18 Min. read

ย้อนกลับไปสมัยที่ผู้เขียนยังเรียนนิเทศศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัย ก็ไม่นานเท่าไร แค่สิบกว่าปีเอ๊ง!! (เหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นาน – จริงๆ นะ) ผมได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับเรื่องราวของละครเวทีเกือบจะตลอดช่วงเวลาที่เรียน ตั้งแต่ปี 1 ยันปี 4 ไม่มีละเว้น คลุกคลีชนิดที่เรียกได้ว่า ‘เสียการเรียนแบบป่นปี้’ กันเลยทีเดียว ใครไม่เคยผ่านประสบการณ์ก็คงไม่ทราบว่ามันสนุกแค่ไหน ละครเวทีมันมีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยทีเดียว ความเหนื่อยความท้อความลำบากอดหลับอดนอนหลังขดหลังแข็งมันมลายสลายไปกลายเป็นความฟินระดับคูณร้อยเมื่อได้ยินเสียงปรบมือกราวใหญ่ของผู้ชมหลังการแสดงบนเวทีจบลง ความรัก ความผูกพัน และความสามัคคีกับทีมงานมันมากมายชนิดสลัดไม่หลุด ก็เล่นร่วมหัวจมท้ายกันยิ่งกว่าคู่สามีภรรยานานเป็นเดือนๆ ขนาดนั้นนี่เนอะ

ผมเคยเป็นทั้งทีมงานเบื้องหลังตัวจ้อยๆ คอยชะเง้อมองนักแสดงรุ่นพี่เก่งๆ บนเวทีที่มีแสงไฟหลากสีวูบวาบวูบไหวเปลี่ยนไปต่างๆ นานาตามโทนของละครและอารมณ์ของการแสดง จนได้มายืนบนเวทีในฐานะตัวประกอบปลายแถวและตัวประกอบเกือบๆ สำคัญ … เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาส (แบบไม่ได้ตั้งใจ) นั่งรถผ่านไปแถวหน้าประตูมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พบคลิปตัวอย่างละครเวทีเรื่องหนึ่งกำลังฉายอยู่ ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะมิวสิคัล เรื่องราวในคลิปช่างดู ‘คู่กรรม’ เสียนี่กระไร คู่กรรมไม่พอยังคล้ายๆ ‘4 แผ่นดิน’ ไปอีก ไปๆ มาๆ พอเปิดดูอีกรอบในยูทูปก็ดันไพล่ๆ จะคล้ายอมตนิยายโลก ‘โรมิโอกับจูเลียต’ เสียอย่างนั้น โอ้วว!! มีความน่าสนใจ

ความรู้สึกตอนนั้นคือทึ่งในโปรดักชั่นการถ่ายทำ นี่หรือคืองานของนักศึกษา!!??!! ถัดมาคือความรู้สึกคันๆ ที่ติ่งอะไรสักอย่างในหัวใจว่า ‘เอ๊ะ! นี่นานเท่าไหร่แล้วนะที่เราไม่ได้ดูละครเวที’ ทั้งๆ ที่เป็นกิจกรรมโปรดตั้งแต่เด็กๆ อย่างที่เคยเกริ่นไปตอนต้น ชักอยากรู้แล้วสิว่าละครเวทีเรื่องนี้คืออะไร ใครเป็นคนกำกับ เขียนบท ทีมงาน นักแสดง บลาๆๆ … บลา เฮ้อ!

ไม่รอช้าก็รีบติดต่อโดยพลัน โป๊ะเช๊ะ! คือได้ตามที่ขอ ขอบคุณทีมงานประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยฯ โดยเฉพาะประชาสัมพันธ์สาวคนสวยซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผมมาเสมอ น่ารักตลอดๆ ไม่เคยบ่นไม่เคยขัด พอลล่ายินดีรับใช้!!! Pennapa Paula Nakdee และสุดหล่อประจำมหาวิทยาลัย Panom Nomji Jinabueng

(แอบเสียดายรู้ช้าไปหน่อย ไม่งั้นทำสกู๊ปมาอวดผู้อ่านตั้งนานแล้ว) … เย็นวันหนึ่ง อีก 3-4 วันก็จะถึงวันแสดงจริงของละครเวทีเรื่องเยี่ยมซึ่งฮือฮามากๆ ตั้งแต่เปิดตัวแถลงข่าว ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะมิวสิคัล ผมและทีมงานรีบขับรถฝ่าสายฝนและแอร์รถที่เสียจนต้องเปิดหน้าต่างรถเพื่อเรียกอากาศบริสุทธิ์เข้ามา ซึ่งก็ได้ของแถมเป็นห่าฝนซึ่งแทรกเข้ามาแจมด้วยจนเปียกซ่กไปแถบหนึ่ง “เย็น … สบายยยยยย”

