1 Min. read

อ่านผลสำรวจเรื่องนี้ก็ให้รู้สึกว่า ทำไมประเทศไทยจึงต้องติดโผในเรื่องอะไรแบบนี้ทุกครั้งไป ทั้งๆ ที่การศึกษาไทยก็จัดให้มีการสอนเรื่องเพศศึกษามานมนานกาเลแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมจึงปรากฏว่าเด็กและเยาวชนไทยจึงเกิดการเข้าใจผิดในเรื่องเพศและมีคุณแม่วัยใสมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกอีกล่ะ หรือว่าระบบการสอนเพศศึกษาของไทยที่ผ่านมาไม่ตอบโจทย์!!!

ผลวิจัยยูนิเซฟ- ม.มหิดล เผยโรงเรียนไทยสอนเพศศึกษาไม่รอบด้าน เน้นสอนสรีระ พัฒนาการทางเพศ ปลูกฝังเด็กเลี่ยงมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ส่งผลเด็กไทยขาดทักษะจัดการเรื่องเพศ ไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิ ความเสมอภาค ความหลากหลายทางเพศ แต่ยอมรับได้กับความรุนแรงในครอบครัว

อนึ่ง รายงานผลการวิจัยเพื่อทบทวนการสอนเพศวิถีในสถานศึกษาไทย สำรวจข้อมูลนักเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา 8,837 คน และครู 692 คนในโรงเรียนมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา 398 แห่ง ช่วงเดือน ก.ย. 2558 ถึงเดือน มี.ค.2559 ชี้อีกว่า การสอนเพศศึกษาไม่ให้ความสำคัญเรื่องการเคารพสิทธิของผู้อื่น ส่งผลนักเรียนจำนวนมากมีทัศนคติเชิงลบ ไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมกันทางเพศและสิทธิทางเพศ และยอมรับความรุนแรงในครอบครัวในบางกรณี ซึ่งสะท้อนจากผลวิจัย ร้อยละ 41 ของนักเรียนชายอาชีวะที่สำรวจมีทัศนคติที่เป็นปัญหาเรื่องเพศภาวะ เพศวิถี โดยเชื่อว่าสามีมีสิทธิทุบตีภรรยาได้หากพบว่าภรรยาไม่ซื่อสัตย์ ขณะที่ นักเรียนชายชั้น ม.1-3 ประมาณครึ่งหนึ่ง เชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิด

อย่างไรก็ตาม รายงานที่จัดทำโดยศูนย์นโยบายสาธารณสุข ม.มหิดล องค์การยูนิเซฟและความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยังเปิดเผยผลวิจัยที่น่าสนใจอีกว่าสถานศึกษาไทยแทบทุกแห่งสอนเพศวิถีศึกษาไม่รอบด้าน เน้นสอนสรีระ พัฒนาการทางเพศ การหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ยังพบว่าครูเกินครึ่งหนึ่งไม่ได้รับการอบรมการสอนเพศวิถีศึกษา ทำให้มักใช้วิธีสอนแบบบรรยายแทนการจัดกิจกรรมให้เด็กคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามเชิงลึก

นางวาเลรี ตาตอน รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า “การที่โรงเรียนแทบทุกแห่งในประเทศไทยมีการสอนเพศศึกษาถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ในขณะเดียวกัน การที่นักเรียนจำนวนมากยังขาดทักษะที่จำเป็นในการมีสุขภาวะทางเพศยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” พร้อมระบุว่าการจะลดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น หรือลดจำนวนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชน ต้องช่วยให้เด็กรู้จักตนเองและมีทักษะที่จำเป็น ตลอดจนมีความมั่นใจในการตัดสินใจที่ถูกต้องต่อวิถีทางเพศของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะให้สถานศึกษาสอนเพศวิถีศึกษา โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็น พร้อมเสนอให้เพิ่มเวลาสอนวิชานี้ ร่วมกับการจัดอบรมครูที่สอนเรื่องเหล่านี้ในชั้นเรียน

ทั้งนี้ ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจ คือ มีนักเรียนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการมีประจำเดือนและรอบเดือนได้อย่างถูกต้อง นักเรียนหญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหลายคนบอกว่ายาคุมฉุกเฉินเป็นวิธีหลักในการคุมกำเนิด นักเรียนชายจำนวนมากไม่ต้องการใช้ถุงยางอนามัย และนักเรียนมัธยมศึกษาหญิงเพียงร้อยละ 54 เท่านั้น ที่บอกว่ามั่นใจว่าจะสามารถต่อรองที่จะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

อ่านแล้วก็หนักใจ จุกๆ อกว่าอนาคตของชาติจะเป็นอย่างไรหนอหากไม่มีระบบการจัดการถึงระบบพื้นฐานของชีวิตแบบนี้อย่างตรงจุดและเข้าถึง


Source : www.bbc.com

Comments

Powered by Facebook Comments