธเจ้าท่านเดินไปบิณฑบาต คนยังบอกสมณะโล้นขอทานรึ? ท่านก็เดินนิ่งๆ ไม่เถียงไม่ใดๆ ทั้งสิ้น คือแล้วแต่ นานาจิตตัง

สมัยก่อนเขาบอกว่าอย่าไปคบกับพวกนี้ พวกเต้นกินรำกิน พวกชั้นต่ำ แต่พี่ไม่ได้ถือว่าลิเกเป็นคนชั้นต่ำนะ พี่ถือว่าเป็นศาสตร์ชั้นสูง เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านยังยกย่องให้เป็นศิลปะพื้นบ้าน พี่ก็ได้รางวัลมา เพราะฉะนั้นพี่ไม่ถือ พี่อภัย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อีกไม่นานเกินรอ แฟนๆ ลิเกก็จะได้ชมการแสดงสุดยิ่งใหญ่ ลิเกมิวสิคัลครั้งแรกของโลก อยากให้คุณเอพูดถึงการแสดงลิเกธรรมะประวัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นเดือนหน้าครับ |

(มิตร มิตรชัย – พูด) ขอตอบแทนพี่เอครับ คือลิเก ‘ธรรมะประวัติ’ เรื่อง อชาตศัตรู เป็นลิเกมิวสิคัลครั้งแรกของโลก คือมันจะเป็นลิเกที่เราอาศัยเพลงไทยเดิมเข้าไปร้อยต่อ เป็นเพลงลิเกนั่นล่ะครับ เพื่อให้ต่างชาติดูง่ายขึ้น ตอนนี้เราจะจัดกันในวันที่ 3-4 มิถุนายนที่จะถึงนี้ จำนวน 2 รอบ เวลา 19.00 – 21.30 น. ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ชมฟรี นักแสดงก็มีมากมายครับ จะมีพี่เอ พี่แอน ตัวผม แล้วก็ครอบครัวมิตรชัยทั้งหมด และมีศิลปินรับเชิญเช่น น้าโย่ง น้าพวง น้านง พี่ต๊อก ศุภกรณ์ (กิจสุวรรณ) เข้ามาร่วมเล่นด้วย โดยวัตถุประสงค์ก็เพื่อสนองพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ ของไทยมาโดยตลอด ซึ่งลิเกนับเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยแขนงหนึ่งที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญและทรงให้การสนับสนุนเสมอมา จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย และเชิญคณะลิเกไชยา–แอน มิตรชัย เข้าร่วมการแสดง

(ไชยา มิตรชัย – พูดต่อ) จริงๆ อยากบอกว่าอย่างที่พี่ทำ พี่ทำแล้วพี่รักษาขนบของลิเกไว้ ไม่ใช่ว่าพี่อยากเอาอะไรไปใส่ก็ใส่เลย เพราะต้องมีผู้รู้หลายๆ คน มีปรมาจารย์ มีเครื่องดนตรีสากลที่จะไปบวกกับเครื่องดนตรีไทย ทำไมพี่ต้องเอาไปบวก เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่เอาลิเกมาเล่น พูดถึงในเรื่องเครื่องแต่งตัวด้วย เดี๋ยวจะพูดฝากเอาไว้ว่า แต่งกันต้องรู้เจ้ารู้นาย ต้องรู้กาลเทศะ เหมือนอย่างที่พี่ทำ พี่อยากฝากเอาไว้ว่า มันทำแล้วมันคือแบบแผนจริงๆ เราเล่นเป็นกษัตริย์ของอินเดีย แล้วเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า พุทธกาล ซึ่งมีตัวตนจริง ตรงนี้เราไปศึกษาแล้วว่า เสื้อผ้าเขาใส่ประมาณนี้ แล้วเราเอาความวิบวับของเครื่องลิเกไปใส่ไว้ได้ตรงไหนบ้าง ต้องให้เหมาะสม ต้องดูตัวเรื่องด้วยว่ามันได้แค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งพี่เข้าใจนะว่า คนดูต้องการความสวยงาม ส่วนในเรื่องของเครื่องดนตรี ที่เอามาผนวกกันเพราะไปเล่นในศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แล้วท่านนายกฯมาดู แขกบ้านแขกเมืองมาดู เพราะฉะนั้นลิเกนอกจากจะมีความเป็นไทยแล้ว มันยังมีความเป็นสากลที่ให้เขารับได้ เพราะโขนของเราไปแสดงต่างชาติได้แล้ว แต่ลิเกของเราพี่ก็อยากจะทำให้เขาเห็นว่านี่ก็คือศิลปะอีกแขนงหนึ่งของไทย อยากให้ลองไปชมกันเยอะๆ ครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ทราบว่าทางคุณเอ ช่วงใกล้ๆ นี้จะได้มาแสดงลิเกที่โคราชบ้างมั้ยครับ |

ยังไม่มีเลยครับ เพราะช่วงนี้คิวแน่นไปหมด ยังมีปัญหากับคุณแม่อยู่เลยในเรื่องการรับงานลิเก เจ้าภาพโทรมาคือต้องปฏิเสธด้วยคิวแน่นมาก ช่วงนี้พี่ติดรายการทีวี มันมีงานประจำอยู่ แต่เดี๋ยวถ้ามีจะแจ้งมาเพื่อให้ได้ประชาสัมพันธ์บอกต่อไปครับ


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments