19 Min. read

Photo : realist.co.th

อย่างที่ทราบกันดีว่า โครงการรถไฟทางคู่ นั้นเป็นเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลชุดนี้พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อพัฒนาระบบคมนาคมภายในประเทศ ควบคู่ไปกับ โครงการรถไฟความเร็วสูง ทั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลมีแผนที่จะเชื่อมต่อระบบคมนาคมขนส่งทางรางของไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน และประเทศมหาอำนาจอย่างจีน เพื่อให้ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคนี้ พร้อมๆ กับการลงทุนเพื่อรองรับการคมนาคมทางน้ำและทางอากาศ โดยที่รถไฟทางคู่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้การคมนาคมต่างๆ เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์

และนับจากวันที่ทางรัฐบาลอนุมัติให้มีการดำเนินงานโครงการรถไฟทางคู่เมื่อปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ความคืบหน้าของโครงการเป็นอย่างไร เป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้จะสำเร็จหรือไม่ realist.co.th เขาได้รวบรวมมาเป็นสกู๊ปให้ได้อัพเดตความคืบหน้ากันแล้ว

ทำไมต้อง ‘ทางคู่’

รถไฟไทยปัจจุบันเป็นรถไฟทางเดี่ยว โดยมีเพียงบางช่วง (เส้นสีดำในภาพ) ที่เป็นทางคู่และทางสาม เวลารถไฟสวนกัน ต้องมีคันหนึ่งจอดบริเวณที่จุดพัก เพื่อรอให้อีกคันผ่านไปก่อน จึงจะสามารถสวนไปได้ ซึ่งทำให้เสียเวลา และเป็นสาเหตุที่ทำให้รถไฟไทยไม่สามารถคุมเวลาได้ จึงไม่สามารถต่อสู้กับการคมนาคมอื่นๆ ได้ ทั้งที่การขนส่งระบบรางเป็นการขนส่งที่ประหยัดมาก เมื่อเทียบกับการขนส่งด้วยรถขนส่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบทางคู่แทน เพื่อให้รถไฟสามารถวิ่งสวนกันคนละรางได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและสามารถควบคุมเวลาเดินรถได้

รถไฟทางเดี่ยว

รถไฟทางคู่

แผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน ปี 2559 และ 2560

ในแผนปฏิบัติการฯ ปี พ.ศ. 2559 และ 2560 ของกระทรวงคมนาคม กำหนดเส้นทางรถไฟทางคู่ไว้ทั้งสิ้น 15 ช่วง วงเงิน 523,885.71 ลบ.  โดยมีสัดส่วนการลงทุนถึงร้อยละ 22.82 จากโครงการทั้งหมด 56 โครงการ วงเงินลงทุน 2,295,727.42 ลบ. ได้แก่ สายเหนือ : ลพบุรี – ปากน้ำโพ, ปากน้ำโพ – เด่นชัย, เด่นชัย – เชียงใหม่, เด่นชัย – เชียงของ สายอีสาน : มาบกระเบา – ชุมทางจิระ, ชุมทางจิระ – ขอนแก่น, ขอนแก่น – หนองคาย, บ้านไผ่ – นครพนม, ชุมทางจิระ – อุบลราชธานี สายใต้ : นครปฐม – หัวหิน, หัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์, ประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร, ชุมพร – สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี – สงขลา, หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์

โดยความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการฯ ปี 2559 มีโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติดำเนินโครงการแล้ว ดังนี้

  • ชุมทางจิระ – ขอนแก่น (มติ ครม. 7 พ.ค. 2558)
  • ประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร (มติ ครม. 26 เม.ย. 2559)
  • มาบกระเบา – ชุมทางจิระ (มติ ครม. 26 เม.ย. 2559)
  • นครปฐม – หัวหิน (มติ ครม. 1 พ.ย. 2559)
  • ลพบุรี – ปากน้ำโพ (มติ ครม. 1 พ.ย. 2559)

ขณะที่แผนปฏิบัติการฯ ปี 2560 ได้บรรจุโครงการรถไฟทางคู่ไว้ 10 เส้นทาง วงเงิน 408,616.28 ลบ. โดยมีสัดส่วนการลงทุนถึงร้อยละ 45.62 จากจำนวน 36 โครงการ วงเงินลงทุน 895,757.55 ลบ. ได้แก่เส้นทางหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร – สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี – สงขลา, หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์, ปากน้ำโพ – เด่นชัย, เด่นชัย – เชียงใหม่, เด่นชัย – เชียงของ,ขอนแก่น – หนองคาย, ชุมทางจิระ – อุบลราชธานี, บ้านไผ่ – นครพนม

ทั้งนี้ รถไฟทางคู่ทั้ง 10 เส้นทางที่กล่าวมาข้างต้นได้มีการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ปี 2560 ดังนี้ เริ่มก่อสร้าง : หัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ / ขั้นตอนประกวดราคา : ปากน้้าโพ – เด่นชัย, ชุมทางจิระ – อุบลราชธานี, ขอนแก่น – หนองคาย, ชุมพร – สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี – สงขลา, หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์, เด่นชัย – เชียงใหม่ และ ขั้นตอนเสนอ ครม./ คกก. PPP* : เด่นชัย – เชียงของ, บ้านไผ่ – นครพนม

Photo : realist.co.th

*หมายเหตุ  – PPP = Public Private Partnership เป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ภาครัฐให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพคุ้มค่ากับต้นทุนมากกว่าภาครัฐดำเนินการเอง

ชุมทางจิระ – ขอนแก่น คืบหน้ากว่า 21%

Photo : ทรานสปอร์ต เจอร์นัล

หลังจากโครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางจิระ – ขอนแก่น ระยะทางประมาณ 187 กม. ได้เริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2559 ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 21% โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างกิจการร่วมค้าซีเคซีเอช (บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด) ให้ดำเนินงานก่อสร้าง มีสถานีรับ – ส่งผู้โดยสารจำนวน 19 สถานี สถานีย่านเก็บกองและขนถ่ายสินค้าตู้สินค้า (CY) รวม 3 แห่ง ได้แก่ สถานีบ้านกระโดน สถานีบัวใหญ่ และสถานีท่าพระ ระยะเวลาในการก่อสร้าง 36 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในปี 2562 โดยช่วง 50 กม.แรกจากสถานีบ้านเกาะไปยังสถานีเมืองคงจะสามารถเปิดใช้งานได้ก่อนภายในเดือนตุลาคม 2560 นี้

ล้ม TOR* 5 เส้นทาง

จากแผนปฏิบัติการเร่งด่วนปี 60 ทำให้กระทรวงคมนาคมจำเป็นต้องแยกสัญญาก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง (ลพบุรี – ปากน้ำโพ, มาบกะเบา – ชุมทางจิระ, นครปฐม – หัวหิน, หัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์, ประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร) เป็น 13 สัญญา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับเหมาขนาดกลางและต่างชาติร่วมเสนอราคา โดยสาเหตุที่ทำให้ต้องล้ม TOR เดิมเนื่องจากว่า

– สัดส่วนงานสูงเกินไปจนกีดกันไม่ให้ผู้รับเหมารายเล็กเข้าร่วมประมูล จึงลดจาก 15% เหลือ 10% ของมูลค่าโครงการ

– มูลค่าสัญญาสูงเกินไป จนทำให้ผู้รับเหมารายเล็กไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้จึงลดมูลค่าสัญญาเหลือ 5,000 – 10,000 ล้านบาทต่อสัญญา

– ไม่ให้เจ้าของเทคโนโลยีระบบอาณัติสัญญาณร่วมมือกับผู้รับเหมารายย่อยส่งผลให้รายย่อยไม่สามารถหาเทคโนโลยีฯ เข้าร่วมประมูลตามเงื่อนไขได้ จึงแยกสัญญาติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณออกจากสัญญางานโยธาและระบบราง ซึ่งจะทำให้เวลาเพิ่มขึ้น 9 เดือน เพราะไม่สามารถเข้าไปติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณระหว่างก่อสร้างโยธาได้

– กำหนดให้รวมเครื่องจักรเฉพาะที่ใช้ในการก่อสร้างไว้ในสัญญา ซึ่งเป็นการไม่โปร่งใส เพราะเท่ากับเป็นการใช้การประมูลเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ ดังนั้นจึงตัดเงื่อนไขนี้ออกไป

สำหรับสัญญาก่อสร้างรถไฟทางคู่นั้น วงเงินจะอยู่ในช่วง 5,000 ลบ. ถึง 10,000 ลบ. รวมทั้งสิ้น 13 สัญญา แบ่งออกเป็น งานก่อสร้างรางและงานโยธา 9 สัญญา งานก่อสร้างอุโมงค์อีก 1 สัญญา และงานการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณออกมาจากงานก่อสร้างทาง 3 สัญญา

*หมายเหตุ  – TOR (Team of Reference) หมายถึง ข้อกำหนดซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ที่ผู้ว่าจ้างต้องการให้ผู้รับจ้างทำ

ดันประกวดราคา ประจวบฯ – หัวหิน หวังเป็นต้นแบบ TOR

รฟท. เตรียมเปิดประกวดราคาก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ กำหนดราคากลางที่ 7,305,260,000 บาท พร้อมให้เสนอราคา 27 ก.ค.นี้ การก่อสร้างทางวิ่งรถไฟเป็นการก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่ม 1 ทางขนานไปกับทางรถไฟเดิม ระยะทางรวมประมาณ 84 กม. มีสถานีรถไฟระดับพื้น 12 สถานี และป้ายหยุดรถ 2 แห่ง กำหนดก่อสร้างย่านเก็บกองและขนถ่ายตู้สินค้า (CY) 2 แห่ง ได้แก่ สถานีสามร้อยยอด และสถานีทุ่งมะเม่า

เตรียมเปิดประกวดราคาโครงการรถไฟทางคู่ 4 เส้นทาง 

คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ ซูเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง ต่างเห็นชอบ TOR โครงการรถไฟทางคู่ใหม่ และ รฟท.ได้ดำเนินการตามแผนแล้วเสร็จ เตรียมเปิดประกวดราคาอีก 4 เส้นทาง ได้แก่ มาบกะเบา-ชุมทางจิระ, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, นครปฐม-หัวหิน และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร

โดยขณะนี้ทยอยประกาศ TOR และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน คาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในช่วงเดือน มิ.ย. – ก.ค. 60 และได้ตัวผู้รับจ้างภายในเดือน ส.ค.นี้ ทั้งนี้หลังจากที่ได้ตัวผู้รับจ้างและลงนามในสัญญาแล้ว ก็จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในเดือน ต.ค. ตามแผนงานต่อไป

7 ช่วงตามแผนปฏิบัติการฯ ปี 2560 เตรียมประกวดราคา

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม รายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฯ ปี 2560 โดยโครงการกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มประกวดราคาได้ มีจำนวนทั้งหมด 15 โครงการ มีโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 7 ช่วง ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย, ชุมทางถนนจิระ – อุบลราชธานี, ขอนแก่น – หนองคาย และชุมพร – สุราษฎร์ธานี จะดำเนินการประกวดราคาในช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม 2560 ส่วนช่วงสุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา, หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ และเด่นชัย – เชียงใหม่ จะดำเนินการประกวดราคาในเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2560

Photo : ฐานเศรษฐกิจ

เร่งเสนอ ครม. 2 ช่วง เหนือ อีสาน

กระทรวงคมนาคมมีแผนเร่งผลักดันโครงการรถไฟรางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงของเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาประมาณเดือน มิ.ย. นี้ และจะเดินหน้าจัดทำเอกสารประกวดราคาหรือ TOR ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปีหน้า โดยมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 13.31% และมีอัตราการตอบแทนทางการเงิน 1.02% วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย รวม 26 สถานี โดยทั้ง 2 เส้นทางนี้คาดว่าจะสามารถเสนอรายงาน EIA ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้

ส่วนช่วงชุมทางบ้านไผ่ – นครพนม จะเสนอแผนการก่อสร้างดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการให้ทันภายในช่วงกลางปีนี้ โดยผลการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ 12.04% และมีอัตราการตอบแทนทางการเงิน 1.49% ระยะทาง 347 กม. วงเงิน 66,000 ล้านบาท ซึ่งเส้นทางครอบคลุม 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น (จุดเริ่มต้นเส้นทางที่ อ.บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร และนครพนม รวมจำนวน 14 สถานี

กระบวนการเสนอดังกล่าวจะจัดทำควบคู่กับการเวนคืนที่ดินและการศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 2561 และจะเริ่มก่อสร้างในปลายปี 2561 ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 48 เดือนหรือ 2 ปี น่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2565 รวมระยะเวลากว่า 7 ปี

photo : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


Source : www.realist.co.th

Comments

Powered by Facebook Comments