8 Min. read

พระท่านบอก ‘อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา’ ใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้ ฟังแล้วก็ให้ปลง แต่ด้วยฐานะปุถุชนคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยกิเลสประเภทรัก โลภ โกรธ หลง ก็มีบางเรื่องที่เข้ามากระทบใจแล้วปล่อยวางไม่ไหว เหมือนกับคนบางคน สถานที่บางแห่ง หรือของบางอย่างที่เราเห็นอยู่จนชินตา แม้จะทำเหมือนไม่ใส่ใจแต่ความผูกพันมันฝังรากลึกลงไปในกมลสันดาน สมมติว่าจู่ๆ วันหนึ่งลดน้อยลงหรือหายไป อาการใจหายก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สมัยนี้เครื่องจักรกลหรือเครื่องยนต์ดูเหมือนจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น กิจกรรมหลายอย่างที่เคยใช้แรงงานคนจึงเริ่มหดหายไปตามวิถี แต่ก็ใช่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียว เมื่อบางอย่างแรงงานจากคนนั้นสำคัญยิ่งนัก อาจไม่สำคัญในแง่ของประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล แต่สำคัญในแง่ของจิตใจ-ความรู้สึก

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

… โคราชกำลังจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภาคอีสาน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งแห่งที่ทางภูมิศาสตร์ซึ่งบ่งชี้ให้โคราชเป็นเมืองหน้าด่านสู่ภาคอีสานและอินโดจีนเท่านั้นหรอกนะ แต่เป็นเพราะระบบโลจิสติกส์ต่างๆ ที่โถมเข้ามาในทุกทิศทาง โคราชกำลังก้าวเข้าไปสู่ความศิวิไลซ์ในลักษณะแบบทุนนิยม วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกำลังถดถอยราทัพไปอยู่ในมุมห้องเงียบๆ ช้าๆ วิถีชีวิตแบบคนเมืองที่เร่งรีบ วุ่นวาย และฉาบฉวยกำลังรุกไล่เข้ามา ถามว่าแบบนี้ดีไหม ในสายตานักพัฒนาคือดีงาม เป็นความเปลี่ยนแปลงไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่ในสายตานักอนุรักษ์คือแย่หน่อย ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมลงไปหมดอย่างน่าเสียดาย

สามล้อถีบ ถือกำเนิดครั้งแรกในโคราชราวปี พ.ศ. 2476 โดยนายเลื่อน พงษ์โสภณ

ที่อยากจะพูดคือ ความเจริญเติบโตของเมืองที่เข้ามา  (ณ ที่นี้ขอชี้เจาะจงเฉพาะเรื่องของการคมนาคม) ส่งผลให้ธุรกิจและอาชีพแบบดั้งเดิมหลายๆ อย่างต้องล่าถอยออกไป โดยเฉพาะอาชีพที่อาศัยกำลังคน อาชีพที่เชื่องช้าไม่ทันใจ ธุรกิจที่เหมือนไดโนเสาร์ในสายตาคนรุ่นใหม่ อาชีพอย่าง สามล้อถีบ

กลางดึก ผมยืนอยู่ข้างถนน ข้างๆ กันมีเสาไฟถนนยืนแถวตรงเป็นระเบียบ แสงไฟสีเหลืองอมส้มฉายภาพตรงหน้าให้เห็นเป็นแสงเงาที่ดูแปลกตา เร้นลับ ภาพเบื้องหน้าดูแตกเป็นเม็ดเล็กๆ ราวกับกำลังถูกถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายรูปความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ

แม้จะอยู่ในช่วงกลางดึก แต่อีกหลายถนนหลายสายในตัวเมืองก็ยังคลาคล่ำไปด้วยบรรดาพาหนะนานาชนิดนับพันคันที่เบียดเสียดกันวุ่นวายอยู่บนท้องถนน ทั้งรถส่วนตัวและรถรับจ้างซึ่งดูเหมือนจะรีบเร่งไปสู่จุดหมายให้เร็วที่สุด ทว่ากลับมีพาหนะอีกหนึ่งชนิดที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ ด้วยสองขาที่ปั่นนำพาผู้โดยสารไปถึงจุดหมาย ดูไปก็ช่างกลมกลืนอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อบนถนนเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม แต่สามล้อถีบกลับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างสงบ

ในอดีตสามล้อถีบได้รับความนิยมสูงมาก

สามล้อถีบ ขึ้นชื่อว่าถือกำเนิดครั้งแรกในโคราชราวปี พ.ศ. 2476 โดยนายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น และได้แก้ไขปรับปรุงอยู่หลายครั้งจนสามารถนำมาจดทะเบียนในกรุงเทพฯได้ สมัยหนึ่ง นี่คือยานพาหนะรับจ้างที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะผู้คนต้องเลือกใช้สอยเพื่อเดินทางไปไหนมาไหนซึ่งจำกัดระยะทางไม่ไกลนักจนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นเจ้าครองถนน … แทบทุกย่านทุกมุมถนน ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ล้วนจอดเรียงรายไปด้วยทัพสามล้อถีบ (จะว่าไปก็คล้ายๆ แท็กซี่มิเตอร์หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างในปัจจุบันซึ่งกลายเป็นอาชีพหลักของคนทั่วไป) แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความนิยมกลับลดลงฮวบฮาบจนน่าใจหาย ตามถนนหนทางแทบไม่ปรากฏพาหนะชนิดนี้อยู่เลย ยามค่ำคืนยังพอหาได้บ้าง แต่เปลี่ยนจากการรับจ้างรับส่งคนเป็นรับจ้างส่งข้าวของสินค้าตามตลาด โดยหากสังเกตสักระยะหนึ่งจะพบว่าเป็นเวลานานทีเดียวกว่ารถสักคันจะเคลื่อนตัวออกไปสักครั้ง

เป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าใจหาย … หลายคันมีสภาพทรุดโทรมไม่งดงามดังเช่นในอดีต สีซีด หลายส่วนลอกร่อน ตัวเหล็กโครงสร้างขึ้นสนิม เบาะรถเก่าคร่ำและยวบต่ำจนติดแผ่นกระดานด้านล่าง ลาดลายต่างๆ ที่เคยแจ่มชัดปัจจุบันดูยากที่จะมองเห็นได้ชัด บางคันปรากฏป้ายโฆษณาแผ่นไม่เล็กนักติดท้ายรถเพื่อเป็นการหารายได้อีกทาง … ตัวรถก็เหมือนคนถีบ อดีตอาจเคยเป็นคนหนุ่มแข็งแรง ท่วงท่าการถีบก็เต็มไปด้วยพลังชีวิต มาดร่าเริงท้าแดดและฝน ปัจจุบันปรากฏเป็นชายวัยเลยกลางคนมาไกลโข อาจแข็งแรงสามารถเผชิญแดดหรือลมฝนดังเดิมด้วยงานการที่ทำเคี่ยวกรำจนแกร่งราวเหล็กกระพี้ แต่ความสดใสและความกระฉับกระเฉงโรยราลงไปมาก ปรากฏริ้วรอยความยากลำบากและทุกขเวทนาบนใบหน้าชัดเจน

ฤาสามล้อถีบโคราชจะลาถนนไปอย่างถาวรในเร็ววัน …

สามล้อถีบผูกพันกับวิถีชีวิตคนโคราชมาโดยตลอดตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะกับผู้คนในตลาด

ชายวัยกลางคนซึ่งโดยส่วนใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี หรือบางคนเราอาจคิดว่าไม่น่าจะยังปั่นไหวนั่งประจำอยู่บนสามล้อของตัวเอง รอคอยผู้โดยสารมาใช้บริการ ซึ่งอาจจะมากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละวัน

“มันไม่แน่นอน …บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนอยากนั่งสามล้อหรอก มันคงไม่ทันใจ” ลุงพล คนถีบสามล้อวัยดึกที่ตลาดแม่กิมเฮงบอก “ลูกค้าช่วงกลางวันส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่ๆ ที่ให้ไปส่งตามวัดบ้างไปส่งโรงพยาบาลบ้าง นานๆ ทีจะมีพวกวัยรุ่น นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ที่นึกสนุกอยากนั่งสามล้อถีบชมเมือง ส่วนตอนกลางคืนรายได้จะมากหน่อย เพราะรับจ้างส่งของให้แม่ค้าตามตลาด ลุงเห็นบางคันขับตระเวนเก็บของเก่าเป็นรายได้เสริมด้วย”

