12 Min. read

มีคำกล่าวที่ว่า “รากฐานของตึกนั้นคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา” คำกล่าวนี้สำแดงชัดว่าการศึกษามีความสำคัญมากเพียงใดต่อมวลมนุษยชาติ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หากต้นไม้มีรากที่แข็งแกร่งเกี่ยวยึดมั่นคงบนดินที่แน่นหนัก แม้ลำต้นจะสูงใหญ่เพียงใด แม้กิ่งก้านสาขาจะแผ่ปกคลุมกว้างขวางเพียงใด แม้ว่ากลุ่มใบจะแออัดขนัดแน่นสักปานใด และแม้ว่าจะโดนอุบัติภัยจากธรรมชาติสาดซัดโหมพุ่งสักเท่าไร ต้นไม้ต้นนั้นก็สามารถหยัดยืนได้อย่างทรนงองอาจและสง่างามตราบนานเท่านาน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สมัยหนึ่ง การศึกษาไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นเอก เสริมส่งพลเมืองของชาติให้มีคุณภาพเพื่อสร้างสังคมอันศิวิไลซ์ หากสมัยนี้ การศึกษาไทยถูกมองว่าอ่อนแอ ล้มเหลว และผุพัง เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และทำอย่างไรจึงจะโหมกระพือความสำเร็จให้กลับมาผงาดขึ้นดังที่เคยเป็น … หรือดีกว่าเดิม นั่นคือคำถามที่ต้องการคำตอบ หากก็ยังไร้คำตอบที่แน่ชัด กระจ่าง มากพอให้เชื่อว่า การศึกษาไทยยังมีความหวัง พลเมืองรุ่นถัดๆ ไปที่กำลังจะเข้าสู่ระบบหรืออยู่ในระหว่างสายพานของระบบจะเปี่ยมคุณภาพและมีความเหมาะสมมากพอในการเป็นอนาคตของชาติ และของโลก

ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ปูชนียบุคคลด้านการศึกษาของไทย คือผู้ที่น่าจะไขความกระจ่างในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดียิ่งคนหนึ่ง แน่นอนลูกศิษย์ลูกหาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีทุกคนต้องรู้จักท่าน ทุกคนเคารพศรัทธา เพราะท่านก็เปรียบได้กับศูนย์กลางจิตใจของชาว มทส. ซึ่งท่านได้มาปรากฏตัวขึ้นภายในงาน ‘เสวนา SUT Smart City Innovative & Sufficiency Town : สุรภิวัฒน์มัชฌิมาธานี’ ณ ห้องบรรณสารสาธิต ศูนย์บรรณสารและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา หลังจากงานเสวนา ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยกับท่านอย่างใกล้ชิด แอบเกร็งในช่วงแรกเพราะรู้สึกเตรียมตัวมาน้อยมาก (รู้ว่าจะได้สัมภาษณ์เอาในวันนั้นเลย เตรียมคำถามมาแบบล่กๆ) แต่ท่านที่ดูภายนอกเพียงผิวเผินค่อนข้างเฮี้ยบอย่างครูสมัยก่อนกลับเป็นกันเองและมีคำตอบที่คมคายเหลือเกิน ใครบอกว่าอายุที่มากขึ้นจะทำให้ความเฉียบแหลมและไหวพริบน้อยลงนี่เถียงขาดใจ ท่านคือเครื่องลายครามในพระราชวังสมัยราชวงศ์ชิงที่แท้จริง หายากและสูงค่า

บอกเลยว่างานนี้เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพราะท่านเป็นสุดยอดนักปราชญ์แห่งแผ่นดินผู้มีชื่อเสียงและความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ แต่ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งท่านอาจไม่ทราบมาก่อน อาจไม่ใช่ลูกศิษย์จากรั้วแสดทอง แต่ก็เป็นลูกศิษย์จากรั้วเขียวทอง มสธ.ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นอธิการบดีคนแรกเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นคือด้วยความที่เป็นครอบครัวครู และท่านคืออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ … ดีใจสุด!!

ในสายตาของท่าน มทส. ณ วันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ |

ผมว่าเขาโตเต็มแผนนะครับ โตตามแผนแล้วก็ได้มีการดำเนินการเรื่องต่างๆ ต่อเนื่องและเป็นไปในทิศทางที่มีลักษณะเชื่อมโยงกัน เอาจริงๆ ผมมองว่าไปได้เร็วกว่าที่ผมคาดเอาไว้เสียอีก เพราะว่าไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนในประเทศไทยที่ทำมาได้เพียง 18-19 ปีแล้วสามารถเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติได้ ที่อื่นก็มักจะต้องดำเนินงานมานานกว่า 50 ปีจึงจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติได้ เพราะฉะนั้นมันก็ชัดว่าการที่ได้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐฯ การที่ได้มีโอกาสศึกษาและวางแผนกันอย่างรัดกุม การที่เราเคร่งครัดในเรื่องคัดเลือกอาจารย์ที่เก่งมาตั้งแต่ต้น การที่เราเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางซึ่งเราเลือกในสิ่งที่เราจะเก่งได้เนี่ย มันทำให้เราไปได้เร็วและมีผลงานที่สร้างสรรค์ที่คนอื่นยอมรับได้เร็ว

แสดงว่าจริงๆ แล้วท่านได้วางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วใช่ไหมครับ |

ต้องบอกว่ามันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มันเร็วกว่าที่คาด ผมไม่อยากให้เครดิตตัวเองขนาดนั้นว่าเป็นคนทำให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเจริญก้าวหน้าได้อย่างที่เห็นทุกวันนี้ แต่ผมสามารถบอกได้ว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด ข้อแรกคือผมเชื่อว่าความต่อเนื่องอันนี้สำคัญมาก ตรงนี้เป็นเรื่องของงานบริหารและการดำเนินการด้านนโยบาย มหาวิทยาลัยต่างๆ มักจะมีการเปลี่ยนผู้บริหารอยู่เรื่อยๆ ตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่พอเปลี่ยนทีก็เปลี่ยนนโยบายเปลี่ยนทิศทางไปด้วย ความต่อเนื่องในการดำเนินงานจึงไม่ค่อยมี แต่ที่ มทส. เนื่องจากว่าภาวะผู้นำที่มีอธิการบดีมา 3  คน ในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 คนเนี่ยทำงานต่อเนื่องสอดคล้องตามแผนกันหมด แม้แต่เรื่องผังแม่บทเนี่ย บางมหาวิทยาลัยก็ทำผังแม่บทเหมือนกับที่เราทำเป็นอย่างดี แต่หาไม่เจอหรอกครับ เพราะคนมาบริหารทีหลังเนี่ยเขาก็คิดว่ามันไม่ได้สำคัญ เขาคิดอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่ต่อเนื่อง แต่ที่นี่มีความต่อเนื่องและก็เสริมต่อให้มันดีขึ้น ไปในทิศทางเดียวกันตลอด

นอกจากเรื่องของงานบริหารและการดำเนินการด้านนโยบายที่ต้องต่อเนื่องและสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยเสริมส่งให้องค์กรอย่างมหาวิทยาลัยมีความก้าวหน้าอย่างมั่นคงอีกไหมครับ |

ปัจจัยที่สองเป็นปัจจัยที่ผมเชื่อว่าสำคัญที่สุดนะครับ “Great teacher are the beginning of university development. – อาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนามหาวิทยาลัย” มทส.ของเราโชคดีที่เราคัดสรรคนที่มีความเก่งกล้าสามารถเข้ามาเป็นคณาจารย์ ปัจจัยตรงนี้ทำให้มหาวิทยาลัยโตได้มากและโตได้เร็ว อันนี้ชัดเลย ที่ไหนมีอาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถและอุทิศตนทุ่มเทให้กับการทำภารกิจของอาจารย์เนี่ย ที่นั่นจะไปเร็วหมดล่ะครับ ซึ่งเอาจริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้บริหารหรือคณาจารย์เท่านั้นนะครับที่ทำให้มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว บุคลากรทั้งหมดคือผู้ช่วยชั้นดี เพียงแต่ว่าจริงๆ แล้วแกนนำอยู่ที่คณาจารย์ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นองค์กรทางวิชาการ เพราะฉะนั้นนักวิชาการก็ถือว่าเป็นแกนนำ เมื่อมีแกนนำที่ดีมันก็เดินไปได้เร็ว

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

Great teacher are the beginning of university development.

“อาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนามหาวิทยาลัย”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มทส. วางตัวเองให้เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่คู่เคียงสังคม โดยชูภารกิจ ‘จากหิ้งสู่ห้าง’ อยากให้ท่านช่วยขยายความภารกิจนี้ครับ |

แต่เดิมมหาวิทยาลัยต่างๆ มักจะถูกมองว่าเป็นเหมือนหอคอยงาช้าง คิดจะทำอะไรก็ตามสังคมมักจะไม่ได้ประโยชน์ เช่นงานวิจัยก็ทำขึ้นเพื่อตัวคนทำวิจัยคนเดียว เพื่อเอาไปวางไว้บนชั้น แต่นำมาทำประโยชน์อะไรใดๆ ไม่ได้ แต่ มทส.อยากให้งานวิจัยศึกษาต่างๆ สามารถนำมาใช้ได้จริง มีประโยชน์ต่อสังคมได้จริงๆ เพราะฉะนั้นเรื่องต่างๆ ที่ทำเราใช้องค์ความรู้แล้วก็เน้นการประยุกต์ให้เห็นผล มีบูรณาการศาสตร์ความรู้หลายๆ แขนงเพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดแก่สังคมและชุมชน จะเห็นว่าหลายๆ งานวิจัยของ มทส.ทำได้อย่างภารกิจของมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างงานวิจัยเรื่องไก่โคราช โดยเอาไก่พื้นบ้านมาผสมกับไก่พันธุ์ จนสำเร็จเป็นเนื้อไก่คุณภาพ ตรงนี้ชาวบ้านได้ประโยชน์เต็มที่ งานวิจัยไม่ใช่จบแค่ให้ชาวบ้านเอาพันธุ์ไก่ไปเลี้ยงแล้วขายได้เงิน แต่เราบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เพิ่มเติมเข้าไปให้ชาวบ้านได้รู้จักวิธีการบริหารจัดการด้านแรงงาน ทุน และกำไร คือโดยปกติชาวบ้านอาจขายได้ขายดี แต่ทำไมยิ่งขายดียิ่งจนลง นั่นเพราะพวกเขาไม่รู้จักการบริหารจัดการที่ดี เราอาศัยใช้ไก่โคราชเข้าไปหาชาวบ้านเพื่อให้ทั้งอาชีพและสอนเรื่องของการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ

พูดง่ายๆ ก็คือการวิจัยแล้วขึ้นหิ้งเนี่ยไม่มีประโยชน์ แต่การวิจัยที่ดีต้องนำผลที่ได้ไปประยุกต์แล้วทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ อันนี้เขาเรียกทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งนั้นต้องมีทรัพย์สินทางปัญญา ฝรั่งเรียกว่า IP ก็คือ Intellectual Property มทส.เรามี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง คือเน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความจำกัดมันมีอยู่ในเรื่องของมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง งานวิจัยต่างๆ ที่ไปถึงประชาชนอาจไม่กว้างขวางครบทุกศาสตร์เหมือนกับมหาวิทยาลัยที่เขาเล่นทุกด้าน แต่เมื่อเล่นทุกด้านมันเก่งทุกด้านก็ดีไป แต่ปัญหาคือพอเล่นทุกด้านมันก็ไม่ได้เก่งทุกด้าน เพราะฉะนั้นกรณีนี้ก็ต้องคิดในทำนองว่าเรามีสาขาวิชาน้อยกว่าที่อื่นก็จริง แต่เรามีสาขาวิชาที่เข้าถึงและเป็นประโยชน์กับประชาชนเนี่ยไม่น้อยไปกว่าที่อื่นเลย ผมมองว่าสาขาวิชาจะมากจะน้อยไม่สำคัญ มันสำคัญที่ว่าเราได้ทำสื่งที่เป็นความต้องการของสังคมส่วนรวมหรือเปล่า

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

การวิจัยแล้วขึ้นหิ้งเนี่ยไม่มีประโยชน์ แต่การวิจัยที่ดีต้องนำผลที่ได้ไปประยุกต์แล้วทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ อันนี้เขาเรียกทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งนั้นต้องมีทรัพย์สินทางปัญญา ฝรั่งเรียกว่า IP ก็คือ Intellectual Property

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มองอนาคตของ มทส. เอาไว้อย่างไรบ้างครับ |

ผมคาดหวังอย่างนี้ครับ ผมมองในข้อเท็จจริงที่ว่าในอนาคตคนเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคม หากเราปราศจากเทคโนโลยีเราจะไม่มีทางแข่งขันกับใครได้ เพราะโลกทั้งโลกทุกวันนี้มันชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการที่เรามีฐานความรู้ที่ดีแล้วก็นำไปสู่การขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาเนี่ยคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาชีวิตและสังคมโลก แต่ตอนนี้คนไทยยังติดอยู่ที่กับดักรายได้ปานกลางซึ่งไม่ขยับไปไหนสักที นั่นก็เพราะเรามีจุดอ่อนในเรื่องเทคโนโลยี เราไม่เรียนรู้หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ในการใช้ชีวิต ประกอบอาชีพ และอื่นๆ เราไม่มีตัวขับเคลื่อน ซึ่งตัวขับเคลื่อนที่ว่าก็คือเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดจากเทคโนโลยีครับ มทส.คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ซึ่งผมมองว่าตอบโจทย์ในการพัฒนาชีวิตคนและประเทศชาติ ผมมองอนาคตของ มทส. ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศและคนในชาติให้เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่านานาอารยประเทศ

เคยอ่านบทความของอาจารย์ที่พูดถึงการศึกษา 4.0 อยากให้อาจารย์ช่วยขยายความครับ |

พูดถึงการศึกษา 4.0 เนี่ย มันมี 3 เรื่องหลักๆ เท่านั้นล่ะครับ เรื่องที่ 1 คือทำอย่างไรการศึกษาจึงจะสร้างทุนมนุษย์ตั้งแต่ระดับต้นถึงระดับอุดมศึกษาให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ เป็นพลเมืองที่ดีของประชาคมโลก และเป็นพลโลกได้ แล้วก็มาถึงระดับอุดมศึกษาก็หมายความว่าเป็นกำลังคนที่จะไปขับเคลื่อนการพัฒนาที่ตรงตามความต้องการใช้ประโยชน์ได้จริง ต้องเน้นตรงนี้นะครับ ต้องตามความต้องการแล้วใช้ประโยชน์ได้จริง ปัจจุบันเราผลิตยังไม่ตรงตามความต้องการ หลายสาขายังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เพราะคุณภาพยังด้อย ต้องทำตรงนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องการพัฒนาคนเป็นหน้าที่การศึกษาทุกระดับ และถ้าจะพัฒนาคนให้เป็นทั้งคนดีคนเก่งนั่นคือเรื่องใหญ่ ถ้าเราจะสู้กับใครได้ต้องทำตรงนี้ให้สำเร็จ

เรื่องที่ 2 คือเรื่องของการที่เราต้องใช้การศึกษาให้เป็นแหล่งของการสร้างความรู้ใหม่เพื่อที่จะเอาความรู้ใหม่ไปใช้ในอุตสาหกรรมก็ดี ธุรกิจบริการก็ดี มันจำเป็นต้องมีความรู้ใหม่เข้าไปทดแทน เพราะว่าโลกมันเปลี่ยน ความรู้ก็ต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก การสร้างความรู้เป็นกระบวนการวิจัย ถ้าเราวิจัยเพียงเพื่อเอาไปขึ้นหิ้งมันก็ไม่มีประโยชน์ วิจัยแล้วต้องส่งผลไปให้กับคนที่เขาจะเอาไปทำประโยชน์ด้วย เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่เป็นหน่วยงานที่จะนำงานวิจัยไปใช้จริง แต่มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานที่ส่งต่อความรู้ไปสู่คนที่จะนำไปทำให้สามารถใช้ได้จริง ต้องเป็นประโยชน์ได้จริง

เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของนวัตกรรม เขาบอกว่ามันเป็นยุคที่ตอนนี้เราไม่ได้ใช้เครื่องจักรไอน้ำแล้ว เราไม่ใช้พลังงานน้ำ ลม เรามาถึงจุดที่ต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผมหมายความว่าการสร้างนวัตกรรมเนี่ยไม่ใช่ปล่อยให้อุตสาหกรรมหรือธุรกิจบริการเขาสร้างได้เอง แน่นอนที่ว่าเขาอยากได้นวัตกรรมเพื่อใช้ขับเคลื่อนธุรกิจหรือบริการของเขา ซึ่งแหล่งที่จะสร้างนวัตกรรมได้มากคือมหาวิทยาลัย แต่ปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่านวัตกรรมที่มหาวิทยาลัยสร้างนั้นมันจะตรงกับเรื่องที่เขาต้องการหรือเปล่า ถ้าเราไม่ matching ตรงนี้ให้ได้มันก็ยังไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า เพราะเหตุว่าเรื่องของการวิจัยก็ดี สร้างความรู้ก็ดี นวัตกรรมก็ดี ถ้ามันไม่ตรงกับความต้องการและมันใช้ประโยชน์ไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ สรุปง่ายๆ คือ การศึกษา 4.0 ต้องมุ่งพัฒนา 3 เรื่องคือคน ความรู้ และนวัตกรรม

ในทัศนะของท่าน เหล่าคณาจารย์ของ มทส.ทำวิจัยตอบสนองนโยบาย การศึกษา 4.0 แล้วหรือยังครับ |

คือมันเป็นอย่างนี้ วิจัยเนี่ยบางเรื่องมันส่งผลไปสู่ความรู้ใหม่ซึ่งเอาไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนทำให้ความรู้มันดีขึ้น ทันสมัยขึ้น นักศึกษาได้รับประโยชน์ ตรงนี้เป็นงานวิจัยแบบการสร้างคน เพราะความรู้เป็นเรื่องสำคัญนะ ฉะนั้นอย่าไปละเลยโดยวัดแต่เพียงจากหิ้งลงห้างเท่านั้น เพราะบางครั้งมันอาจจะไปที่หิ้งไม่ได้ลงห้างโดยตรง แต่งานวิจัยตรงนั้นมันอาจจะไปเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจให้นักศึกษา แล้วทำให้นักศึกษาฉลาดขึ้น เขาก็นำไปพัฒนาตัวเอง อาชีพ หรือสังคมต่อ ตรงนี้เรียกว่า Basic Research หรือการวิจัยขั้นพื้นฐานที่ส่งผลความรู้ใหม่ไปสู่การพัฒนาคนให้มีความรู้ทันสมัยถูกต้องดีขึ้น ตรงนี้มันช่วยให้คนดีขึ้น เก่งขึ้น อันนี้ไม่มีใครวัด งานวิจัยส่วนนี้ต้องรับยอมว่ามันจะต้องมีอยู่ ส่วนที่ 2 คือการวิจัยประยุกต์ที่คนเขาจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้ทันที ตรงตามความต้องการ อันนี้มันไม่มีใครหรอกครับที่จะตรัสรู้ฝ่ายเดียว เช่น นักวิจัยเขาจะรู้ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ หน้าที่ที่มันขาดในเมืองไทยใครคือคนทำหน้าที่ในการ matching ฝ่ายที่ต้องการใช้ต้องบอกความต้องการ

คือถ้าจะให้งานวิจัยแบบประยุกต์ได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งฝ่ายนักวิชาการและผู้ปฎิบัติการ หน่วยงานของรัฐหรือผู้ประกอบการต้องมาคุยกัน จอยกัน เพื่อให้งานวิจัยต่างๆ มัน matching สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตรงตามความต้องการที่สุด |

คืออีกฝ่ายที่จะทำก็ต้องรู้ความต้องการ แล้วก็ดูว่าตัวเองเนี่ยตอบสนองต่อความต้องการนั้นได้ไหม ขณะนี้มันไม่มีสะพานเชื่อมตรงนี้ อุตสาหกรรมอยากได้นั่นอยากได้นี่ แต่เคยไหมที่จะมาบอกความต้องการกับทางมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม ความต้องการที่ชาวมหาวิทยาลัยจะนำมาต่อยอดเป็นงานวิจัย เพราะฉะนั้นผมเข้าใจทั้งหมดที่พูดกันเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะต้องมีการสร้างการเชื่อมโยงตรงนี้ให้ได้ ระหว่างความต้องการกับการตอบสนอง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เรื่องทั้งหมดเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องพูด มันเรื่องทำ ถ้าเราดึงให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกันกับทางอุตสาหกรรมหรืองานธุรกิจบริการ ฯลฯ เศรษฐกิจ นวัตกรรม การศึกษา ประเทศชาติจะพัฒนาไปได้มาก เมื่อฝ่ายหนึ่งบอกความต้องการ สนับสนุนให้เกิดการวิจัย อีกฝ่ายสร้างงานวิจัย แล้วนำมาสนองความต้องการของฝ่ายแรกแบบตรงจุด ทุกอย่างก็สัมฤทธิ์ผล เป็นไปในทิศทางเดียวกัน วินวินทั้งคู่ ซึ่งหลายๆ เรื่องมันต้องการการสนับสนุน นอกเหนือจะบอกความต้องการ ทางฝ่ายที่เป็นผู้ต้องการเนี่ยมีความสามารถในการสนับสนุนให้เขาทำไหม

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ขอถามท่านว่า ตอนนี้มีการนำเสนอข่าวที่พูดถึงระบบการศึกษาไทยว่ามีความล้าหลังมาก สู้ประเทศอื่นๆ ในโลกและในอาเซียนไม่ได้เลย ท่านคิดว่าจะทำอย่างไรให้การศึกษาของไทยดีขึ้นครับ |

คืออย่างนี้ มันต้องแยกแยะนะครับ ในภาพรวมเนี่ยดูเหมือนเป็นอย่างนั้น ซึ่งผลการประเมินที่ว่าก็อาจจะเป็นผลมาจากการวัดจากพีซ่า (PISA หรือ Programme  for  International  Student   Assessment ซึ่งเป็นโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติของประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ ดำเนินการโดย OECD (Organization for Economic Cooperation and Development – ผู้เขียน) อะไรต่างๆ คือถ้าเรายอมรับว่าสภาพและคุณภาพทางการศึกษาสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องหันมาดูว่าอะไรคือปัจจัยที่จะสู้ได้ เราตอบได้หรือยังว่าตอนนี้การศึกษาไทยมันขาดอะไรบ้างถึงทำให้สู้การศึกษาของประเทศอื่นไม่ได้ ทั้งที่การลงทุนทางการศึกษาของเราสูงกว่าหลายๆ ประเทศในอาเซียนด้วยซ้ำ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แต่เด็กไทยก็พบเด็กเก่งๆ หลายคนนะครับ ที่ไปแข่งโอลิมปิกวิชาการได้รับเหรียญรางวัลมาก็มากมาย ตรงนี้การประเมินคุณภาพการศึกษาด้วยระบบต่างๆ ยุติธรรมกับระบบการศึกษาไทยและเด็กไทยไหมครับ |

ปัญหาทั้งหมดเนี่ยอย่าไปวัดตรงนั้น ถ้าเราไปวัดเอากับเด็กเหล่านั้นมันเป็นการวัดที่ไม่ตรงจุด เพราะเด็กเก่งๆ เหล่านั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนประชากรเด็กไทยทั้งหมดได้จริงๆ เพราะเขาเป็นแค่คนส่วนน้อยในจำนวนทั้งหมด เราต้องการความเก่งของเด็กโดยรวม แล้วก็วัดโดยรวม แต่นี่ปัญหาที่เมืองไทยขาดก็คือว่าใครตอบได้ว่า ณ ตอนนี้ที่มันมีสภาพเช่นนี้ก็เพราะระบบการศึกษาไทยมันขาดปัจจัยอะไร ถ้าเราวิเคราะห์ออกมาได้เราก็จะแก้ปัญหานั้นๆ ได้ถูก ถ้าให้ผมเดา ปัญหาอันดับหนึ่งเลยก็คือคุณภาพของครู

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

พูดถึงคุณภาพครู ตรงนี้ทำให้ผมทบทวนกลับไปในช่วงแรกๆ ที่ท่านกล่าวว่า ที่ มทส. พัฒนาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ ปัจจัยสำคัญคือคุณภาพของคณาจารย์ ในทำนองเดียวกัน ถ้าระบบการศึกษาไทยโดยรวมจะพัฒนาขึ้นได้ กลไกสำคัญก็คือคุณภาพครูใช่ไหมครับ |

ต้องบอกว่าที่ มทส.วิ่งแข่งตามใครเขาได้แล้วแซงเขาได้ก็เพราะเรามีอาจารย์ที่ดี แล้วถามว่าโรงเรียนทั้งหลายเนี่ยมันมีอาจารย์ดีแค่ในเมืองไม่กี่โรงเรียน โรงเรียนหลังเขา ชายเขต ไม่ได้เรื่อง พูดกันตามตรง สมัยนี้เงินเดือนครูก็เยอะ เยอะขึ้นทุกวัน แต่ว่าคุณภาพครูไม่ได้ การขาดแคลนครูยังมีอีก อย่างวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา หาครูดีไม่ได้ แล้วเราจะไปสู้เขาได้ยังไง

ปัญหาหลักในเรื่องความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยเป็นเรื่องของครูใช่ไหมครับ |

ครูนี่เป็นตัวหลัก นอกจากนั้นก็จะเป็นวิธีการเรียนการสอนที่ต้องมีการพัฒนากันใหม่ จะสอนแบบนกแก้วนกขุนทองท่องจำเหมือนแต่ก่อนคงไม่ได้ คงต้องปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนกันใหม่ แต่ทีนี้ใครล่ะที่จะมาเป็นคนมาบอกว่าวิธีการเรียนการสอนที่ดีที่เหมาะสมมันเป็นอย่างไร จากนั้นจึงค่อยเอาตรงนี้ไป change ครู

ผมมองอย่างนี้ครับว่า แม้คนเรียนครูจะดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเพราะอาชีพนี้มีงานทำแน่นอน เงินรายได้อะไรต่างๆ ก็สูงขึ้น แต่ถ้าเด็กที่ดีขึ้นไปเรียนกับคณาจารย์ที่แย่ลงมันจะได้อะไร เพราะฉะนั้นมันต้องวิเคราะห์ตรงนี้ออกมาให้ชัด ผมยังไม่เคยได้ยินใครพูดชัด ผมเข้าใจว่า TDRI ที่วิจัยตอนหลังเนี่ยมันชัดกว่าคนอื่นที่เขาเอาภาพมาให้ดู อย่างเรื่องงบประมาณของเราเนี่ยสูงมากกว่าหลายประเทศอีก เขามาดูเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือนครูก็ดีขึ้นๆ แต่สิ่งที่เขาสรุปก็คือ คุณภาพครูไม่ดีมีแต่ปริมาณ ทำยังไงจะพัฒนาครูให้เก่งแต่เขาก็หยุดไว้แค่นั้น เขาไม่ได้ดูต่อว่าแล้วทำไงล่ะ

แล้วแบบนี้จะแก้ไขอย่างไรดีครับ |

ทำเหมือนสมัยผมไหมล่ะ ทำได้ไหมล่ะ เอาคนจบศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง เช่น จะสอนวิทยาศาสตร์ก็จบวิทยาศาสตร์บัณฑิตมาก่อนถึงมาเป็นครู

ก็คืออย่างน้อยครูก็ต้องเก่งในเรื่องของศาสตร์วิชาที่จะมาสอนก่อน |

จริงไหมล่ะ ถ้าคุณไม่มีวิชาที่จะสอน มีแต่วิธีมันก็ไม่ได้ อันนี้ทั้งวิธีมันก็ไม่ได้ วิชามันก็ไม่ค่อยได้ แล้วเอาอะไรไปสอน จริงๆ แล้วก็มีอยู่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าคนเรียนครูคือคนที่สอบเข้าอะไรไม่ได้เลย นี่ผมไม่ได้พูดถึงสถาบันใดสถาบันหนึ่งนะครับ อันนี้คือต้องเข้าใจด้วย ผมหมายถึงคนที่เรียนครูต้องใช้คำอย่างนี้ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่มีคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ก็เป็นคณะที่หกที่เจ็ดที่เขาจะเลือกเอนทรานซ์ ครูไม่ใช่คณะที่หนึ่งที่สองที่เด็กจะเลือก แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นนะเพราะเมื่อครูมีงานรออยู่ เด็กเก่งก็เริ่มจะหันมาให้ความสนใจ แต่ปัญหาของเขาคือว่าถ้าเขามาเรียนครูแล้วเขาไม่ได้อยู่ในสถาบันที่มีครูที่สอนเขาเก่งมากพอ ในที่สุดก็ไม่ทำงานด้านครู เรียนจบแล้วก็ไปทำอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด เป็นแอร์ฯก็เยอะ ทำอาชีพอื่นหมด คนเรียนครูแล้วไม่ชอบเป็นครูเยอะนะ ถ้าไม่เรียนยังอาจจะชอบ แต่เพราะไปเห็นตัวอย่างที่เป็นครูของครูแล้วฉันไม่เป็นดีกว่า

ก็คือจริงๆ ถ้าอยากจะพัฒนาระบบการศึกษาของไทยให้ดีขึ้นจะต้องพัฒนาครูให้มีคุณภาพก่อนใช่ไหมครับ |

ใช่ ต้องพัฒนาครูของครู ต้องหาวิธีการที่จะพัฒนาครูให้เก่งทั้งวิชาที่จะสอน เก่งทั้งวิธีการสอน แค่เนี่ยทำให้ได้ครับ

ได้ยินมาว่ารัฐบาลชุดนี้มีนโยบายว่าจะมีการเปิดให้มหาวิทยาลัยจากต่างชาติมาเปิดทำการเรียนการสอนที่ไทย เรื่องนี้ท่านคิดว่าจะมีผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยของไทยบ้างไหมครับ |

ผมมองอย่างนี้ครับ คือถ้าเขาไปทำในพื้นที่ที่มันขาดและมันตรงกับ Super Cluster Identical เช่น ภาคตะวันออกเนี่ย  ภาคตะวันออกต้องเก่งเรื่อง Robot สมมตินะ แล้วมันไม่มีมหาวิทยาลัยไทยที่ไหนเลยที่เล่นเรื่อง Robot ไม่เก่งเลย แล้วเขาสามารถไปเอามหาวิทยาลัยที่เก่งที่สุดมาเปิดทำการสอนให้เด็กไทยในเรื่องของ Robot แบบนี้เอามาจัดการได้เลย แต่สุดท้ายผมก็ไม่แน่ใจว่ามหาวิทยาลัยแบบนั้นจะมาเปิดที่ไทย แต่ผมก็ให้ท่านลองไปก่อนครับว่าเขาจะมาไหม บอกตรงๆ เรื่องคล้ายๆ นี้ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยที่ผมยังเด็ก แต่ก็ไม่เห็นจะเป็นความจริงเสียที สมัยโน้นมีคนบอกผมว่าจะเอาฮาร์วาร์ดมาตั้งที่ประเทศไทย ถามฮาร์วาร์ดมันเคยมาไทยไหม เขาไม่มาหรอก อย่านึกนะว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นสุดยอดของโลกเขาจะวิ่งมาตั้งที่นู่นที่นี่ เขาอยู่ที่นั่นเขาก็รับไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

ท่านมองว่าอาจจะยังไม่แน่นอนว่านโยบายนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ ใช่ไหมครับ |

ถ้ามันเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าผมเอาด้วย แต่ถ้าหากทำแล้วมันไม่ได้ มันก็สูญเปล่าครับ ดีไม่ดีเขาก็มาหาประโยชน์ในประเทศ พอหาประโยชน์ในประเทศเสร็จปุ๊บประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ แต่ผมก็เชื่อว่ารัฐบาลเขาระวังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะรู้สึกเขาตั้งเงื่อนไขเยอะ เช่น สาขาที่จะเปิดต้องเป็นสาขาพิเศษซึ่งไม่มีในมหาวิทยาลัยไทย รับมาแล้วต้องเก่งจริง ตรงความต้องการ คนไทยยังทำเองไม่ได้ แล้วอันที่เป็นเงื่อนไขสำคัญคือเมื่อเอาความเก่งมาให้เราแล้วขอให้ช่วยมหาวิทยาลัยไทยให้มันเก่งด้วย ตรงนี้ขอให้ได้ตามเกณฑ์นั้นเถอะ ไม่เป็นไร


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments