11 Min. read

คำขวัญโคราช “เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน” แสดงให้เห็นว่าของดีโดดเด่นประจำจังหวัดนครราชสีมามีด้วยกัน 5 หมวด คือคุณย่าโม ผ้าไหมโคราช ผัดหมี่โคราช เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน และปราสาทหิน ซึ่งในที่นี้หมายถึง อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (Phimai Historical Park) หลายคนรู้จักปราสาทหินพิมาย หลายคนเคยไปเยี่ยมชม แต่หลายคนอาจไม่รู้จักนิทานชาดกเรื่องหนึ่งที่มีความเกี่ยวพันชนิดแนบแน่นกับปราสาทหินสุดอลังการงานสร้างแห่งนี้ วันนี้จะมาเล่าให้ฟังครับ

บอกกันก่อน ‘วรรณกรรมเมืองพิมาย’ นั้นมีอยู่จริง มิได้กล่าวอ้างโคมลอยแต่อย่างใด โดยเมื่อ พ.ศ.2316 มีผู้แต่งหนังสือกลอนอ่านชื่อ ‘ปาจิตตกุมารฉันทลักษณ์’ กลอนแปดมีสัมผัสใน (รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือ ‘อิทธิพลกลอนอ่านในนิทานคำกลอนของสุนทรภู่’ โดย ทิพวัน บุญวีระ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2541)

ปาจิตตกุมารกลอนอ่าน มีเค้าโครงเรื่องจากนิทานปัญญาสชาดก แล้วปรับให้เป็นตำนานเมืองพิมายและปราสาทพิมาย มีนิทานภูมิสถานสังคมวัฒนธรรม ชื่อบ้านนามเมือง และลำนำสองฝั่งลำน้ำมูลบริเวณอีสานใต้ เช่น ปรางค์พรหมทัตที่ปราสาทพิมาย ลำปลายมาศ เป็นต้น

ต้นฉบับสมุดข่อยเรื่องปาจิตตกุมารกลอนอ่านไม่พบหลักฐานว่าผู้แต่งเป็นใคร อยู่ที่ไหน จึงไม่รู้ว่าแต่งหนังสือเรื่องนี้ที่อยุธยา กรุงธนบุรี หรือที่เมืองนครราชสีมา เมืองพิมาย น่าเชื่อว่าผู้แต่งเป็นกวีกรุงเก่า ข้าหลวงเดิมกรมหมื่นเทพพิพิธ ที่หนีจากอยุธยาไปอยู่เมืองพิมาย แล้วได้รับแรงบันดาลใจจากนิทานปราสาทพิมาย

อนึ่ง ต้นฉบับสมุดข่อยต่อไปจะตกทอดอยู่ในกรมพระราชวังหลัง สมัย ร.1 เพราะเคยเป็นเจ้าเมืองโคราช

นิทานชาดกเรื่องที่ว่ามีชื่อว่า ปาจิตตกุมารชาดก เป็นนิทานชาดกเรื่องหนึ่งใน ปัญญาสชาดก อันเป็นเรื่องราวของพระโพธิสัตว์ที่ได้เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเพื่อบำเพ็ญบุญบารมีให้ครบถ้วน 30 ทัศน์ ในการที่จะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง แต่ที่น่าสนใจและน่าตั้งข้อสังเกตก็คือว่า เรื่องราวของชาดกนี้ตรงกันกับเรื่อง ท้าวปาจิต-นางอรพิม ซึ่งเป็นตำนานของ เมืองพิมาย (อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราชของไทยในปัจจุบัน) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคขอมเรืองอำนาจในสุวรรณภูมิทวีปแห่งนี้ ราวๆ พุทธศตวรรษที่ 15-16 (ยุคนั้นยังไม่มีราชอาณาจักรสยามหรือประเทศไทยของเราแต่อย่างใด) ซึ่งยังพอมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้สามารถศึกษาค้นคว้าได้จนถึงทุกวันนี้ และเรื่องนี้ก็มีการบอกต่อและเล่าเป็นตำนานและเป็นนิทานพื้นบ้านสืบต่อมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ปาจิตเลือกคู่ |

ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ในดินแดนสุวรรณภูมินี้ ซึ่งมี ท้าวปาจิต ได้เกิดเป็นโอรสของ พระเจ้าอุทุมราช กับพระอัครมเหสีกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองนครธมแห่งราชอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรมากที่สุดในยุคนั้น เมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่ม (พระชันษาประมาณ ๑๕ ปี) พระบิดาก็ให้เลือกคู่ครองโดยการให้ทหารไปประกาศเรียกหญิงสาวบรรดามีในมหานครและหัวเมืองประเทศราชทั้งหลายนั้นมาให้ท้าวปาจิตเลือกเป็นคู่ครอง สาวๆที่มานั้นมีทั้งลูกสาวเสนา อำมาตย์ ข้าราชการ ลูกพ่อค้า ชาวนา ชาวไร่ มากันจนหมดเมือง แต่ท้าวปาจิตไม่สนใจเลยแม้สักคนเดียว จึงมิได้คล้องมาลัยให้สาวคนไหนแต่อย่างใด

[ท้าวปาจิตรีบเร่งเสด็จออกเดินทางไปตามคำทำนายของโหรจนกระทั่งมาถึงเขตบ้านสำริด]

พระเจ้าอุทุมราชจึงได้ให้โหรทำนายโชคชะตาราศีและเนื้อคู่แก่พระโอรส โหรหลวงตรวจดูดวงชะตาตามวันเดือนปีเกิดแล้วกราบทูลว่าเนื้อคู่ของท้าวปาจิตยังไม่เกิด ขณะนี้อยู่ในครรภ์หญิงชาวนาผู้หนึ่งในเขตเมืองพิมายอันเป็นเมืองประเทศราชของนครธมซึ่งอยู่ทางทิศพายัพของพระนครธม โดยท้าวปาจิตจะต้องเดินทางไปหาหญิงผู้นั้นและอภิบาลครรภ์ตลอดจนอบรมและเลี้ยงดูกุมารีด้วยพระองค์เอง ซึ่งจะสามารถสังเกตได้ง่ายว่าหญิงคนนั้นกำลังมีครรภ์และมีเงากลดกางกั้นอยู่ไม่ว่าจะเดินไปไหนและทำอะไรอยู่กลางแจ้งก็ตาม

ท้าวปาจิตไม่รอช้า รีบเร่งเสด็จออกเดินทางไปตามคำทำนายของโหรจนกระทั่งมาถึงเขตเมืองพิมาย ท้าวปาจิตไม่แน่ใจจึงกางแผนที่ออกดูที่ตรงนั้นเรียกในภายหลังว่า บ้านกางตำรา และเพี้ยนเป็น บ้านจารตำรา ท้าวปาจิตข้ามถนนเพื่อเข้าเขตเมือง บริเวณนั้นเรียกว่า บ้านถนน แล้วเดินมาตามทางถึงหมู่บ้านหนึ่งมีต้นสนุ่นมาก ได้ชื่อว่า บ้านสนุ่น เลยบ้านสนุ่นก็มาถึงท่าน้ำใหญ่ ปัจจุบันเรียก บ้านท่าหลวง แต่ปรากฎว่าเป็นทางผิด จึงไปอีกทางหนึ่งถึง บ้านสำริด พบหญิงครรภ์แก่ชื่อ ยายบัว กำลังดำนาอยู่ เหนือหัวของนางมีเงาคล้ายกลดกั้นอยู่ ก็แน่ใจว่าใช่ตามคำทำนาย จึงเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นใคร มีความประสงค์อะไร และแสดงความตั้งใจว่าจะอยู่ช่วยทำนาให้จนกว่าจะคลอดลูก หากลูกที่คลอดออกมาเป็นชายจะยกย่องให้เป็นน้องชาย แต่ถ้าเป็นหญิงจะขอนำไปเป็นมเหสี ซึ่งยายบัวและสามีชื่อ นายมี ก็ตกลง และพระองค์ได้ขอร้องไม่ให้เปิดเผยตัวตนของพระองค์ให้ใครทราบแม้แต่ลูกที่กำลังจะคลอดออกมาก็ตาม

[ยายบัว กำลังดำนาอยู่ เหนือหัวของนางมีเงาคล้ายกลดกั้นอยู่]

ท้าวปาจิตอาศัยอยู่กับยายบัวและนายมีเรื่อยมา โดยช่วยทำงานหนักทุกอย่างทั้งๆ ที่พระองค์เกิดมาเป็นลูกกษัตริย์ พระองค์ไม่เคยตกระกำลำบากและลงมือทำเองให้เหนื่อยเช่นนี้มาก่อนเลย ทั้งดำนา เลี้ยงโคกระบือ เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น จนยายบัวครบกำหนดคลอด จึงได้ไปตามหมอตำแยมาทำคลอด (หมู่บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านตำแย ในปัจจุบันนี้) ทารกในครรภ์ของยายบัวก็คลอดออกมาเป็นทารกเพศหญิงตรงตามคำทำนายของโหร ยายบัวตั้งชื่อให้ว่า อรพิน แต่ในภาษาท้องถิ่นอีสานจะเรียกว่า อรพิม ทารกหญิงนั้นมีหน้าตาน่ารัก สวยงาม และมีผิวพรรณผ่องใส เป็นที่พอใจแก่ท้าวปาจิตยิ่งนัก ท้าวปาจิตต้องทำงานหนักและช่วยดูแลตลอดจนอบรมสั่งสอนนางตั้งแต่เป็นเด็กจนกระทั่งโตเป็นสาวแสนสวยโสภายิ่งนัก ครั้นนางเจริญวัยเป็นสาวสวยก็ได้ผูกสมัครรักใคร่กับท้าวปาจิตเช่นเดียวกัน

สู่ขอนางอรพิม | 

จนในวันหนึ่งท้าวปาจิตได้บอกถึงฐานะและตัวตนของพระองค์ให้นางทราบ ขออนุญาตนางบัว นายมี และนางอรพิมว่าตนจะกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนของตน เพื่อยกขันหมากจากพระนครธมมารับนางอรพิมไปอภิเษกสมรสตามราชประเพณีที่พระนครธมต่อไป
เมื่อมาถึงนครธม ท้าวปาจิตได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าอุทุมราชพระราชบิดาและพระราชมารดา พระองค์จึงให้จัดขบวนขันหมากอย่างดีและมีจำนวนรี้พลมากมาย เดินทางไปเมืองพิมาย โดยที่หารู้ไม่ว่า บัดนี้ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับนางอรพิม นั่นคือ พระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์ผู้ครองเมืองพิมายได้ทราบข่าวความงามของนาง จึงได้ให้พระยารามและเหล่าทหารไปนำตัวนางมาไว้ในพระราชวัง

[พระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์ผู้ครองเมืองพิมายสั่งให้พระยารามและเหล่าทหารไปนำตัวนางอรพิมมาไว้ในพระราชวัง หลังจากทราบข่าวความงามของนาง]

นางอรพิมสุดที่จะขัดขืนได้จำต้องมา แต่นางได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้ามิใช่ท้าวปาจิตแล้ว ผู้ใดแตะต้องตัวนางก็ขอให้กายนางร้อนเหมือนไฟ ดังนั้นพระเจ้าพรหมทัตจึงแตะต้องตัวนางมิได้ โดยพระเจ้าพรหมทัตพยายามเอาอกเอาใจต่างๆ นานา และจะพยายามเข้าใกล้นางอรพิม แต่เมื่อเข้าใกล้ตัวนางเมื่อใหรก็รู้สึกร้อนเป็นไฟ จึงได้ถามนางอรพิม นางได้กราบทูลว่าให้รอพี่ชายมาก่อน

กระบวนขันหมากของท้าวปาจิตยกออกจากนครธมมาหลายคืนหลายวัน จนมาถึงลำน้ำแห่งหนึ่ง (อยู่ใน ตำบลงิ้ว ปัจจุบันนี้) ท้าวปาจิตให้ทหารหยุดกระบวนขันหมากเพื่อให้ทหารและสัตว์พาหนะได้พักและบริโภคน้ำ ชาวบ้านเห็นผู้คนมากันมากมายจึงเข้ามาไต่ถามว่ามาทำไมและจะไปไหน พวกทหารตอบว่าจะไปบ้านสำริด เพราะพระโอรสกษัตริย์แห่งเมืองขอมจะแต่งงานกับสาวบ้านนี้ ชาวบ้านจึงถามชื่อหญิงคนนั้น ทหารบอกว่าชื่อนางอรพิม ชาวบ้านจึงเล่าให้ฟังว่าพระเจ้าพรหมทัตได้นำตัวนางเข้าไปไว้ในปราสาทเมืองพิมายเสียแล้ว

[ท้าวปาจิตพิโรธหนักเมื่อได้ทราบข่าวจากชาวบ้านว่าพระเจ้าพรหมทัตได้นำตัวนางอรพิมเข้าไปไว้ในปราสาทเมืองพิมายเสียแล้ว]

ทั้งพระเจ้าอุทุมราชและท้าวปาจิตทรงตกพระทัยเป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะท้าวปาจิตโกรธมากถึงกับโยนทรัพย์สินเงินทองข้าวของเครื่องใช้และขันหมากทิ้งลงแม่น้ำหมด (ที่ตรงนั้นเรียกว่า ลำมาศ หรือ ลำปลายมาศ ที่ไหลไปสู่ลำน้ำมูลจนทุกวันนี้) ส่วนรถทรงก็ตีล้อดุมรถและกงรถจนหักทำลายหมด ชาวบ้านนำมากองรวมกันไว้จนที่เรียกว่า บ้านกงรถ เมื่อพระทัยเย็นลงแล้วท้าวปาจิตก็ได้ขออนุญาตพระบิดาไปตามนางกลับคืนมาตามลำพังด้วยพระองค์เอง ดังนั้นพระเจ้าอุทุมราชและข้าทหารทั้งหลายจึงเดินทางกลับนครธมไปก่อน ส่วนท้าวปาจิตรีบไปพบยายบัวและนายมี แล้วปลอบโยนทังคู่ว่าพระองค์จะใช้สติปัญญานำนางอรพิมออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย และได้มอบทรัพย์จำนวนหนึ่งและม้าให้นางบัวและนายมีหลบไปอยู่ที่อื่นสักพักหนึ่งก่อนเพื่อความปลอดภัย แล้วพระองค์ก็ปลอมตัวเป็นลูกชายยายบัวเข้าไปตามหาน้องสาวชื่ออรพิม โดยได้ไปบอกนายประตูเมืองพิมายว่าจะขอเข้าไปเยี่ยมน้องสาว นายประตูถามว่าจะพบใคร ท้าวปาจิตตอบว่านางอรพิมซึ่งจะเป็นพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตในไม่ช้านี้ นายประตูจึงพาไปพบนางอรพิม

ครั้นเมื่อนางพบหน้าท้าวปาจิตนางก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก จนนางร้องออกมาว่า “อ้อ! พี่มา!…”๓ ครั้ง (คำนี้เพี้ยนเป็น พิมาย อันเป็นชื่อเมืองหรืออำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราชของประเทศไทยของเราในปัจจุบันนี้นั้นเอง) พระเจ้าพรหมทัตเสด็จมาหานางอรพิม และได้มาพบเห็นท้าวปาจิตอยู่กับนางอรพิมจึงถามว่าเป็นใคร? นางตอบว่าเป็นพี่ชายของนางเอง พระเจ้าพรหมทัตถามว่าทำมาหากินอะไร? ทำไร่ทำนา หรือค้าขายอะไร? ท้าวปาจิตตอบว่าค้าขายทางไกล ทราบว่าน้องสาวจะอภิเษกสมรสเป็นพระมเหสีของพระองค์จึงมาอวยพรให้ และอยากรู้จักกับพระองค์และให้พระองค์รู้จักตนด้วย พระเจ้าพรหมทัตดีใจอย่างมาก เพราะนางอรพิมจะได้ยอมเป็นพระมเหสีอย่างที่เคยลั่นวาจาไว้เสียที จึงสั่งให้หาเหล้ายาอาหารมาเลี้ยงดูท้าวปาจิตอย่างดี ท้าวปาจิตจึงดื่มเพียงเล็กน้อย แต่พระเจ้าพรหมทัตถูกนางอรพิมมอมเหล้าเสียจนเมามายจนเสียสติจนถึงขั้นลวนลามนางอรพิมต่อหน้าต่อตาท้าวปาจิต ท้าวปาจิตจึงใช้พระขรรค์ฟันคอพระเจ้าพรหมทัตขาดสิ้นพระชนม์อยู่ ณ ที่นั้น แล้วจึงอุ้มนางอรพิมหนีออกมาทางประตูลับ

เสียท่าพรานนกเอี้ยง |

ท้าวปาจิตและนางอรพิมบุกป่าฝ่าดงอย่างทุลักทุเลและยากลำบากจนเดินทางมาถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง พอดีเป็นเวลารุ่งสว่างได้พบนายพรานคนหนึ่งชื่อ พรานนกเอี้ยง ซึ่งออกมาเที่ยวล่าเนื้ออยู่ พรานนกเอี้ยงเห็นนางอรพิมสวยงามมากก็นึกรักนาง จึงใช้หน้าไม้ยิงท้าวปาจิตถึงแก่ตายแล้วก็ฉุดพานางไป นางจึงทำเล่ห์กลว่ามีกำลังน้อยเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยมากจะเดินทางไปไม่ไหว ถ้ามีรถหรือเกวียนหรือช้างม้าให้นางนั่งไปนางก็ยินดีจะไปด้วย พรานหลงเชื่อจึงไปหากระบือมาให้นางขี่ ตัวนายพรานจึงนั่งข้างหน้าคอยบังคับกระบือ ส่วนนางอรพิมนั่งข้างหลังพอได้โอกาสนางก็ใช้พระขรรค์ของท้าวปาจิตแทงนายพรานตาย แล้วนางจึงรีบกลับมาที่ศพของท้าวปาจิต นางร่ำไห้คร่ำครวญอย่างน่าสมเพชทุกขเวทนายิ่งนัก จนพระอินทร์เกิดความสงสารจึงได้ชวนเอาพระเวสสุกรรมแปลงกายเป็นงูกับพังพอนสู้กันให้นางได้เห็น เมื่อพังพอนตาย งูก็ไปกัดเปลือกไม้ชนิดหนึ่งมาเคี้ยวแล้วพ่นใส่บาดแผลพังพอน พังพอนจึงฟื้นขึ้นมาแล้วก็ต่อสู้กันต่อไป ครั้นงูตายพังพอนก็ทำเช่นเดียวกัน สัตว์ทั้งสองผลัดกันตายผลัดกันฟื้นเช่นนี้เป็นเวลาพอสมควรแล้ว

หายไป นางอรพิมซึ่งเฝ้าสังเกตอยู่เห็นหนทางที่จะทำให้ท้าวปาจิตฟื้นจึงไปเอาเปลือกไม้นั้นมาเคี้ยวพ่นใส่บาดแผลท้าวปาจิตเช่นกัน ท้าวปาจิตจึงฟื้นขึ้นมาได้อีก แล้วทั้งคู่ก็ได้ช่วยกันเก็บเปลือกไม้นั้นติดตัวไปเท่าที่จะนำไปได้ ออกเดินทางต่อไปยังนครธม

หลังจากรอนแรมกันมาเป็นเวลาพอประมาณ ก็มาถึงฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่งซึ่งกว้างใหญ่มากไม่มีเรือแพหรือขอนไม้จะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ จึงนั่งปรึกษาหาหนทางอยู่ ขณะนั้นมีเถรคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียก เถรเรือลอย เพราะเถรลงเรือไปบิณฑบาตตามแม่น้ำเป็นประจำ เถรพายเรือผ่านมา ท้าวปาจิตขอร้องให้ช่วยส่งข้ามฟากให้ด้วย เถรเห็นนางอรพิมสวยงามมากก็คิดจะพานางไปกับตน จึงบอกว่าเรือลำนี้ขึ้นได้ครั้งละ 2 คนเท่านั้น มิฉะนั้นเรือจะล่ม ท้าวปาจิตจำต้องให้นางอรพิมไปกับเถรก่อน เถรเจ้าเล่ห์พานางลอยน้ำไปเรื่อย ๆ ท้าวปาจิตจะเรียกอย่างไรก็มิได้หยุด จึงต้องพลัดพรากกันอีกครั้งหนึ่ง นางอรพิมจำต้องคิดอุบายหนีจากเถรให้ได้ จนกระทั่งมาพบต้นมะเดื่อต้นหนึ่งซึ่งสูงมากและมีลูกดกเต็มต้นและมีผลงามๆ น่ากินทั้งนั้น นางบอกเถรว่าอยากกินมะเดื่อ ให้เถรปีนขึ้นไปเก็บมาให้เลือก เอาลูกที่งามที่สุดอร่อยที่สุดสุกที่สุดซึ่งจะอยู่บนยอดสูงๆ เถรหลงเชื่อปีนต้นไม้ไปหาลูกมะเดื่อที่นางต้องการ นางจึงรีบเอาหนามมากองสุมไว้ตรงโคนต้นมะเดื่อนั้นเพื่อไม่ให้เถรสามารถลงมาได้ จากนั้นนางก็รีบลงเรือพายหนีไปตามหาท้าวปาจิต ก่อนไปนางได้สั่งไว้เป็นวาจาสิทธิ์ว่าให้เถรอยู่บนต้นมะเดื่ออย่าไปไหน เถรจึงตายอยู่บนต้นมะเดื่อนั่นเอง ก่อนเถรตายได้แช่งให้มีแมลงหวี่มาเกิดในลูกมะเดื่อทุกลูกไป (จึงปรากฏว่าว่าลูกมะเดื่อมีแมลงหวี่อยู่จนทุกวันนี้)

จากหญิงกลายเป็นชาย |

นางอรพิมพายเรือกลับมาหาท้าวปาจิตแต่ไม่พบ จึงจอดเรือแล้วขึ้นฝั่งเที่ยวตามหาท้าวปาจิตตามสถานที่ต่างๆ อย่างยากลำบากและตัวคนเดียว จนพระอินทร์เกิดความสงสารจึงลงมาประทานแหวนให้วงหนึ่งพร้อมกับบอกนางว่า ถ้าสวมไว้ที่นิ้วชี้จะกลายร่างเป็นชายแต่ถ้าถอดออกสวมนิ้วอื่นจะกลายเป็นหญิงดังเดิม นางอรพิมดีใจมาก จึงได้ควักนมทั้งสองข้างออกมาแล้วปาเข้าป่ากลายเป็นต้น นมนาง จากนั้นนางจึงจิกแก้มอันอวบอิ่มจิ้มลิ้มเป็นพวงแล้วเหวี่ยงทิ้งไปกลายเป็นต้น แก้มอ้น และควักอวัยวะเพศหญิงขึ้นปาเข้าป่ากลายเป็นต้น โยนีปีศาจ นางจึงสวมแหวนที่นิ้วชี้จึงกลายร่างเป็นชายแล้วเดินติดตามท้าวปาจิตต่อไป พบใครที่ไหนก็สอบถามว่าเห็นใครรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ไหม? รู้จักคนชื่อท้าวปาจิตไหม? สอบถามจนทั่วแล้วก็ไม่มีผู้ใดรู้จักหรือเห็นเลย นางจึงร่อนเร่ไปโดยอยู่ในเพศชายตามลำพัง

จนกระทั่งมาถึงเมืองหนึ่งชื่อ เมืองครุฑราช ซึ่งมีลูกสาวชื่อ แตงโม เป็นหญิงสาวสวยงามและนิสัยดีของเศรษฐีคนหนึ่งพึ่งจะเสียชีวิตลง รักษาอย่างไรก็ไม่หายนางจึงขออาสารักษาและก็สามารถทำให้นางฟื้นขึ้นมาได้ เศรษฐีและภรรยาดีใจมาก จะยกสมบัติและให้แต่งงานกับลูกสาวของตน แต่นางอรพิมไม่ยอมขอเดินทางตามหาญาติต่อไปซึ่งลูกสาวเศรษฐีก็ขอติดตามไปด้วย จนกระทั่งมาถึง เมืองจัมปากนคร โดยที่เมืองจัมปากนครที่นางอรพิมมาถึงนี้ พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองเมืองมีพระราชธิดาสวยงามมากชื่อ ปทุมวดี แต่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรตาย หมอคนใดก็ช่วยไว้ไม่ได้ ชาวเมืองพากันร้องไห้อาลัยรักนางอยู่ นางอรพิมรู้เข้าก็อยากจะลองช่วยนางดู จึงให้คนพาไปเฝ้าพระมหากษัตริย์ทูลขออนุญาตรักษา เมื่อพระองค์อนุญาตนางอรพิมได้ใช้เปลือกไม้ที่ได้จากป่าคราวรักษาท้าวปาจิตมาเคี้ยวพ่นใส่พระราชธิดาจนฟื้นขึ้น พระมหากษัตริย์และพระญาติทั้งหลายดีใจมาก ปรึกษากันว่าจะให้นางอรพิมอภิเษกกับพระธิดา แต่นางอรพิมบ่ายเบี่ยงว่าขอเวลาสักปีหรือสองปีให้ได้บวชเรียนและศึกษาศิลปศาสตร์ให้จบก่อน พระมหากษัตริย์จำต้องยอมตามใจนาง

นางอรพิมจึงขอลาไปตามหาท้าวปาจิตด้วยความรู้สึกสิ้นหวังว่าคงจะไม่พบกันเป็นแน่แล้ว นางได้ไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย จนมีความรู้แตกฉานมาก พระในวัดและลูกศิษย์ตลอดจนชาวบ้านต่างก็ยกให้เป็นพระสังฆราช (น่าจะเป็นตำแหน่งเจ้าอาวาสในปัจจุบัน) ซึ่งนางอรพิมได้ให้สร้างโบสถ์ขึ้นหลังหนึ่งแล้วเขียนภาพเล่าเรื่องของนางกับท้าวปาจิตที่ฝาผนังโบสถ์ไว้ เริ่มตั้งแต่แต่ท้าวปาจิตได้อาศัยอยู่กับยายบัวจนถึงตอนนางมาบวชอยู่ที่วัดนี้ ซึ่งแต่ละตอนละเอียดครบถ้วนกระบวนความ และนางยังสั่งไว้ว่า หากมีผู้ใดที่มาดูภาพเขียนฝาผนังแล้วร้องไห้ก็ให้คนเฝ้าโบสถ์รีบไปบอกให้ตนรู้ทันที

ภาพเขียนสื่อรัก |

วันหนึ่งท้าวปาจิตเดินทางรอนแรมมาจนถึงเมืองนี้ ได้ขอเข้าพักอาศัยในโบสถ์แล้วนอนหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ครั้นตื่นขึ้นมาก็มองไปรอบๆ เห็นภาพเขียนบนฝาผนังโบสถ์ จึงได้ลุกขึ้นไปเดินดูโดยรอบ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องราวของตนกับนางอรพิม จึงทรุดลงร่ำไห้อยู่ตรงนั้น คนเฝ้าโบสถ์เห็นดังนั้นจึงรีบนำความไปเล่าให้พระสังฆราชรู้ พระสังฆราชจึงให้นำท้าวปาจิตไปพบ ท้าวปาจิตได้สอบถามความเป็นมาของรูปเขียน พระสังฆราชตื่นเต้นดีใจและมีความสุขมากแต่ข่มใจไว้ จึงได้เล่าความจริงให้ฟังและบอกว่าตนคือนางอรพิม จากนั้นก็ได้ถอดแหวนออกจากนิ้วชี้แล้วสวมที่นิ้วนางแทน แล้วก็กลายรูปเป็นหญิงตามเดิม

[ท้าวปาจิตและพระมเหสีทั้งสามได้ทำการปกครองและทำนุบำรุงบ้านเมืองและประเทศราชทั้งหลายให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดีกันโดยทั่วหน้า]

ทั้งสองต่างโผเข้าสวมกอดกันร่ำไห้ด้วยความยินดีและตื้นตันใจเป็นที่สุด แล้วนางอรพิมก็บอกความจริงกับทุกคนและขอลาชาววัดและชาวบ้านเดินทางกลับพระนครธม ตลอดจนได้ขออนุญาตจากเจ้าเมืองจัมปากนครและเศรษฐีเมืองครุฑราชให้ยกลูกสาวให้กับท้าวปาจิตแทน ซึ่งทุกคนต่างก็ตกลงและยินดียกให้เป็นมเหสีของท้าวปาจิตผู้ซึ่งเป็นองค์รัชทายาทแห่งราชอาณาจักรขอมนครธมนั้นเอง เมื่อกลับถึงนครธมพระเจ้าอุทุมราชและพระราชมารดา ตลอดจนพระประยูรญาติและชาวพระนครทั้งหลายต่างปลื้มปิติและมีความยินดีเป็นอย่างมาก จึงจัดให้มีพระราชพิธีอภิเษกสมรสให้กับท้าวปาจิตและพระมเหสีทั้งสาม หลังจากนั้นท้าวปาจิตและพระมเหสีทั้งสามก็ได้มาปกครองที่เมืองพิมายอันเป็นหัวเมืองประเทศราชของนครธมแทนพระเจ้าพรหมทัตที่พึ่งจะสิ้นพระชนม์ไป โดยพระองค์ได้จัดให้มีพิธีพระราชทานเพลิงและจัดให้สร้างปราสาทไว้เป็นอนุสรณ์แก่พระเจ้าพรหมทัตที่สวรรคตแล้วนั้นด้วย โดยพระองค์ได้ทำการปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรมและนำความร่มเย็นเป็นสุขให้กับเมืองพิมายอยู่เป็นเวลาหลายปี

ครั้นเมื่อพระเจ้าปทุมราชพระราชบิดาของพระองค์เสด็จสวรรคต พระองค์ก็ได้เสด็จกลับพระนครธมและได้รับการอภิเษกให้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรขอมแทน โดยพระองค์และพระมเหสีทั้งสามได้ทำการปกครองและทำนุบำรุงบ้านเมืองและประเทศราชทั้งหลายให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดีกันโดยทั่วหน้าสืบมาจนสิ้นอายุขัย


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ShutterStuck // youtube.com/watch?v=xk1N8a8jqcc

Source : sujipuli

Comments

Powered by Facebook Comments