นั่งรอผู้โดยสารกันทั้งวัน ภารกิจแก้ง่วง แก้เบื่อ แก้เซ็งของบรรดาชายที่เลยวัยหนุ่มมาแล้วมีอะไรบ้าง … นอกจากการเรียกผู้โดยสารแล้ว การพูดคุยเรื่องปากท้อง พูดถึงเรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้เลยทีเดียว “บางทีจอดนานๆ ไม่มีคนมันก็เบื่อเหมือนกัน ถ้าไม่นั่งดูดบุหรี่ก็นั่งหลับ ชีวิตเรามันไปไม่รอดซะแล้ว จะไปทำงานอื่นก็ไม่ได้ มันทำได้แต่แรงไม่พอเสียแล้ว”

เมื่อก่อนสามล้อถีบจะมีการประดับตกแต่งรถให้สวยงาม แต่เดี๋ยวนี้ความสวยงามของสามล้อดูลดลงไปมาก ดอกไม้ปลอมที่เคยใช้ประดับตกแต่งรถเพื่อความสวยงามหายไป เปลี่ยนมาเป็นป้ายโฆษณาบ้าง สติ๊กเกอร์มุกเสี่ยวๆ ตามอย่างท้ายรถบรรทุกบ้าง ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าประมาณ 20 ปี สามล้อน่าจะหมดไป เมื่อคนรุ่นที่ถีบสามล้ออยู่ในปัจจุบันเป็นคนรุ่น 70-80 ปีทั้งนั้น เมื่อคนรุ่นนี้หมด สามล้อก็น่าจะหมด “อนาคตไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อสามล้อหมดไปจะยึดอาชีพอะไร จะรอดูว่าใครจะเป็นคนสุดท้ายที่ถีบสามล้อ”

สามล้อถีบยังขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ แม้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นทุกวัน … ทุกวัน

‘ลุงดาว’ นายต่อม กิติสกนธ์ ซูเปอร์สตาร์สามล้อถีบ

นายต่อม กิติสกนธ์ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ลุงดาว ซูเปอร์สตาร์สามล้อถีบแห่งโคราช ซึ่งประจำการอยู่บริเวณย่านคลังเก่าอยู่เป็นประจำ ผมเลือกให้เขาเป็นตัวแทนปากเสียงในการบอกเล่าความในใจของผู้ประกอบอาชีพสามล้อถีบในโคราช

“เมื่อก่อนก็มีคนแซวกันมาก เค้าบอกว่าลุงเป็นสามล้อถีบซูเปอร์สตาร์ ลุงก็บอกว่าไม่ใช่ๆ คือเคยเข้าฉากหนังเรื่องข้ามาคนเดียว กองถ่ายเค้ามาถ่ายกันที่หน้าชลประทาน เขาก็มาหารถสามล้อถีบออกกล้อง รถลุงดาวสวย เค้าก็เลยจ้างเรา ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก ทีมงานเค้าให้เราลากสามล้อขวางทางพระเอกไว้เฉยๆ เท่านั้นเอง”

แนะนำตัวเองสักนิดครับ |

ลุงชื่อดาว เป็นคนโคราชโดยกำเนิด บ้านเดิมอยู่ที่ชุมพวง เรียนหนังสือจนถึง ป.4 ก็ออกจากโรงเรียนมาช่วยงานที่บ้าน ทำไร่ไถนาไปตามเรื่อง พอโตเป็นหนุ่มอายุได้ 22 ปีก็มีโอกาสเดินทางไปประเทศลิเบีย สมัครไปทำงานเป็นช่างปูน ที่ทำเป็นก็เกิดมาจากญาติพี่น้องพาทำ แล้วก็จำมาเรื่อยๆ จนทำเป็นเอง ก็ทำงานเป็นช่างปูนอยู่ที่นั่นมาได้สักสองอาทิตย์ หลังจากนั้นเขาก็ให้ไปทำความสะอาดเครื่องเล่นในสวนสนุกอย่างชิงช้าสวรรค์หรือจานบิน ทำได้ประมาณหนึ่งเดือน พอเข้าเดือนที่สองทางหัวหน้าใหญ่ที่เป็นคนลิเบียเขาก็ให้หยุดทำแล้วให้ไปทำงานบ้านเขาแทน

ชีวิตหลังกลับจากเมืองนอก |

พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานเป็นช่างก่อสร้าง ทำเป็นหมดไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างปูน แต่ทำงานก่อสร้างอยู่บ้านนอกไม่มีงานทำก็ต้องเข้าไปในเมือง ก็มาทำงานก่อสร้างอยู่ตรงวัดสุทธจินดา สมัยนั้นเขาให้ค่าแรงวันละ 150 บาท ทำอยู่สักพักก็มีเพื่อนมาชวนไปขับสามล้อเพราะได้เงินดีกว่า กลับมาบ้านนั่งคิดนั่งตัดสินใจ ช่วงนั้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่มี รถตุ๊กๆ ไม่มี มีแต่รถเมล์ใหญ่ซึ่งกว่าจะมาแต่ละเที่ยวก็ห่างๆ กัน ก็เลยตัดสินใจไปเช่าสามล้อมาลองรับจ้าง ใหม่ๆ ยังไม่รู้จักเส้นทางก็จะให้ผู้โดยสารบอกทาง ให้เงินเท่าไหร่ก็ไปหมด จะวิ่งตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึง 4 โมงเย็น รายได้ตกอยู่ที่ 300-400 บาทต่อวัน ดีกว่าทำงานก่อสร้างจริงๆ ก็เลยยึดอาชีพนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น

นอกจากเรื่องของรายได้ที่มากกว่าตอนที่ยังเป็นคนงานก่อสร้าง ข้อดีของสามล้อถีบที่ลุงได้รับคืออะไรครับ |

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

งานสามล้อเป็นงานอิสระไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครมายุ่งวุ่นวาย บางคนที่ไม่กินเหล้า บุหรี่ก็ไม่สูบ ก็จะมีเงินเก็บเยอะหน่อย ส่วนลุงก็กินบ้างแต่ไม่มาก กินพอมีแรง 

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

… ช่วงนี้มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็มาวิ่งแถวๆ ลานย่าโม ช่วงที่หมอแหยง (สำเริง แหยงกระโทก – อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา) มาเปิดงานย่าโมก็ได้วิ่ง เพราะเขาตั้งใจให้ลุงเป็นหัวหน้าสามล้อ ภารกิจก็อย่างเช่น สมมติหมอแหยงต้องการรถสามล้อมาเปิดงานย่าโมจำนวน 30 คัน ต้องเป็นคันที่สวยๆ สภาพดี ลุงก็ต้องหามาให้ ซึ่งก็ได้กันคันละ 300 บาท แห่เสร็จก็วิ่งในงาน เขาก็ได้อีกคันละ 200 บาท วิ่งตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม แต่จะให้วิ่งวันละ 15 คัน ผลัดกันไปใครวิ่งวันคู่ใครวิ่งวันคี่ แต่ถ้าใครอยากวิ่งต่อก็วิ่งต่อได้ แต่พอหมอแหยงหมดวาระ งานย่าโมก็ไม่ได้เอาสามล้อมาออกงานอีกเลย ก็ขาดรายได้ไปเหมือนกัน แต่ตำแหน่งหัวหน้าสามล้อของลุงยังอยู่ จังหวัดฯยังรับรองอยู่

จากเช่าเป็นซื้อรถสามล้อเป็นของตัวเอง |

อย่างที่บอกว่าช่วงแรกๆ ก็ใช้วิธีเช่าสามล้อมาถีบหาเงิน แต่ช่วงหลังก็คงประมาณ 4 ปีที่เรามีเงินเก็บก็ซื้อมาเป็นของตัวเอง ตอนนั้นซื้อมาในราคา 5,000 บาท ซึ่งก็ไม่ได้ซื้อเป็นเงินสด ก็ผ่อนเอา ส่งวันละ 40 บาท แต่ลุงก็ส่ง 4 วัน 200 บาท ประมาณ 3 เดือนก็หมด

เคยคิดจะเลิกถีบสามล้อบ้างไหมครับ |

เคยสิ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ลุงคิดจะเลิกขับสามล้อ ก็ขายรถสามล้อกลับไปอยู่บ้าน ทีนี่ไปอยู่บ้านทำไร่ทำนาได้สองสามวันก็เบื่อ คือเมื่อก่อนงานไร่งานนามันมาก ต้องทำหลายอย่าง ทั้งหว่านกล้าแล้วก็ไถเอง แต่เดี๋ยวนี้ใช้เครื่องยนต์ช่วย งานเลยไม่ได้มากอย่างแต่ก่อน วันสองวันก็เสร็จ คือเราเคยเป็นคนทำงานทุกวัน เช้ายันเย็นไม่มีวันหยุด พอมานั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านก็ไม่ไหว ไม่มีอะไรให้ทำ จะเดินไปคุยเล่นกับเพื่อนๆ แถวบ้านก็กลัวว่าเค้าจะมีธุระไม่สะดวก ก็เลยตัดสินใจหวนกลับมาขับสามล้ออีกครั้งดีกว่า ก็ซื้อรถใหม่ จนถึงตอนนี้ลุงใช้คันนี้ทำมาหากินมาได้ 9-10 ปีประมาณนี้

เดี๋ยวนี้คนเลิกถีบสามล้อกันไปเยอะมาก ลุงพอรู้ไหมว่าเค้าไปทำอะไรกัน |

ที่รู้ๆ ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆ บางคนเลิกจากสามล้อไปทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ไปเป็นยาม ไปรับจ้าง ไปทำงานได้รายได้เป็นเดือน เขาให้เป็นเดือนก็คิดว่าดีกว่าถีบสามล้อ ทำแบบนั้นเงินมันตายตัวกว่า บางคนก็ไปเลี้ยงปลา  มีเงินทุนแล้วก็มีบ่อมีสระน้ำที่พอจะเลี้ยงปลา ก็คือเลิกจากถีบสามล้อแล้วก็มีอยู่สองทาง คือถ้าไม่ไปเป็นลูกจ้างเขาก็ไปทำกิจการของตัวเอง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“ถามว่าอากาศร้อนไหม ก็ไม่ร้อน มันชินแล้วไง เพราะเราลำบากมาตั้งแต่แรกแล้ว หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เรารับได้ คือถึงมันจะร้อนแต่เราก็ทนได้ อยู่ได้ อาชีพของเรามันเป็นแบบนี้

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แงคิดของชีวิตที่ได้จากอาชีพสามล้อถีบ |

อาชีพสามล้อให้อะไรหลายอย่างกับลุงเหมือนกัน อย่างแรกเลยคือทนแดดได้สบายมาก ถามว่าทำไมต้องมาลำบากตรากหน้ามาถีบสามล้อ คืออย่างที่เราบอกว่าเราชอบ มันอิสระ รายได้ก็พออยู่ได้ จริงๆ ก็มีไร่นาที่พ่อแม่แบ่งไว้ให้ คือถ้ากลับชุมพวงไปก็สบาย อยู่ได้ แต่ลุงก็มองมุมกลับนะ ไม่อยากอยู่เฉยๆ คือเราอยู่ในเมืองมานานตื่นเช้ามาก็หาเช้ากินค่ำ มันอิสระดี ได้เห็นคนหลายรูปแบบ ทั้งขอทาน ทั้งคนสวย ทั้งคนไม่สวย ทั้งคนอ้วน มันหลากหลาย ถามว่าถ้าไปอยู่บ้านนอกอยู่ได้ไหม ก็อยู่ได้ แต่อยู่ได้ไม่นาน ทำอาชีพนี้มันก็มีเงินเก็บบ้าง แต่ก็คงจะไม่มาก เราก็ต้องคิดเพราะเราถีบสามล้อแล้วเราอยู่ตัวคนเดียว ถ้าหากเราไม่เก็บเงินไว้บ้าง เวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วยจะไปหยิบยืมใคร อย่าไปเอาจมูกใครหายใจเลย ลุงพูดได้เต็มปาก ถ้าเปรียบเทียบกับพวกสามล้อที่ถีบด้วยกัน ลุงพูดได้เลยว่าลุงสบายที่สุดแล้ว ค่าใช้จ่ายก็พออยู่พอกิน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักศึกษา พวกที่แบบมาเมืองโคราชก็อยากนั่งสามล้อชมเมือง 

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คิดว่าจะหยุดเมื่อไร อืม … ถ้าไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็คงจะทำจนไม่มีแรงที่จะปั่น หรือไม่ก็ถ้าถูกล็อตเตอร์รี่สักใบได้เงินสักแสน ก็คิดว่าจะไปทำอะไรสักอย่าง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ฝากถึงชาวโคราช |

สุดท้ายก็อยากฝากว่า เดี๋ยวนี้สามล้อไม่ค่อยจะมีให้เห็นกันแล้ว หมดรุ่นลุงก็คงไม่ได้นั่งสามล้อกันแล้วโคราช คือถ้าอยากอนุรักษ์สามล้อเอาไว้ก็อย่าพูดกันเฉยๆ คนขับสามล้อก็หาเช้ากินค่ำใช้เงินเหมือนๆ ทุกคนนั่นล่ะ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อยากให้ช่วยๆ กันอุดหนุนสามล้อให้ได้สักวันละสี่เที่ยวต่อวันก็ยังดี

รักสามล้อ อยากให้สามล้ออยู่คู่โคราชไปนานๆ ก็อุดหนุนสามล้อบ้างเด้อ!!!


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments