6 Min. read

ว่ากันว่าเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวสุดท้ายของไทยคือ การท่องเที่ยว ซึ่งยังไปได้ไกล 4 เดือนแรกสามารถสร้างเม็ดเงินกว่า 8 แสนล้านบาท โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างเม็ดเงินมากถึง 6.2 แสนล้านบาท โดยไทยเล็งเป้าหมายการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวทั้งระบบขนส่ง สาธารณูปโภค และการใช้ความรู้เชิงวิชาการมาพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย

เรื่องนี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวเดือนเมษายนปี 2560 ว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 2,827,560 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.97 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้เข้าประเทศ 139,922 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.64 โดยในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด 1,877,624 คน รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรป เอเชียใต้ อเมริกา โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรกได้แก่  จีน มาเลเซีย รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ลาว อินเดีย เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ขณะที่นักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกได้แก่  จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลี เยอรมนี ญี่ปุ่น และอินเดีย

อนึ่ง สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยว 4 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค. – เม.ย.) มีรายได้รวมกว่า 848,235 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.68 จากปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 621,646 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.71 หรือมีจำนวน 12,021,617 คน ขยายตัวร้อยละ 2.91 ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค. – มี.ค.) มีมูลค่ารวม 226,589 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.60 คิดเป็นจำนวน 49.58 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 3.22  โดยจังหวัดที่คนไทยไปท่องเที่ยวมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา เชียงใหม่ ชลบุรี และกาญจนบุรี  ขณะที่จังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ และชลบุรี

ทั้งนี้ “รายได้จากการท่องเที่ยวปัจจุบัน นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (เม.ย.) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก่อให้เกิดประโยชน์ในรูปของรายได้แก่ประเทศและกระจายรายได้ดังกล่าวสู่ภูมิภาคต่างๆ รวม 8.4 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.68 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ 6.2 แสนล้านบาท และการท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทย 2.2 แสนล้านบาท” ปลัดท่องเที่ยวฯ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังกล่าวถึงการเป็นผู้แทนประเทศไทย ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงาน UNWTO World  Forum on Gastronomy Tourism ครั้งที่ 4 ร่วมกับ ดร.ทาลิป ริฟาย เลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลก ณ เมือง SanSebastian ราชอาณาจักรสเปน เพื่อประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าวในปี 2561 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าว นอกจากจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของไทยยังมีการเสวนาทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และภาคปฏิบัติในลักษณะของการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ลงพื้นที่แหล่งผลิตอาหารจริง ซึ่งจะเป็นการสัมผัสและวัฒนธรรมความเป็นมาของคนในพื้นที่และการถ่ายทอดลงสู่เมนูอาหารต่างๆ

นอกจากนี้ ยังได้เสนอที่ประชุมโต๊ะกลม เรื่องการจัดการเมืองให้รองรับกับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน (Sustainable Urban Tourism) โดยคาดว่า ปี 2030 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 60 ล้านคน ส่งผลกระทบในด้านต่างๆ เช่น ระบบสาธารณูปโภค ระบบการขนส่งและการรองรับนักท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมแก้ไขปัญหาโดยเพิ่มระบบการอำนวยความสะดวกด้านคมนาคมขนส่งที่สามารถเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น จัดการแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การประชุมคณะมนตรีบริหารขององค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO Executive Council) ครั้งที่ 105 มีการเลือกตั้งเลขาธิการ UNWTO คนใหม่แทนดร.ทาลิป ริฟาย เลขาธิการ UNWTO คนปัจจุบันที่จะหมดวาระลงในเดือนธันวาคม 2560 โดยนาย Zurab Pololikashvili จาก Georgia ได้รับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการ UNWTO คนใหม่ โดยจะมีการนำเสนอในที่ประชุม UNWTO General Assembly ครั้งที่ 22 ที่จัดขึ้นในวันที่ 11-16 ก.ย.2560 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ทำการให้สัตยาบันต่อไป


Source + Photo : voicetv.co.th

Comments

Powered by Facebook Comments