12 Min. read

ขึ้นชื่อว่า เชฟบัส – ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เชื่อว่านักชิมชาวโคราชรู้จักกันเป็นอย่างดี เขาคือเชฟชื่อดังของ จ.นครราชสีมา และเป็นเจ้าของร้านอาหาร 5 แห่งในเมืองโคราช (และกำลังจะมีอีกแห่งเร็วๆ นี้) แต่ตอนนี้เขาคนนี้ไม่ได้ดังเฉพาะในโคราชเท่านั้นนะ เพราะตอนนี้ดังไกลไปทั่วประเทศ มีฐานแฟนคลับคอยตามติดคอยชมเชียร์เอาใจช่วยจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบ เชฟบัสได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการโทรทัศน์ที่เอาเชฟชื่อดังจากทั่วประเทศมาคัดเหลือ 15 คนเพื่อออกอากาศ เป็นรายการทำอาหารชื่อว่า ท็อปเชฟไทยแลนด์ (Top Chef Thailand) ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 20.20-21.50 น. ทางช่อง One 31 เชฟบัสเข้ารอบได้ลึกมาก!! ติด TOP 4 ของรายการ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“อาชีพเชฟคืออาชีฟที่ผมรักมาก ความสุขของผมก็คือการได้ทำอาหารสวยๆ เลิศหรู หน้าตาน่ากิน และรสชาติอร่อยให้ลูกค้าได้รับประทานอย่างมีความสุข”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อ่านประโยคนี้แล้วชอบจัง เพราะแสดงถึงความรัก ความมุ่งมั่น และ Passion ของงานที่เขาทำ มิน่าล่ะจึงทำออกมาได้ดี ใช้เวลาเพียง 5 ปีเศษ กับวัยเพียง 30 ปี ก็มีร้านอาหารชื่อดังในเมืองย่าได้ถึง 5 แห่ง!! ไม่เจ๋งจริงทำไม่ได้นะพูดเลย (เหลียวมองตัวเองก็พนักงานต๊อกต๋อย แหม … เจ็บปวด)

จากจุดเริ่มต้นกับการเข้าครัวเป็นลูกมือคุณแม่ทำอาหารเป็นประจำ สั่งสมฝีมือและความรักในการทำอาหารจนมั่นใจว่ารักงานด้านนี้มากที่สุด จึงเลือกเรียนปริญญาตรีที่วิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร 4 ปี จบออกมาไฟแรงก็หาประสบการณ์การทำงานในกรุงเทพฯ 3 ปี เริ่มจากห้องอาหารเซน เซ็นทรัลเวิลด์ โรงแรมปาร์คนายเลิศ และโรงแรมหรรษา ราชดำริ ตามลำดับ สะสมประสบการณ์มาพอสมควรจึงมาเปิดร้านอาหารแห่งแรกของตัวเองที่โคราช ผลตอบรับเกินคาด ลูกค้างี้แน่นขั้นสุด จนขึ้นชื่อลือชาว่าใครมาโคราชต้องแวะมาชิมอาหารจานเด็ดที่หรรษา เรสเตอรองท์ให้ได้ หลังจากนั้นเขาก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับเวลา … เรื่องราวของเขาน่าสนใจไม่เบา แต่ครั้งนี้ผมขอเจาะลึกที่ตัวตนของเขาในรายการ Top Chef Thailand ส่วนถ้าอยากรู้มุมมองการทำธุรกิจล่ะก็ เชิญอ่านได้ตามลิ้งค์นี้ครับผม http://moremove.com/mmV5/?p=10192 จะรอช้าอยู่ใย เปิดป้ายไฟและล้อมวงกันเข้ามาเด้อ!!!

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับเชฟบัสที่ได้เป็น Top 4 ในรายการ Top Chef Thailand ครับ |

ขอบคุณครับ

ทำไมถึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันในรายการครับ |

เท่าที่ทราบนะครับ เริ่มแรกคือมีกรุ๊ปไลน์ที่เป็นของโคราช ก็ไม่รู้ว่ากรุ๊ปไหนนะครับเพราะผมไม่ได้อยู่ในกรุ๊ปนั้นด้วย เผอิญมีอยู่วันหนึ่งทีมงานของรายการได้เสนอสอบถามในกรุ๊ปไลน์ว่าที่โคราชมีเชฟคนไหนบ้างไหม ก็มีคนเสนอชื่อผมเข้าไป หลังจากนั้นทางรายการก็ติดต่อมาว่าสนใจจะแข่งทำอาหารไหม ซึ่งจริงๆ แล้วโดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่ชอบการแข่งขันเลยครับ ตอนแรกก็กะจะปฏิเสธไป แต่พอรู้ว่าเป็นรายการ Top Chef Thailand ก็เลยเกิดความสนใจ เพราะเราเคยดูเวอร์ชั่นต้นฉบับของเมืองนอกมาแล้ว ก็ชอบในรูปแบบรายการ ซึ่งเราก็เคยมีความฝันว่าสักวันหนึ่งถ้าเกิดเราได้ไปแข่งขันในรายการระดับประเทศแบบนี้มันก็น่าจะดีนะ ก็เลยตอบตกลงครับ

เอาจริงๆ ตอนที่ตอบตกลงทางรายการไปคือเราก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายเลย จริงๆ แล้วก็แค่คิดว่าลองไปแข่งดูก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเป็นรายการใหญ่ เรามีโอกาสเราก็ไม่อยากจะพลาดโอกาสตรงนี้ไป ก็ลองไปแข่ง ทางรายการหลังจากติดต่อเรามาแล้วเขาก็มีขอดูโปรไฟล์เราครับ อย่างร้านที่เราเปิดเป็นร้านอะไรแบบไหน ไม่ได้เข้ามาดูที่ร้านนะครับแต่จะมีการเรียกเราเข้าไปสัมภาษณ์ ก็ไปเล่าให้เขาฟังว่าเราทำอะไรได้บ้าง เราเริ่มต้นการเป็นเชฟมาจากไหน เรียนที่ไหน ทำอะไรบ้าง เราสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ไหม ถ้าเจอโจทย์แบบนี้เราจะทำอย่างไร เหมือนเขาอยากจะได้คนที่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เร็ว เอาจริงๆ ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เข้ามาแข่งนะครับ เพราะรู้อยู่ว่าคนสมัครเป็นเชฟระดับมืออาชีพของประเทศทั้งนั้น จำนวนใบสมัครนับร้อยมาออดิชั่น 30 คน เอาแค่ 15 คนเข้าไปแข่ง และผมก็ติดหนึ่งในนั้น จากนั้นก็รอทีมงานนัดวันถ่ายทำ

ก่อนแข่งขันคือเราไม่ได้เตรียมตัวอะไรเท่าไรเลยนะครับ ก็ไปแบบใสๆ คิดว่าลองไปแข่งดู บวกกับเราคิดเอาเองว่ารายการทีวีก็คงจะมีการเตี๊ยมกันก่อน เดี๋ยวก็บอกโจทย์ล่วงหน้า เราจะได้มีเวลาเตรียมตัวอะไรต่างๆ โน่นนี่นั่น ก็คงไม่โหดอะไรนัก แต่ที่ไหนได้พอไปแข่งจริงๆ คือมัน Real มากๆ ที่คิดว่าจะเตี้ยมกันจะอะไรกันคือไม่มีเลย ไม่ได้มีการเซ็ต เราก็เอาแล้วไง เครียดเลยดิทีนี้

คือทางรายการไม่มีการตระเตรียมบอกสคริปต์อะไรก่อนเลยหรือครับ |

ไม่มีเลยครับ พวกผู้แข่งขันก็เก็บตัวแบบมีห้องเก็บตัว คือไม่ให้เห็นเลยว่าภายในสตูดิโอถ่ายทำทีมงานจะขนอุปกรณ์หรือวัตถุดิบอะไรเข้ามา โทรศัพท์ก็ห้ามพก ทุกอย่างมันจริงหมด อารมณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ อย่างพวกเซอร์ไพรสอะไรต่างๆ คือเชฟทุกคนเพิ่งรู้พร้อมกันเดี๋ยวนั้น ก็แสดงออกแบบชัดเจน รายการเลยตั้งฉายาให้ผมกันขำๆ ว่า เชฟบัสสายอึ้ง

แล้วเชฟรู้สึกยังไงพอมาเจออะไรที่ไม่คาดคิดแบบนั้น |

เครียดมาก รูปแบบรายการจริงจังมาก ไปถึงวันแรกมีคนตกรอบเลย ผมก็แบบว่าเฮ้ย! รายการมันบ้าไปแล้ว ทำไม่ไม่ให้เขาปรับตัวก่อน ลองสนามก่อน อันนี้แค่ปอกไข่ แล่ไก่ แล่ปลา ก็มีคนตกรอบเลย คือเขายังไม่ได้ทำอาหารสักจานเลย พูดตรงๆ รายการโหดมากจริงๆ เราก็ตกใจเหมือนกันเพราะเราก็เพิ่งรู้พร้อมๆ กับทุกคน ยิ่งเราเป็นเหมือนกับเชฟภูธร อยู่โคราช ซึ่งเชฟคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นเชฟกรุงเทพฯ ก็คิดว่าแล้วเราจะไปสู้เขาได้ยังไง ไม่น่าจะไปสู้เขาได้ แต่พอผ่านเข้ารอบไปเรื่อยๆ ก็เริ่มปรับตัวกับรูปแบบรายการได้ จากตกใจก็กลายเป็นเครียด เพราะพอคนเริ่มน้อยลง ความกดดันก็สูงขึ้น ความคาดหวังก็มากขึ้น คนดูก็คาดหวังว่าอาหารเราจะว้าวขึ้น ตัวเราเองก็คาดหวังกับตัวเองมากขึ้น ไหนจะเชฟผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เวลา คณะกรรมการ และโจทย์แต่ละสัปดาห์ที่เข้มข้นขึ้น ท้าทายขึ้น และยากขึ้น

ตั้งแต่เทปแรกที่ออกอากาศ กระแสสังคมคือวิพากษ์วิจารณ์คำวิจารณ์ของคณะกรรมการกันเยอะมาก เพราะแต่ละคำวิจารณ์ก็ค่อนข้างรุนแรง ส่วนตัวเชฟบัสรู้สึกยังไงครับ |

ถ้านับตอนเทปแรกเลยก็ตกใจเหมือนกันครับ เพราะอย่างที่บอกว่าเราใหม่มากกับการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันในรูปแบบรายการทีวีแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะเจอจะเป็นยังไงบ้าง อย่างที่บอกว่านึกว่าจะมีเตี้ยมกันบ้าง แต่ก็ไม่มีเลย มีบอกกติกา มาร์คจุดการยืน ลำดับเหตุการณ์คร่าวๆ แค่นั้น จริงๆ เราก็เคยดูรายการ Top Chef ของต่างประเทศอย่างที่บอก ก็พอรู้บ้างว่าจะมีการวิจารณ์อาหารแบบตรงไปตรงมา แต่พอเจอจังๆ แรกๆ ก็ตกใจครับ คือเวลาที่เชฟแต่ละคนออกไปพรีเซ้นท์อาหารที่ทำขึ้น เราก็จะไม่ได้ออกไปพรีเซ้นท์ด้วย คือของใครของมัน ตอนรอบที่คัดคนออก อยู่ดีๆ ก็มีเชฟเดินร้องไห้กลับมา เราก็ โอ้โห! รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ แต่พอหลังๆ เราก็เข้าใจ คือบางอย่างเราทำออกไปเรารู้แล้วล่ะว่าเราพลาดอะไรตรงไหนบ้าง คือเราประเมินตัวเองมาแล้วตั้งแต่ระหว่างทำและหลังทำ คือด้วยเวลาที่มันค่อนข้างจำกัด มีเวลาหนึ่งชั่วโมงทั้งหยิบอุปกรณ์ หยิบวัตถุดิบ ไหนจะต้องคิดเมนูอาหารกันแบบสดๆ เดี๋ยวนั้น แล้วก็ทำเดี๋ยวนั้น คือเราจะทำยังไงก็ได้ให้อาหารลงไปที่จาน เราก็เลยรู้ข้อผิดพลาดที่เราทำไปแล้ว พอคณะกรรมการวิจารณ์มาเราก็เลยไม่ค่อยได้เถียงอะไร ก็ยอมรับ

เอาจริงๆ ถามว่าเชฟโอเคไหมกับคำติชมอาหารของเราแบบต่อหน้าตรงๆ |

ผมโอเคครับ คือคนภายนอกอาจไม่ทราบ แต่โดยปกติคนครัวคนทำอาหารจะรู้ เพราะว่าจริงๆ แล้วถ้าเราอยู่ในครัว เราจะมีความกดดันที่มันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ทั้งความร้อน ทั้งเวลาที่ลูกค้าแบบเร่งอาหาร เวลาที่ลูกค้าหิว หรืออะไรหลายๆ อย่าง บรรยากาศในการทำงานในครัวก็จะ Hell’s Kitchen นิดๆ อย่างตอนทำงานกับเชฟฝรั่งก็จะเกิดความกดดันค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนที่ทำอาชีพเป็นเชฟส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างเข้าใจว่าจะต้องเจอเรื่องกดดันเยอะ การวิจารณ์หรือคอมเพลนอาหารเป็นเรื่องที่คนทำอาหารทุกคนต้องเจอ

แน่นอนที่ว่าความสนุกและเป็นไฮไลท์ในรายการคือปฏิกิริยาในแต่ละเทปของเชฟผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน อย่างเชฟอ้อยหรือเชฟต้นที่ถือว่าได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ชมกันหนักมาก นี่ก็เป็นปฏิกิริยาแบบ Real Time เลยหรือครับ |

คืออย่างที่บอกว่าทุกคนไม่ได้เตี๊ยมกันมา คนไหนเป็นยังไงก็เป็นยังงั้นเลย แสดงออกมาแบบเป็นตัวของตัวเองเต็มที่

เท่าที่อ่านคอมเม้นท์ของแฟนรายการตามโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ส่วนใหญ่จะชื่นชอบเชฟตามกับเชฟบัส เรียกว่าเป็นคู้จิ้นในรายการ แต่เชฟบัสไม่ค่อยมีซีนในรายการเท่าไหร่เลยเนอะ |

เชฟบัสสายอึ้งครับ!! ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ทำเงียบๆ ไปเรื่อยๆ ทางทีมงานก็บอกผมว่าพยายามแอคติ้งหน่อยนะ มีอะไรในใจก็พูดออกมาเลยไม่ต้องกลัว เขาก็พยายามบอกว่าบัสพูดบ้างนะ มีการกระตุ้นอยู่ แต่เราเป็นคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง พูดน้อย ยิ่งเวลาที่ทำอาหารจะเป็นคนค่อนข้างเครียด เราก็โฟกัสไปที่อาหาร เวลามันก็เร่งด่วน เขาให้เวลากำหนดมา ตอนล่าสุดที่ทางคณะกรรมการจะมาเดินถามอะไร ผมก็วิ่งหนีไปเฉยเลย คือทางคณะกรรมการก็อยากจะมาสอบถามระหว่างเรากำลังทำอาหาร แต่เราก็ยุ่ง เราก็เลยชิ่ง

สัปดาห์ล่าสุด หลายคนเชียร์ให้เชฟบัสเข้ารอบสุดท้ายแต่ก็พลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย หลังการแข่งขันเชฟได้ประเมินตัวเองบ้างไหมว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้างครับ |

ตอนนั้นยอมรับว่าเครียดมาก พอมันเหลือคนน้อยๆ ก็เริ่มเครียดมากๆ เลย ทำให้เราเหมือนกดดันตัวเอง คิดอะไรไม่ออก สมองมันเริ่มไม่รับอะไรแล้ว มันเหมือนที่ทำไม่ได้ทำด้วยความสุข มันกลายเป็นความเครียดความกดดัน มันก็เลยทำให้เรากังวล แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ส่วนตัวผมมองว่ามาได้ไกลกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้แล้ว ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสเข้าแข่งขันในรายการ

จาก 2 คนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เชฟบัสคิดว่าใครจะเป็นแชมป์ในรายการ |

มันก็ดูยากเพราะมันเป็นคนละสไตล์เลย มันเกี่ยวกับเทคนิคของแต่ละคน อย่างเชฟเมย์เป็นคนที่ชนะบ่อยมาก ค่อนข้างน่ากลัว แต่เชฟตามก็มีความหน้ากลัวในลึกๆ เหมือนกันเพราะเขาเป็นคนใจกล้าที่จะเอาวัตถุดิบแปลกๆ เข้ามาทำ เดาไม่ออกเหมือนกันครับ ต้องรอดูหน้างาน

ตั้งแต่วันแรกที่เข้าแข่งขันในรายการจนถึงวันนี้ คิดไหมว่าเราจะมาได้ไกลจนถึงจุดๆ นี้ |

ตอนแรกไม่เคยคิดเลย แต่จริงๆ ก็แอบหวังไว้ว่าอยากเข้ารอบให้ลึกที่สุด อยากมีโอกาสได้ศึกษาและฝึกฝนการทำอาหารเพิ่มขึ้นอีก เอาจริงๆ ทีแรกก็กะว่าจาก 15 คนขอเข้ารอบแล้วค่อยตกประมาณสัก 10 คนสุดท้ายก็โอเคแล้ว คือขอไม่ตกใน 5 คนแรก ขออยู่สัก 1 ใน 10 ก็ยังดี พอมีวีคหนึ่งเป็นการแข่งขันแบบมาราธอน ตอนนั้นคือแข่งทีเดียวตกรอบไป 3 คน ตอนนั้นเหนื่อยมากเลย เข้ารายการตั้งแต่ 6 โมงเช้ากลับอีกทีตี 4 เกือบน็อครอบ พอมีคนตกรอบไปครั้งนั้น 3 คน เหลืออยู่ 8 คน เราก็เลยโอเคแล้ว เกินเป้ามาแล้ว ก็เตรียมใจจะตกรอบในช่วงประมาณนั้น ไม่คิดว่าจะเข้าไปในรอบท็อปโฟร์ได้ ก็ดีใจครับ

คนใกล้ชิดหรือคนรอบข้างมีความคิดอย่างไรบ้างกับการที่เราไปออกรายการ |

ทุกคนก็ดีใจที่รู้ว่าเราได้เข้ารอบลึกๆ 1 ใน 4 คนสุดท้ายของรายการ

ประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขัน |

ได้ความกล้าเพิ่มมากขึ้น ปกติเป็นคนที่ค่อนข้างไม่มีความมั่นใจ จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยกล้าเรียกตัวเองว่าเชฟ ทุกวันนี้ก็ทำให้มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ได้คือประสบการณ์แบบก้าวกระโดด ได้เรียนรู้เทคนิคและแนวคิดด้านการทำอาหารจากเชฟคนอื่นๆ ที่สำคัญคือได้รับคอมเม้นท์จากกรรมการในข้อที่เราผิดพลาดและนำมาปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ค่อยกล้าทำอาหารที่มันแปลกๆ หรือเรากลัวคนทานแล้วเข้าไม่ถึง ก็จะไม่กล้าทำ พอผ่านรายการนี้ก็คิดว่าคนไทยคงเกิดความรู้สึกอยากชิมอาหารที่มันแปลกๆ แบบที่ไม่ค่อยได้กินบ่อยๆ อาหารที่มันน่ากิน อาหารที่มีการ Create มากขึ้น ก็เลยคิดว่าเราน่าจะคิดเมนูที่เป็นอาหารบ้านๆ ที่เรารู้จักกันเฉยๆ มาทำเป็นเมนูหลักของทางร้าน อย่างสมมุติว่าผมจะทำกุ้งแช่น้ำปลา ผมอาจจะเอาน้ำจิ้มซีฟู้ดไปทำเป็นไอศกรีมให้กินคู่กับกุ้งแช่น้ำปลา เราต้องมีความคิด ความกล้า ความที่อยากจะทำ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมได้จากรายการครับ

อย่างที่บอกว่าเราเป็นเชฟภูธร เราอยู่ต่างจังหวัด เราก็ไม่ได้คาดหวังสูง ถึงตกรอบมาเราก็แฮปปี้ที่เรามีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในรายการแข่งขันที่มันใหญ่ขนาดนี้ ได้ไปรู้จักเชฟเก่งๆ อีกตั้งมากมาย ทุกวันนี้เรามีอะไรเราก็ปรึกษาพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เหมือนตอนนี้มีอีกอีกครอบครัวหนึ่งเลย คือแบบสนิทกันมาก

ชีวิตหลังจบรายการเป็นอย่างไรครับ |

ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีงานอะไรที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำเพิ่มขึ้น อย่างล่าสุดก็ได้ไปถ่ายโฆษณาของ CP เป็นรูปแบบที่ให้เชฟแต่ละคนสอนทำอาหารง่ายๆ โดยใช้วัตถุดิบจาก CP เช่น เอาของที่มีในบ้านในตู้เย็นกลับมาทำเป็นเมนูใหม่ หรือเป็นลักษณะเมนูไข่ 7 วัน 7 เมนู คือเขาอยากกระตุ้นให้คนไทยทานไข่ทุกวัน โดยเขาจะบอกโจทย์ที่ต้องการแล้วให้เราคิดเมนูทำอาหารในโฆษณา หลายคนคงเคยเห็นเพราะจะแทรกเข้าไปอยู่ในช่วงเบรกของรายการ Top Chef Thailand  โฆษณาตัวนี้ก็จะมีที่จะไปอยู่ในเฟสบุ๊กของ CP ด้วยครับ เร็วๆ นี้ก็จะไปร่วมในรายการเกมโชว์ของช่อง One 31 รายการ 4 ต่อ 4 ครับ

ผลตอบรับหลังจากออกรายการเป็นอย่างไรบ้างครับ |

ก็มีคนรู้จักเยอะขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัดครับ จริงๆ ก็ไม่รู้นะครับ แต่มารู้ก็เพราะตอนหลังยอดไลค์ตามโซเชี่ยลฯของเราที่ค่อนข้างเยอะขึ้นแบบเห็นได้ชัด ยิ่งเข้ารอบที่ค่อนข้างลึกเท่าไรยอดไลค์ก็ยิ่งเยอะขึ้นตามไปด้วย คนติดตามเยอะขึ้น แม้แต่ Instagram ผมเองยังตกใจเลย เมื่อก่อนผมยังไม่ค่อยได้เล่น Instagram เท่าไหร่ ผมมีคน follow ประมาณไม่เกิน 200 คน แล้วก็ไม่ได้เล่นมานาน พอออกรายการนี้ไปตอนนี้มียอดคน follow อยู่หมื่นกว่าคน ขึ้นมาเยอะมากจนน่าตกใจ พอมีคนติดตามเราก็ดีใจ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางประชาสัมพันธ์ร้านของเราด้วย ตอนนี้ก็เลยคิดว่าอยากจะทำวีดีโอที่สอนทำอาหารอะไรประมาณนี้ครับ

มีผลกับยอดขายในแต่ละร้านของเชฟบัสไหมครับ |

ถ้าจะพูดในแง่ของจำนวนลูกค้า ลูกค้าก็เยอะขึ้นในระดับหนึ่งนะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มลูกค้าในโคราชซึ่งก็รู้จักเราอยู่แล้วและอุดหนุนกันเป็นประจำ คืออย่างที่บอกว่าผมอยู่โคราช ร้านของผมก็อยู่โคราช แต่แฟนคลับที่คอยติดตามผลงานหลังจากออกรายการส่วนใหญ่เขาจะอยู่กรุงเทพฯบ้างอยู่จังหวัดอื่นๆ บ้าง เขาก็เลยไม่ค่อยจะมีโอกาสแวะมา แต่ทุกคนก็บอกว่าถ้าแวะได้ก็จะแวะมาชิมอาหารที่ร้านเชฟบัสให้ได้ครับ

มีลูกค้าที่ดูรายการแล้วอยากชิมอาหารแบบที่เชฟบัสทำในรายการบ้างไหมครับ |

มีลูกค้ารีเควสต์กันมาเยอะเลย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำเพราะขอเคลียร์เรื่องต่างๆ ก่อนสักนิดครับ ไม่แน่ในอนาคตเร็วๆ นี้เราอาจมีเซอร์วิสเมนูใหม่ๆ เข้าไปในแต่ละร้านครับ

มีร้านไหนที่เชฟบัสดูแลอยู่บ้างครับ |

ก็จะมี ร้านหรรษา เรสเตอรองท์ ก็จะเป็นร้านอาหารไทยฟิวชั่น เป็นบรรยากาศแบบการ์เด้นเรสเตอร์รอง สบายๆ 8 Bistro ก็จะอยู่แถวตลาดย่าโม ก็จะเน้นเป็นอาหารยุโรป แล้วก็จะมีอาหารไทยบ้าง บรรยากาศก็จะสนุกๆ หน่อยแบบบิสโทรหน่อยๆ ขายไวน์ขายเบียร์นอกอะไรแบบนี้ครับ 8 Dinning ก็จะเป็นบรรยากาศสบายๆ สวยงาม ที่นี่เสิร์ฟเมนูอาหารไทยอย่างเดียวเลย เป็นอาหารไทยแต่ก็ไม่ไทยโบราณนะครับ ร้านเน้นเนื้อ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวแนวใหม่ เน้นเนื้อสไลด์คุณภาพดี เน้นวัตถุดิบ ตอนนี้มี 2 สาขา ในเดอะมอลล์โคราชและบนถนนยมราช และกำลังจะเปิดใหม่อีกแห่งที่เซ็นทรัลโคราชครับ สุดท้ายคือ Cheese Me เป็นร้านที่เพิ่งเปิดที่เดอะมอล์ เป็นอาหารสำหรับคนรักชีส ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า สปาเกตตี และอาหารเกี่ยวกับชีสต่างๆ เป็นอาหารที่เน้นวัตถุดิบที่เกี่ยวกับชีสเป็นส่วนประกอบหลัก

สุดท้ายอยากให้เชฟบัสฝากถึงแฟนคลับที่ดูหรือเชียร์เชฟบัสมาโดยตลอด |

ก็ฝากขอบคุณแฟนคลับหรือคนที่คอยติดตามบัสและก็เชียร์บัสมาโดยตลอด บัสเชื่อว่าคนโคราช 80% ยังไงก็ต้องเชียร์บัส ขอบคุณแล้วก็อยากให้รอดูผลงานว่าต่อไปจะมีผลงานอะไรออกมาอีกบ้าง ก็ฝากติดตามผลงานต่อด้วยนะครับ หากอยากตามความเคลื่อนไหวของผมก็เข้าไปดูได้ที่แฟนเพจ @cheftawatchai ได้ครับ ก็จะมีเรื่องราวและข่าวสารอะไรต่างๆ อัพเดทอยู่เสมอ หรือถ้าอยากลองชิมอาหารรสมือผม ก็ตามร้านต่างๆ ดังนี้ครับ จะโทรสอบถามพิกัดหรืออะไรต่างๆ ได้ก่อนเลย ร้านหรรษา 044-269108 ร้านเน้นเนื้อ สาขาถนนยมราช 044-071611 ร้านเน้นเนื้อ สาขาเดอะมอลล์โคราช 044-390542 ร้าน 8 Bistro 0443248888 ร้าน 8 Dining 044-300588 และร้าน cheese me 083-844-4401 ครับ


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Location : 8 Dining ภายในโครงการเดอะลิ้งค์ ถนนมิตรภาพ จ.นครราชสีมา

Comments

Powered by Facebook Comments