แต่จนแล้วจนรอดก็มาถึงที่หมาย อาคารกีฬาภิรมย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อม เด็กๆ หน้าใสคือแน่นมาก (เรด้าจับนิดนึงพอมีแรง) รีบเสยผมที่เปิงจากแรงลมให้เข้าที่ ปัดๆ เสื้อผ้าที่เปียกลู่แนบตัวให้เข้าทาง ที่นั่นผมได้พบกับ ผศ.ดร.หนึ่งหทัย ขอผลกลาง หรือ ‘อาจารย์หนึ่ง’ ของเด็กๆ ซึ่งท่านได้ให้เกียรติเล่าให้ผมฟังถึงที่มาที่ไปและแรงบันดาลใจของละครเวทีเรื่องนี้

ผศ.ดร.หนึ่งหทัย ขอผลกลาง

อาจารย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับละครเวทีเรื่องนี้ได้อย่างไรครับ |

ชื่ออาจารย์หนึ่งค่ะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หนึ่งหทัย ขอผลกลาง เป็นอาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีค่ะ ซึ่งถ้าจะถามว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับละครเวทีเรื่องนี้ได้ยังไง คงต้องเท้าความตั้งแต่สมัยแรกๆ ที่มีละครเวที มทส. ค่ะ ในทุกๆ ปีการศึกษา ละครเวทีของ มทส.จะถูกจัดขึ้นโดยชมรมศิลปะการแสดง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีนักศึกษานิเทศศาสตร์เป็นเจ้าภาพ คือโดยส่วนตัวอาจารย์เองก็สอนนิเทศศาสตร์ก็เลยได้เข้ามามีส่วนร่วมบ้างเล็กน้อย เช่น ดูแลเรื่องบทละครและช่วยในการฝึกซ้อม

ละครเวทีของเราจนถึงวันนี้ก็มีติดต่อกันมา 14 ปีแล้วค่ะ ปีนี้เป็นปีที่ 15 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปีพิเศษ เป็นช่วงปีหลังเหตุการณ์สวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เราก็เลยอยากทำกิจกรรมอะไรที่เป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ในฐานะที่เราเป็นอาจารย์นิเทศศาสตร์และเราก็มีละครเวทีเป็นประจำทุกปี เราก็เลยคิดว่าไหนๆ เราจะมีละครเวทีแล้ว เราก็เอาเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ 9 มาทำเป็นละครดีไหม เป็นการเทิดพระเกียรติ แต่ปีนี้จะแตกต่างกับทุกปีคือ ทุกปีเนี่ยจะเป็นการทำงานของชมรมศิลปการแสดงอย่างที่บอกไป แต่ปีนี้จะเป็นการทำงานของกลุ่มศิษย์เก่าฯ ที่เป็นแม่งานเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัด และเราก็เหมือนไปเป็นทีมงานคอยดูแลและคิดเรื่องราวให้เขาค่ะ

อยากทราบรายละเอียดของการทำงานละครเวทีเรื่องนี้ครับ |

ในส่วนของบทละคร อาจารย์เป็นคนเขียนขึ้นค่ะ ในส่วนของทีมงานทั้งหมดทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังส่วนใหญ่จะมาจากการรับสมัครค่ะ นักแสดงจะมีทั้งที่เป็นนักศึกษาจาก มทส.เอง และก็ได้รับเกียรติจากบุคคลภายนอก สถาบันต่างๆ โดยรวมๆ แล้วละครเวทีปีนี้มีนักแสดงทั้งหมดประมาณ 50 คนค่ะ ทีมงานก็น่าจะอีกประมาณ 50 คนค่ะ

เป็นสเกลงานที่ใหญ่มากเลยนะครับ |

ใช่ค่ะ ใหญ่มาก นี่ยังไม่ได้นับนักแสดงรับเชิญอีกนะคะ คือน่าจะทั่วโคราชเลยค่ะ โรงเรียนสอนการแสดงในโคราชเนี่ยมาหมด โรงเรียนสอนร้องเพลงในโคราช แล้วก็มีพิธีกร เช่น คุณชัญญานุช สุรฉัตร จากเคซีทีวี มีอาจารย์ ดร.วิเชียร์ ก่อกิจกุศล อย่างเนี่ยค่ะ มีคุณครูจอยจาก ลิตเติ้ล คิส ไทยแลนด์ มีคุณเอ ชีวณัฎฐ์ สุภัทโรบล ผู้จัดการมิสแกรนด์นครราชสีมา และ คุณไอซ์ ชรินทร์ทิพย์ ฉิมผักแว่น คือมาเกือบหมด ถามว่าทำไมเราถึงเชิญนักแสดงจากภายนอก เหตุผลก็เพราะเราอยากให้คนโคราชรู้สึกว่านี่คือละครของเรา ละครเวทีเรื่องนี้ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มคิด คิดเล่นๆ ว่าจะทำอะไรกัน ตั้งแต่ช่วงหลังจากที่พระองค์ท่านสวรรคต ก็ช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนค่ะ มาถึงวันนี้ก็ประมาณครึ่งปี

ช่วยเล่าประสบการณ์การทำงานละครเวทีเรื่องนี้ครับ สนุกไหมครับ | 

พูดกันตามตรงส่วนมากมันจะไม่ค่อยสนุกนะ มันจะออกไปทางเครียดซะส่วนใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าเด็ก มทส. ไม่ได้เป็นเด็กที่เป็นนักแสดงตั้งแต่กำเนิด อย่างเด็กวิศวะเกิดมาก็ไม่เคยเล่นละคร ส่วนมากก็ยืนพรีเซ็นต์งานหน้าห้อง ซึ่งก็จะพูดไม่รู้เรื่องบ้าง ตอนเลือกมาครั้งแรกก็ยอมรับว่าเลือกจากหน้าตา เลือกให้ตรงกับคาแร็กเตอร์ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมามากที่สุด โอเคหน้าตาได้แล้ว แต่มาถึงแสดงไม่ได้ เสียงไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง ก็ต้องเคี่ยวให้การแสดงโอเคที่สุด ก็จะมีดราม่าร้องไห้กันไป ก็จะเครียดๆ กันไป แต่ก็จะคลี่คลายกันมาเรื่อยๆ ปัจจุบันก็ถือว่าดีกว่าวันแรกที่เราซ้อม เราก็พอใจ รู้สึกว่าวันแสดงจริงทุกคนจะเต็มที่ คนดูก็จะได้รับความสุขในการรับชมแน่นอน

อาจารย์คิดว่าละครเวทีเรื่องนี้ให้อะไรกับทีมงานและผู้ชมครับ |

พูดถึงเรื่องของการแสดง โดยส่วนตัวมองว่ามันสอนอะไรกับนักศึกษาที่ได้เข้ามาทำกิจกรรมตรงนี้มากมายค่ะ จริงๆ อยากให้มองในสองมิติเนอะ มิติของคนดู และมิติของผู้สร้างหรือว่าทีมงาน ในส่วนของทีมงาน เนื่องจากเป็นเรื่องราวของรัชกาลที่ 9 คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2515 จนถึงปัจจุบัน โดยความจริงคือมันทำให้เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งทีมงานเองก็ได้เรียนรู้จากการทำงานก็คือรู้ว่าเหตุการณ์ช่วงไหนมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมากขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้จากการฝึกประสบการณ์จริง ซึ่งมันไม่มีในห้องเรียน นอกจากนั้นก็จะได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีมเวิร์ค ได้เรียนรู้การประสานงาน ได้เรียนรู้การติดต่อ การผลิตสื่อ การทำเอกสาร ทุกอย่างที่เป็นการทำงาน  มันเหมือนเป็นการบูรณาการที่เขาเรียน บูรณาการความรู้ทุกอย่างที่เขามี

ละครเวทีเรื่องนี้มีเมนหลักเป็นเรื่องราวเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แต่นอกเหนือจากการได้เรียนรู้และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านแล้ว คนดูจะได้อะไรอื่นๆ อีกบ้างครับในการชมละครเวทีเรื่องนี้ |

โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทยซึ่งเคยเกิดขึ้น โดยไล่เรียงกันตั้งแต่ในปี 2515 จนถึงปัจจุบันนะคะ ก็จะเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง อาทิ เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา เหตุการณ์การมีมิสยูนิเวิร์สคนที่ 2 คือคุณปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ มีเหตุการณ์สึนามิ มีเหตุการณ์ฉลองพระราชพิธี 60 ปีครองราชย์ เหตุการณ์ช่วงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เป็นต้น คือเล่าเรื่องของตัวละครผ่านประวัติศาสตร์ คือเด็กจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แน่นอน ส่วนวัยผู้ใหญ่ก็จะได้ร่วมรำลึกและทบทวนเหตุการณ์ในสมัยต่างๆ นอกจากนั้นก็จะมีการสอดแทรกคำสอนของพระองค์ท่านในแต่ละเหตุการณ์ เช่น สอนเรื่องความรัก สอนเรื่องการทำหน้าที่ คือเราก็สอดแทรกไปกับตัวละคร อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นความรู้ที่เราต้องการสอนเด็ก

ฟังแล้วน่าจะเป็นละครเวทีที่เครียดและจริงจังหรือเปล่าครับ |

ไม่เลยค่ะ ละครเวทีเรื่องนี้เรียกได้ว่าครบรสค่ะ มีทั้งเรื่องความรัก ความเศร้า ความแค้น ความโกรธ การแย่งชิง การให้อภัย การยอมรับ การปล่อยวาง และแน่นอนคือเรื่องของความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ค่ะ นอกจากการแสดงตามเนื้อเรื่องที่ได้วางเอาไว้แล้ว เรายังมีไฮไลต์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการมีเพลงพระราชนิพนธ์อยู่ในละครเวทีเรื่องนี้ด้วยค่ะ เราจะมีเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งหมด 9 เพลง เลือกมา 9 เพลง และที่เป็นความภูมิใจของทีมงานก็คือเราได้ทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาต แล้วพระองค์ท่านก็ทรงโปรดอนุญาต อันนี้เป็นเกียรติสูงสุดของทีมงาน โดยนอกจาก 9 เพลงพระราชนิพนธ์ เรายังมีเพลงเทิดพระเกียรติอีกหลายๆ เพลง เช่น เพลงในหลวงของแผ่นดิน ของขวัญจากก้อนดิน จากลูกของแผ่นดิน อันนี้ก็จะเป็นเพลงเสมือนว่าแทนตัวของคนไทยที่สื่อไปถึงพระองค์ท่าน

ทราบมาว่ารายได้ทั้งหมดของละครเวทีเรื่องนี้สมทบทุนเพื่อการกุศล |

ใช่ค่ะ เรานำรายได้ทั้งหมดมอบเข้าโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีค่ะ ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น รายได้จากการขายบัตรทั้งหมดเราให้โรงพยาบาลหมดเลย ก็คือเราได้ทำบุญทั้งทีมงานและผู้ชมหมดเลย

อยากทราบเนื้อเรื่องย่อๆ เป็นน้ำจิ้มก่อนไปชมในวันแสดงจริงครับ |

เอาย่อๆ เนอะ เริ่มแรกก็จะพูดถึงพระเอกชื่อไมตรี ไมตรนี่จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ เรียนมาทางด้านนี้โดยตรง แต่พ่อเขาเป็นทหาร แม่เป็นคุณหญิง พ่อแม่อยากให้เป็นข้าราชการ แต่ตัวไมตรีเองเป็นเด็กหัวดื้อ เป็นเด็กทันสมัย ก็ดึงดันทำงานด้านสื่อโดยไม่ยอมรับราชการที่พ่อแม่คาดหวัง จากนั้นก็มาเจอนางเอกชื่อว่าลออ เธอเป็นครูสอนภาษาไทย ทั้งสองก็รักกัน ก็จะมีตัวร้ายเป็นลูกของเจ้าของโรงเรียนที่นางเอกสอนอยู่มาหลงรักนางเอก ก็จะมาเป็นตัวขัดขวางความรักครั้งนี้ไม่ให้สมหวัง แต่สุดท้ายแล้วพระเอกนางเอกก็ได้แต่งงานกัน ตัวร้ายที่เป็นลูกเจ้าของโรงเรียนก็แค้นใจ เลยไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ทีนี้ก็กลายเป็นสองครอบครัวที่แยกกัน เรื่องราวน่าจะจบลงเท่านี้ แต่จริงๆ ไม่ใช่ค่ะ มันก็จะมาต่อเนื่องกันถึงรุ่นลูก เพราะลูกๆ ของทั้งสองครอบครัวดันมารักกัน 

โรมิโอกับจูเลียตไปอีก |

ถูก ลูกทั้งสองคนรักกัน แต่พ่อแม่ไม่ถูกกัน ก็เลยเป็นปัญหาตามมา ลูกก็หัวรั้นก็จะแต่งงานกัน ทางพ่อก็ห้ามไม่ได้ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะขมวดปมและคลี่คลายสุดท้ายตรงที่เหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ช่วงนั้นก็เลยทำให้เหมือนกับทั้งสองครอบครัวเนี่ยเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เริ่มหันหน้าเข้าหากัน เริ่มรู้สึกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนทั้งชาติ สุดท้ายก็เลยหันหน้าเข้าหากัน แล้วก็เหมือนรวมน้ำใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

มีความรู้สึกเหมือนสี่แผ่นดิน

ประมาณนั้น มีความรัก มีความขัดแย้ง มีเรื่องปมระหว่างรุ่นลูก รุ่นพ่อแม่ และมีเรื่องราวของความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

คาดหวังกับละครเวทีเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ |

ถ้าพูดถึงการคาดหวัง เราไม่ได้คาดหวังเรื่องกำไร เราหวังอยู่ 2 อย่าง คือหวังให้คนดู ดูแล้วเข้าใจ ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมไปกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 9 ไปพร้อมๆ กับเรา คือเราหวังว่าหลังจากที่ปิดม่านแล้ว ผู้ชมจะออกจากโรงละครด้วยน้ำตาที่คลอ แต่ไม่ใช่เสียใจ แต่เป็นน้ำตาของความปลื้มปิติ และได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

อาจารย์อยากขอบคุณใครหรือหน่วยงานไหนเป็นพิเศษไหมครับที่ทำให้เกิดละครเวทีเรื่องนี้ |

เยอะมากค่ะ อาจจำไม่หมดต้องขออภัยด้วยนะคะ หลักๆ ก็ต้องขอบคุณสมาคมเทคโนโลยีสุรนารีที่เป็นแม่งานสนับสนุนงบประมาณ ขอบคุณเทคโนธานี ขอบคุณผู้สนับสนุนในโคราชทุกๆ คนค่ะที่มาช่วยเหลือให้กำลังใจ ขอบคุณผู้บริหาร นักแสดง ทีมงานที่ทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยและสู้ด้วยกันมาตลอดหลายเดือน ขอบคุณผู้ชมทุกคนที่ซื้อบัตรมาชมละครเวทีของเรา ขอบคุณชาวโคราช และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือขอบคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ค่ะที่ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดละครเวทีเรื่องนี้ 

อยากให้อาจารย์เชิญชวนผู้อ่าน MOREmove online มาชมละครเวทีเรื่องนี้ครับ

ก็ขอเชิญชวนนะคะ มาชมละครเรื่องนี้ เป็นละครเวทีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงของเรา มีพระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจ สิ่งที่คุณจะได้รับแน่ๆ ก็คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทย คำสอนดีๆ และล้ำค่าจากพระองค์ท่าน เรื่องราวสนุกๆ ครบรส มีบทเพลงพระราชนิพนธ์และบทเพลงเทิดพระเกียรติเพราะๆ จากนักร้องมือสมัครเล่นและมืออาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือได้ทำบุญ โดยรายได้ทั้งหมดจากการขายบัตรจะมอบเข้าสมทบทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีค่ะ วันแสดงมีวันเดียว 3 รอบ คือวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 มีรอบ 11 โมงเช้า บ่าย 3 โมง และช่วง 1 ทุ่มค่ะ เวลาแสดงประมาณ 3 ชั่วโมง เนื่องจากเรื่องจะยาวมากทั้งหมดจะมี 13 ฉาก ก็จะมีพักครึ่งด้วยค่ะ แล้วก็จะมีวงอูคูเลเล่ของเด็กๆ โคราชมาเล่นให้เรา 3 รอบเลย อันนี้ต้องขอขอบคุณนะคะ ในส่วนของราคาบัตร 99 บาททุกที่นั่ง ตอนนี้บัตรขายไปได้น่าจะประมาณ 70% แล้วค่ะ ค่อนข้างเยอะเป็นประวัติการณ์ของละครเวที มทส. แต่ก็ยังมีที่เหลือนะคะ สามารถซื้อบัตรเข้าชมงานได้ค่ะ มีสองช่องทางคือ อินบ็อกซ์ทางแฟนเพจเฟสบุ้ก ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะมิวสิคัล อีกช่องทางคือซื้อได้ที่หน้าห้องประชุมวิทยพัฒน์ (ห้อง 1500) 12.00-13.00 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-8440130 (กี้) ค่ะ

หลังจากที่ได้รับทราบที่มาที่ไปจากอาจารย์หนึ่งจนน่าจะเข้าใจทะลุแล้ว ผมก็ถือโอกาสนี้เลียบๆ เคียงๆ สัมภาษณ์น้องๆ นักแสดงหลักอีกสองคน คือพระ-นางของเรื่อง น้องออม – ธนภัทร อุทารสวัสดิ์ ผู้รับบทเป็นไมตรี พระเอกของเรื่อง และ น้องแตงอ๋อ – อินทุอร อาญาเมือง ผู้รับบทเป็นลออ นางเอกของเรื่อง … หน้าตาสดใส น่ารักมั่กๆ

ออม – ธนภัทร อุทารสวัสดิ์

เข้ามาแสดงละครเวทีเรื่องนี้ได้อย่างไรครับ |

พระเอก : ชื่อจริงชื่อนายธนภัทร อุทารสวัสดิ์ ชื่อเล่นชื่อออม เรียนอยู่ มทส. ปี 1 ครับ เป็นคนโคราชครับ ถ้าถามว่าเข้ามาแสดงละครเวทีเรื่องนี้ได้ไง ก็เห็นว่าเขามีการแคสติ้งนักแสดง ผมสนใจก็เลยเข้ามาแคสต์ดูครับ ก็ได้รับบทเป็นไมตรี เป็นพระเอกครับ

นางเอก : ชื่ออินทุอร อาญาเมือง ชื่อเล่นชื่ออ๋อค่ะ เรียนชั้นปีที่ 4 ค่ะ วิทยาศาสตร์การกีฬาค่ะ ที่ได้เข้ามาเล่นละครเรื่องนี้ก็เริ่มมาจากอาจารย์หนึ่งอินบ็อกซ์มาหาค่ะ อาจารย์น่าจะเห็นตอนที่เราประกวดมิสยูนิเวอร์ซิตี้อ่ะค่ะ อาจารย์ถามว่าสนใจแสดงละครไหม แต่ช่วงแรกที่อาจารย์ติดต่อไปคือไม่ว่างจริงๆ ค่ะ กำลังทำวิจัยค่ะ แต่พอเราทำวิจัยเสร็จเราก็ว่าง ก็เลยอยากลอง ก็เข้ามาแคสติ้งบทดูค่ะ ก็ได้เล่นเป็นลออค่ะ ถามว่าเคยผ่านงานแสดงมาบ้างไหม ก็ตอบว่าจริงๆ ก็เคยแสดงอยู่บ้างค่ะ เป็นภาพยนตร์สั้นของมหาวิทยาลัยค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีถ่ายแบบบ้าง แต่สำหรับละครเวทีก็เพิ่งเคยแสดงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกค่ะ

ในความคิดของคุณ ตัวละครแต่ละตัวที่คุณรับบทเป็นคนยังไงครับ |

พระเอก : บุคลิกส่วนตัวของไมตรีจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์ เรียนจบมาจากอังกฤษ จากเมืองนอก เป็นคนที่มีอุดมการณ์สูง เชื่อมั่นในตัวเอง ยึดมั่นในตัวเอง และด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว มีพี่บุญธรรมแค่คนเดียว เขาก็จะมั่นใจในตัวเองสูง กล้าทำ กล้าคิด อยากทำอะไรก็ทำเลย

นางเอก : สำหรับบทบาทที่เราได้รับก็คือลออค่ะ เป็นนางเอกของเรื่อง ซึ่งตัวลออเป็นครูสอนภาษาไทย ย้อนไปเมื่อปี 2515 ก็เป็นครูที่มีความอ่อนหวาน พูดเพราะ พูดภาษาไทยสอนภาษาไทยเป๊ะมาก จริงๆ ถือว่าเป็นคนที่ตรงข้ามกับตัวจริงมาก

บทบาทที่ได้รับใกล้เคียงกับตัวตนของแต่ละคนไหมครับ |

นางเอก : จริงๆ ถือว่าเป็นคนที่ตรงข้ามกับตัวจริงมากๆ ปกติเป็นคนยิ้มง่าย เฟรนด์ลี่ บ้าๆ บอๆ คือไม่ได้มีความเรียบร้อย บุคลิกไม่ได้อ่อนโยน พูดช้า พูดถูกหลักภาษาไทยแบบในเรื่อง คือต้องปรับตัวเยอะมาก

พระเอก : ก็มีส่วนใกล้เคียงบ้างบางส่วนครับ ที่ใกล้เคียงตัวผมก็อย่างเช่นความมั่นใจในตัวเอง แต่ตรงกันข้ามกับไมตรีที่เป็นคนไม่ค่อยพูด พูดน้อย ไมตรีนี่ถ้าพูดครั้งหนึ่งก็คือมีแต่ประโยคเด็ดๆ ทั้งนั้นครับ

พูดถึงเรื่องของความยาก-ง่ายในการแสดงบ้าง คือเราสองคนไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อนเลยใช่ไหมครับ ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง |

นางเอก : วันแรก First Reading มันค่อนข้างยาก เพราะว่าเราไม่ได้เข้าถึงตัวละครจริงๆ ก็เหมือนอ่านบทไปเรื่อยๆ แล้วพี่กาย (ผู้กำกับหารแสดง) ก็เป็นคนเทรนว่าเราต้องรู้สึกว่าเป็นคุณครูลออจริงๆ จะต้องพูดช้า พูดเพราะ อ่อนหวาน ก็เลยต้องทำการบ้านหนักมาก กลับไปก็ซ้อมทุกคืน พยายามอ่านบทให้มากๆ เพื่อให้เราเข้าถึงบทบาทของครูลออมากที่สุด

พระเอก : ที่เป็นปัญหาของผมก็จะเป็นการออกเสียง ว่าต้องออกอย่างไรให้เสียงดัง ชัดเจน ฟังง่าย ไม่แสบคอ ไม่ฟังเพี้ยน ก็ค่อยๆ ปรับมาเรื่อยๆ ครับ ตอนนี้ก็โอเคขึ้นครับ ในส่วนของการแสดงก็จะเป็นการแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ ให้เข้ากับบทบาท ซึ่งโดยส่วนใหญ่มันทำได้ล่ะครับ แต่มันต้องใช้เวลา ที่คิดว่ายากตั้งแต่ซ้อมมาเลยก็จะเป็นซีนที่เข้าฉากกับนางเอกครับ เป็นฉากรักกัน เป็นฉากโรแมนติก ถามว่ายากตรงไหนก็จะเป็นเรื่องของการเขินอายกันนะครับ เรายังไม่ได้สนิทอะไรมากในช่วงแรก เขาก็จับมาเข้าฉากแบบนี้เลย แต่พอทำงานด้วยกันไปนานๆ เราก็สนิทกันมากขึ้น ก็ทำให้ตัวเราเริ่มมีอินเนอร์เข้าไปเรื่อยๆ

นางเอก : ใช่ค่ะ เวลาเข้าฉากกับพระเอกมันจะเป็นฉากโรแมนติก ตรงนี้ยากค่ะ เพราะโดยส่วนตัวคือปกติจะไม่ค่อยมีความรู้สึกเรื่องรักๆ เหมือนคนอื่นเขา พี่กายจะบอกว่าเราสองคนไม่เหมือนรักกันจริงๆ เลย คือทำยังไงสายตาก็ไม่ส่งถึงกัน คือทำไม่ได้สักที เนื้อเรื่องคือต้องแต่งงาน ต้องรักกันจริงๆ ตอนแรกเครียดมาก เราก็ต้องทำการบ้านค่ะ ก็โฟกัสที่ผู้แสดง เขาเป็นคนรักของเรานะ หลังๆ มาก็เริ่มโอเคเข้าถึง อย่างที่บอกว่าไม่เคยเล่นละครเวทีเลย แต่พอได้ลองเล่นก็รู้สึกชอบนะคะ คนละด้านกับวิทยาศาสตร์ มีความรู้สึกว่ามันยากคนละแบบ พอได้มาอยู่ตรงนี้นานๆ รู้สึกว่ามีความสุขดี มันโอเค

แตงอ๋อ – อินทุอร อาญาเมือง

ถามถึงความพร้อมในการแสดง ถึงวันนี้เราคิดว่าตัวเองพร้อมหรือยังครับ |

พระเอก : คิดว่าประมาณ 90% แล้วครับ อีก 10 % คือต้องรอดูตอนซ้อมจริงและการแสดงจริงครับ

นางเอก : ถ้าถามส่วนตัวนี่คือพร้อมนะคะ อยากให้ถึงวันจริงค่ะ พร้อมมาก เราอยากแสดงให้ทุกๆ คนได้ดูกันค่ะ เพราะทั้งเนื้อเรื่อง โปรดักชั่น นักแสดง และทีมงานตั้งใจกันจริงๆ อยากทำให้สมบูรณ์ที่สุด อยากทำให้ผู้ชมประทับใจกับละครเรื่องนี้ค่ะ

ถามถึงเรื่องของการแบ่งเวลากันบ้าง แบ่งเรื่องเรียนและกิจกรรมอย่างไรครับ

พระเอก : การแบ่งเวลาสำคัญครับ ช่วงกลางวัน 8 โมงถึง 4โมงเย็นก็จะเป็นเรื่องของการเรียนครับ แต่ก็จะมีบางช่วงเวลาที่ไม่ได้เรียนเต็มวัน เราก็เอาเวลาตรงนั้นมาพักผ่อนบ้าง อ่านหนังสือทบทวนบ้าง ส่วนในช่วงเย็นก็จะเป็นช่วงซ้อมครับ เราก็เต็มที่กับการซ้อม เต็มที่ในแต่ละช่วงเวลาไป เชื่อว่ากิจกรรมตรงนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบกับการเรียนครับ น้อยมากถ้าเราจัดตารางเวลาเราให้ดี

นางเอก : ใกล้จบแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้ลงวิชาอะไรเลยค่ะ เหมือนเราจบแล้ว จบก่อน เทอมนี้ก็จะว่าง แต่ก็มีงานวิจัยอะไรด้วย ก็มีเวลามาซ้อมเต็มที่ค่ะ

อยากให้ทั้งสองคนเชิญชวนชาวโคราชมาชมละครเวทีเรื่องนี้ครับ

พระเอก : ขอเชิญชวนให้มาดูกันเยอะๆ ครับ เพราะละครเวทีเรื่องนี้นอกจากจะเป็นเรื่องราวซึ่งถ่ายทอดออกมาจากความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว ยังมีเรื่องของความรักความโรแมนติก สายสัมพันธ์ครอบครัว ความถูกต้อง ความแค้น ความเศร้า ความปลื้มปิติ ครบทุกรสครับ

นางเอก : ก็อยากจะเชิญชวนให้มาดูละครเรื่องนี้ค่ะฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 The Musical เปิดม่านการแสดง 28 พฤษภานี้ค่ะ ทุกคนตั้งใจทำมาก อยากให้ทุกคนมาดูกันเยอะๆ นะคะ

เสร็จสิ้นภารกิจการสัมภาษณ์เพื่อถ่ายทอดให้ผู้อ่านโดยครบถ้วนสมบูรณ์ ผมและทีมงานก็เลยถือโอกาสนั่งชมน้องๆ ซ้อมการแสดงแบบเพลินๆ ฟังเพลงเพราะๆ จากน้องๆ นักร้องอายุประมาณเด็กหญิง และสัมผัสบรรยากาศ โดยเฉพาะพลังงานของวัยรุ่น นึกไปก็ย้อนไพล่ไปนึกถึงช่วงวัยละอ่อนในสมัยเป็นนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ความสุขแบบปลอดความเครียดจากเรื่องความดี อย่างน้อยก็ช่วยให้หลบออกมาจากปัญหาเรื่องงานไม่มากก็น้อย คิดแล้วก็อยากย้อยวัยจังเลยเนอะ

อย่างไรก็อย่าลืมไปชมละครเวทีเรื่องนี้กันเยอะๆ นะครับ ย้ำกันอีกทีว่านี่คือ “ละครเวทีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงของเรา มีพระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจ สิ่งที่คุณจะได้รับแน่ๆ ก็คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทย คำสอนดีๆ และล้ำค่าจากพระองค์ท่าน เรื่องราวสนุกๆ ครบรส มีบทเพลงพระราชนิพนธ์และบทเพลงเทิดพระเกียรติเพราะๆ จากนักร้องมือสมัครเล่นและมืออาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือได้ทำบุญ โดยรายได้ทั้งหมดจากการขายบัตรจะมอบเข้าสมทบทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี วันแสดงมีวันเดียว 3 รอบ คือวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 มีรอบ 11 โมงเช้า บ่าย 3 โมง และช่วง 1 ทุ่ม เวลาแสดงประมาณ 3 ชั่วโมง บัตรราคา 99 บาททุกที่นั่ง สามารถซื้อบัตรเข้าชมงานโดยมีสองช่องทางคือ อินบ็อกซ์ทางแฟนเพจเฟสบุ้ก ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ เดอะมิวสิคัล อีกช่องทางคือซื้อได้ที่หน้าห้องประชุมวิทยพัฒน์ (ห้อง1500) 12.00-13.00 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 087-8440130 (กี้)

นั่งปั่นงานจนมองนาฬิกาอีกทีก็ตี 2 ครึ่ง พักก่อนดีกว่า ง่วงชิบ สวัสดี

ปิดม่าน .


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments