8 Min. read

สัมภาษณ์นักธุรกิจตัวเอ้ของวงการธุรกิจโคราชมาก็เยอะพอสมควร วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างดีไหม เพราะผมจะขอนำเสนอนักธุรกิจข้างทางที่ผมเรียกแบบขำๆ แกมสัพยอกว่า Mid-Way Startup เฉพาะเจาะจงลงไปเลยว่าเป็นธุรกิจขายลูกชิ้น หลายคนทำหน้าเหวอๆ ว่าอะไรวะ เพราะจริงๆ แล้วธุรกิจขายลูกชิ้นอาจจะดูเป็นธุรกิจทั่วๆ ไป เราทุกคนคุ้นเคยและเห็นผ่านตากันบ่อยๆ ใครอยากขายก็ขาย เพราะเป็นอาหารกินเล่น หากินง่าย แทบทุกตรอกซอกซอยริมฟุตบาทข้างทางคือหากินได้หมด ตามหัวเมืองนี่มีร้านขายลูกชิ้นเยอะยิ่งกว่าเซเว่นในกทม.เสียอีก แต่รู้หรือไม่ว่าภาพรวมตลาดเล็กๆ ของธุรกิจร้านขายลูกชิ้นมีมูลค่าการขายต่อวันไม่ธรรมดา ยอดขายต่อวันเฉียดหมื่นบาท/ร้านเลยนะเธอ เอาจริงๆ คือไม่แพ้ธุรกิจยอดฮิตอย่างร้านอาหารหรือร้านกาแฟเลยทีเดียว

มาซื้อลูกชิ้นร้านป้าเล็ก บอกก่อนว่าคิวยาวมาก! เป็นร้านอื่นอาจเบื่อ ถอดใจ ไม่กิน แต่พอเป็นร้านนี้ … เจอรอยยิ้มสวยๆ จริงใจ โอเค ยืนต่อได้เพลินๆ ก็ของมันอร่อย แถมบริการก็ดีนี่เนอะ

เราแว๊นซ์มอเตอร์ไซค์โดยไวมาที่ร้านลูกชิ้นที่เสียงลือ-เล่าอ้างหนักมากว่าอร่อยเด็ดสะระตี่ (กระเพาะสั่นคลอนหนักมาก) บริเวณฟุตบาททางเข้าห้างใหญ่เดอะมอลล์ โคราช เราพบ ป้าเล็ก – ยุภาพร โพธิ์หลัง แม่ค้าขายลูกชิ้นชาวเทศบาลนครฯ โคราชบ้านเอ็ง ซึ่งได้เล่าให้ฟังถึงการจับโอกาสมาเปิดร้านลูกชิ้นว่า

น้ำจิ้มคือตัวชูโรงชั้นเลิศ

“… เริ่มมาเปิดร้านขายลูกชิ้นเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา จริงๆ ขายตั้งแต่เดอะมอลล์ยังไม่เปิด ช่วงแรกๆ ก็ขายให้พวกคนงานก่อสร้าง ตอนเดอะมอลล์เปิดใหม่ๆ ก็ยังขายไม่ดีค่ะ ตอนแรกขายได้แค่ 5-6 กิโล เราอาศัยว่าขายน้อยแต่ขายทุกวัน ก็เอาแค่หมดพอ จากนั้นก็เพิ่มมาเป็น 10 โล ขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนใช้แก๊สถังเล็ก ใช้สองวันก็ยังไม่หมด พอหมดทีก็หิ้วไปเติมที คือไม่ได้ขายดีอย่างทุกวันนี้หรอก พอผ่านไปสักปีที่ 9 ก็ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรก 5 กิโล เดี๋ยวนี้ 40 กิโล”

ป้าเล็กบอกด้วยว่า ช่วงประมาณ 10 ปีหลังที่ยอดขายเยอะๆ ป้าต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกไปซื้อลูกชิ้นตั้งแต่ 6 โมง เสียบลูกชิ้นเตรียมน้ำจิ้มจัดร้านนิดหน่อยเสร็จบ่ายสามโมงเย็น ก็เริ่มออกมาขายช่วงสามโมงครึ่งมาถึงนี่สี่โมงกว่า “ถ้าเริ่มขายจริงๆ ก็ 5 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มค่ะ” แม้บริเวณที่ตั้งร้านจะมีพื้นที่ไม่กว้างขวาง แต่เมื่อก่อนตรงนี้มีของขายเยอะ “เมื่อก่อนลูกชิ้น 3 เจ้า แต่ตอนนี้ลดไปเจ้าหนึ่ง เพราะว่าพี่เขาเลิกขาย ตรงนู้นก็ขาย ตอนนี้เหลือร้านด้วยกันอยู่ 8 เจ้า มีหลากหลาย ขายกับข้าวบ้าง ยำบ้าง ส้มตำบ้าง ทุกเจ้าก็เหมือนเพื่อนกัน รายได้ก็ไม่แตกต่างกัน ก็เรียกว่ายังอยู่ได้”

ทอดไม่กรอบ ป้าเล็กไม่ยอมยกขึ้น นี่คือเคล็ดลับความอร่อยที่แม้แต่เซียนยังต้องยอมสยบ

ถามว่าอุปสรรคในการทำมาหากินของป้าคืออะไร ป้าเล็กตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าเป็นเรื่องของฝน “คือถ้าฝนมาก็อาจจะขายช้าหน่อย ลูกค้าอาจจะยังไม่ออกมาอาจจะติดฝน ส่วนมากเป็นพนักงานในห้างมากกว่าคนมาเที่ยวห้างค่ะ ก็คือเราขายให้พนักงานห้างทั่วไป กลุ่มลูกค้าหลักๆ ก็จะเป็นพนักงานห้าง แล้วก็บุคลากรในโรงพยาบาลกรุงเทพฯ” สำหรับร้านป้าเล็ก ป้าบอกว่าป้าจะคำนึงถึงคุณภาพของลูกชิ้นเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่จะขายหมดแบบวันต่อวันทำให้ของไม่ตกค้างสต็อก ซื้อของวันต่อวัน หรือถ้ามีเหลือป้าจะแช่ฟรีซอย่างดีเพื่อไม่ให้ของเสีย วันต่อมาป้าเล็กก็จะซื้อลูกชิ้นน้อยลงหน่อย จะไม่ทิ้งลูกชิ้นไว้นานเกิน 2 วัน

ถามว่านอกจากคุณภาพของลูกชิ้นแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าติดใจ “เขาว่าป้าทอดลูกชิ้นกรอบ น้ำจิ้มก็อร่อย เปรี้ยวหวาน เขาก็ชอบกัน ลูกค้าส่วนใหญ่จะพูดปากต่อปาก ไม่ผิดหวัง สิบคิวเขาก็รอ บางทีเราก็เหนื่อยนะ คิวที่สิบมายืนรอเราก็ทำไม่ทันก็อยากให้ลูกค้ากินแบบไม่ผิดหวังก็คือกรอบอ่ะ ถ้าไม่กรอบก็ยังไม่อยากจะเอาขึ้น ก็ต้องรอ ลูกค้าป้าเขาไม่ถอย รอก็คือรอ”

อย่างไรก็ตาม แม้ช่วง 4-5 ปีหลังจะเป็นช่วงที่ยอดขายในร้านลูกชิ้นของป้าเล็กพุ่งสูงมาก แต่ในอีกด้านหนึ่งปัญหาหรืออุปสรรคในส่วนของค่าใช้จ่าย เงินลงทุน ย่อมอยู่คู่การทำธุรกิจทุกๆ ประเภท โดยเฉพาะในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่หลายๆ ธุรกิจได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ร้านป้าเล็กก็เป็นหนึ่งในนั้น “เอาช่วงที่ขายดีๆ ช่วง 4-5 ปีหลังจะขายได้วันละ  5-6 พันบาท บางวันขายดีมากๆ ก็ 7-8 พันบาทก็เคยมี แต่เอาจริงๆ เห็นขายได้มากก็ใช่ว่ากำไรจะมากตามไปด้วยนะ ของสมัยนี้ราคาสูงมาก แค่ลงทุนวันหนึ่งๆ ก็ 4 พันกว่าบาทละ สรุปคือเหลือกำไรวันละพันกว่าบาท หักค่าอะไรต่างๆ แล้วก็เหลือพอได้เก็บ 500”

ปัจจุบัน ร้านป้าเล็กมีลูกชิ้นค่อนข้างหลากหลายกว่า 30 ประเภท อาทิ ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นไก่ ลูกชิ้นเอ็น ไส้กรอกชีส เกี้ยวต่างๆ ฯลฯ โดยป้าบอกว่าความภูมิใจของเธอคือได้ส่งลูกเรียนทั้งสองคน “ลูกชายเรียนเทคโนฯปี 3 ส่วนลูกสาวเรียนโรงเรียนสุรนารีวิทยา ม.6 ตอนนี้ยังมีภาระอยู่ ขายลูกชิ้นก็แค่พอใช้เฉยๆ ไม่ได้ร่ำรวย” ซึ่งรายได้ทั้งหมดของที่บ้านได้มาจากลูกชิ้นอย่างเดียว “แฟนกับลูกๆ ก็ช่วยเสียบลูกชิ้นอยู่บ้าน ส่วนเราก็เตรียมลูกชิ้น ทำน้ำจิ้ม แล้วก็มาขาย”

ถึงฝนจะตก ถึงฟ้าจะร้อง แต่ถ้าเป็นเรื่องกินของอร่อยนี่ขอให้บอก คนโคราชนี่สู้ไม่ถอยจ้า

มาถึงจุดนี้ไม่ถามไม่ได้แล้วล่ะว่าเคล็ดลับในการค้าขายของป้าคืออะไร ป้าเล็กก็ตอบแบบเสียงดังฟังชัดว่า ขายอาหารเราก็ต้องลองชิม ถ้าเราชอบ เราคิดว่าอร่อย เราก็เอาไปขาย เพราะถ้าขนาดเรายังไม่กินหรือกินไม่ลง คนอื่นจะกินแล้วชอบได้หรือ ของซื้อของขาย ขายของไม่ดีไม่มีคุณภาพก็มีแต่ล่มจ่ม ลูกค้าที่ไหนจะซื้ออีก ที่สำคัญคือเป็นบาปติดตัวไปด้วย เพราะเราเอาเปรียบลูกค้า “ถ้าของที่ป้าขาย ป้าต้องมั่นใจว่ากินแล้วอร่อย ถ้าป้าคิดว่าอร่อยลูกค้าก็ต้องอร่อย ชิมเองเทสต์เองทุกอย่าง แล้วก็ตามใจลูกค้า กรอบไม่กรอบน้ำจิ้มเยอะไม่เยอะ ผักขอได้ตลอด อีกเรื่องที่ป้ามองว่าก็สำคัญไม่แพ้กันคือตัวแม่ค้าเอง อย่างเราไปซื้อของ ถ้าแม่ค้าหน้าบูดบึ้ง พูดจากระโชกโฮกฮาก เราเป็นลูกค้าเราก็ไม่ชอบ ไม่อยากซื้อ ตรงนี้ป้าก็เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ไม่ว่าเหนื่อย ร้อน หรือมีปัญหาอะไรจากไหน ฝนตกบ้างอะไรบ้าง ป้าก็จะยิ้มแย้ม เราพยายามขายของด้วยความสุข โดยส่วนตัวคิดว่าอย่างนี้นะ ถ้าหนูมาลองเจอลูกค้าป้าก็ถามลูกค้าป้าเอา เราอาจจะเข้าข้างตัวเอง บางทีก็ไม่จริงเสมอไป ป้าก็ว่าของป้าอร่อย ต้องถามลูกค้าป้าอีกทีหนึ่ง แต่คนก็พูดกันหลายๆ คนว่าอร่อย”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ป้ายุพาทิ้งท้ายถึงกลยุทธ์การขายลูกชื้นให้ยอดขายปังๆ ที่ทำให้ลูกค้าติดใจอย่างอารมณ์ดีอีกด้วยว่า

“ต้องไม่ซีเรียส อาชีพเราคือค้าขาย ถึงเป็นทุกข์ใจแค่ไหน แต่เวลาขายต้อง ‘ยิ้ม’ ไว้ก่อน”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••


Source : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments