2 Min. read

กยศ. ดีเดย์ 26 ก.ค.นี้ ประสานข้อมูลกับนายจ้างในหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชนเพื่อขอหักเงินจากบัญชีเงินเดือนลูกหนี้ที่ค้างชำระกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560

อนึ่ง ปัญหาหนี้ค้างชำระของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ.ที่มากถึง 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ กยศ.ได้ประสานข้อมูลกับนายจ้างในหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชน เพื่อขอหักเงินจากบัญชีเงินเดือนลูกหนี้ ซึ่งจะเริ่มวันที่ 26 ก.ค.นี้ หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 เพื่อรวบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. กับกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ กรอ. เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

นายปรเมศวร์ สังข์เอี่ยม ผู้อำนวยการฝ่ายคดีและบังคับคดี กยศ. ระบุว่า กฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ โดยได้ระบุให้นายจ้างสามารถหักเงินจากรายได้ของลูกจ้างที่เป็นลูกหนี้ในกองทุน กยศ. เช่นเดียวกับการหักภาษีของกรมสรรพากรในแต่ละเดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลของลูกหนี้ กยศ. ที่มีอยู่ทั้งหมด 4 ล้าน 8 แสนคน พร้อมประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งราชการและบริษัทเอกชน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรมสรรพากร เพื่อดูข้อมูลที่อยู่ สถานที่ทำงาน รายได้ เพื่อทำเรื่องหักบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง นำส่งคืนกองทุน กยศ.

โดยเบื้องต้นจะเริ่มหักรายได้ลูกหนี้ กยศ. ที่เป็นข้าราชการก่อนซึ่งมีประมาณ 100-200 หน่วยงาน โดยมีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ.และค้างชำระหนี้ทั้งสิ้น 2 แสนราย มูลหนี้ 8 หมื่นล้านบาท จากนั้นจะทยอยประสานบริษัทเอกชน เพื่อหักรายได้ของลูกจ้าง โดยมั่นใจว่าจะช่วยลดยอดหนี้ค้างชำระได้ประมาณ 53% ของจำนวนลูกหนี้ค้างชำระทั้งหมด 1 ล้าน 9 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ 62,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ แนวทางการดึงลูกหนี้ กยศ.เข้าสู่ระบบเครดิตบูโร อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลให้ถูกต้องที่สุด คาดว่าจะเริ่มดึงลูกหนี้กยศ.เข้าสู่เครดิตบูโรได้ในปี 2563 จากเดิมปี 2561


Source : thaipbs.or.th

Comments

Powered by Facebook Comments