9 Min. read

ของรักของข้า!!

จั่วหัวมาแบบนี้หลายคนคงงงว่าเกี่ยวอะไรกับมหากาพย์ The Lords of The Ring กันนะ (วะ) ขอบอกว่าไม่เกี่ยวสักนิดและก็ไม่รู้ว่าอะไรเข้าสิงถึงเริ่มต้นแบบนี้ (ไม่ลบด้วยเอาซี๊ย์!!) แต่จะบอกว่าตั้งแต่ปวารณาตัวพร้อมดื่มน้ำสาบานว่าจะเป็น ‘ติ่ง’ วิชญาณีตลอดไป ตั้งแต่สมัย ‘ไม่สวยเลือกได้’ เริ่มประกวดเดอะสตาร์ปีโน้นนนน ก็ตามผลงานนางมาตลอดจนเดี๋ยวนี้จากลูกเป็ดขี้เหร่กลายเป็นสาวสวยสะท้านจักรวาลไปแล้ว … ส่วนติ่งก็หน้ายับ (เยิน) เช่นเดิม

ยอมรับว่าตอนแรกดูแบบไม่เน้นผู้เข้าประกวด แต่ดันมาสะดุดตาสะดุดหูเข้าจังเบ้อเร่อเท่อกับผู้เข้าประกวดคนหนึ่ง ลุคอะไรก็ธรรมดา แบบเด็กผู้คลั่งอาหารจังค์ฟู้ดทั่วๆ ไป แต่พอเปล่งเสียงออกมาคือดีย์!! ยิ่งเข้ารอบลึกๆ ยิ่งดีย์!! ยิ่งร้องคู่กับวิชญาณีคือดีม๊ากกกก!!! เคลิ้มไปอีก แนะนำตัวหน่อย เขาชื่อ บูม – ปรัตถกร ทรัพย์สุข เป็นเด็กโคราช เป็นคนอำเภอเมือง อายุ 22 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และที่สำคัญคือเขาได้เป็นตัวแทนของกรุ๊ปออกซิงเกิ้ลคู่กันกับวิชญาณี เปียกลิ่นจ้า!!! ฟังแล้วเน้อเพลง ฝืน ขอบอกว่ามันดีมากจริงๆ (จริตวิชญาณี) อยากให้ลองฟัง ติ่งคนนี้แนบลิ้งค์มาให้ด้วยนะ ท้ายบทสัมภาษณ์เลยด้วย ว่าแล้วก็เฟี้ยวฟ้าวอ่านบทสัมภาษณ์น้องศิลปินหน้าใหม่หน้าใสกันดีกว่า ขอบอกว่าตัวจริงที่ได้สัมผัสคือน้องน่ารักและมีเสน่ห์มากจริงๆ ลองเปิดตา เปิดใจ เปิดหู และเปิดสมองลองให้โอกาสหนุ่มโคราชคนนี้กันหน่อยนะครับ รับประกันว่าคุณจะเลิฟ ติ่งขอ!!!

ก่อนจะมาเข้าร่วมแข่งขันในรายการ หาคู่ DUET ปกติบูมเล่นดนตรีหรือร้องเพลงอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่าครับ |

ก่อนหน้านี้ก็มีเล่นดนตรีอยู่ตามร้านอาหารครับ จะเล่นโฟลคซองกับเพื่อนอีกคน ไม่มีชื่อวงนะครับ ตอนนี้ก็ไม่ได้เล่นแล้วครับ

บูมเล่นดนตรีมานานหรือยัง |

ก็เล่นมานานแล้วครับ เริ่มจากตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ โรงเรียนบุญวัฒนาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ ม.3 ครับ ตอนนั้นไม่ได้เป็นนักร้องนะครับ ในวงผมเล่นกีต้าร์ ให้เพื่อนอีกคนร้อง อยู่มาเรื่อยๆ ก็ได้ขึ้นมาร้องเอง จากนั้นก็ร้องเองมาตลอดจนจบ ม.6 พอเรียนจบทุกคนก็แยกย้ายกระจายกันไปเรียนต่อตามที่ต่างๆ ก็เลยไม่มีวง ก็เลยร้องเดี่ยว ชื่อวงตอนนั้นก็ชื่อว่า สำหรีด ครับ

เข้าไปร่วมการแข่งขันได้ยังไงครับ |

เห็นโฆษณาทางทีวี รายการเปิดรับสมัครนักร้องดูเอทคู่กับศิลปินแกรมมี่ ทีแรกก็ว่าจะไม่สมัครหรอก แต่ก็อยากลองดู ก็เลยส่งคลิปไป ทางรายการก็ติดต่อกลับมา

ในรายการมีศิลปินอยู่ทั้งหมด 4 คนให้เราเลือกดูเอท ทำไมบูมถึงเลือกอยู่กรุ๊ปแก้ม |

ตอนแรกทีมงานเขาให้เลือกศิลปินที่เราชื่นชอบสองคน ผมก็เลือกพี่อ๊อฟกับพี่แก้มครับ ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าจะได้จับคู่กับใคร ผลปรากฏว่าได้จับคู่กับพี่แก้มครับ ก็ดีใจ เพราะผมคิดว่าถ้าได้ร้องคู่พี่แก้มก็น่าจะโอเคกว่าพี่อ๊อฟ เพราะเสียงผม สไตล์การร้องของผม มันจะคล้ายๆ พี่อ๊อฟ ผมก็คิดว่ามันจะคล้ายเกินไปหรือเปล่า จะดีไหม ซึ่งพอดีได้พี่แก้มก็คิดว่าโชคดีแล้วครับ

บรรยากาศในการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง |

ต้องเล่าย้อนกลับไปครับ คือพอส่งคลิปการร้องไปให้ทางรายการ ทีมงานก็ตอบรับกลับมาว่าให้เราไปร้องสดๆ ให้ฟังอีกรอบหนึ่ง ตอนนั้นคนเยอะมากเลยครับ ผมไปตั้งแต่เช้าไปนั่งรอคิว พอได้ร้องปุ๊บเขาก็เรียกไปสัมภาษณ์ แล้วก็กลับบ้านมารอฟังผล รอบแรกก็คัดเหลือ 15 คนต่อกรุ๊ป จากนั้นเอา 15 คนไปคัดในกรุ๊ปพี่แก้มให้เหลือ 6 คน จาก 6 คนเหลือ 3 พอเหลือ 3 ก็มาเหลือ 2 และก็เอาคนสุดท้ายมาออกซิงเกิ้ลคู่กับพี่แก้มครับ

ความรู้สึกที่ได้ร้องเพลงในรายการทีวีต่อหน้าศิลปินทั้ง 4 คนเป็นอย่างไรบ้างครับ |

ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพลงแรกที่ได้ร้องต่อหน้าศิลปินคือเพลงเงียบๆ คนเดียว ช่วงที่ร้องคือมีอยู่ท่อนหนึ่งที่ผมยกมือมาจับหน้าอกตัวเอง คือรู้สึกเลยว่าใจแบบมันเต้นตุ๊บๆ ตื่นเต้นมากจริงๆ รอบนั้นก็คัดจาก 15 คนเหลือ 6 คนกติกาก็จะมีสามแบบคือร้องจบแล้วประกาศว่าผ่านเข้ารอบเลย แล้วก็มีแบบขอให้รอก่อน คือจะต้องรอให้ศิลปินแต่ละคนฟังผู้เข้าแข่งขันจนครบทุกคนก่อนจึงค่อยมาตัดสินอีกทีว่าจะผ่านเข้ารอบหรือเปล่า แล้วสุดท้ายก็คือไม่ผ่าน ตกรอบ คือใจเราตอนนั้นหวังว่าจะได้เข้ารอบ พอพี่แก้มบอกว่าผ่านก็ดีใจเลย พอได้ปุ๊บก็ต้องมานั่งรอดูคนอื่นๆ ว่าเราจะได้เจอกับใครบ้าง

มันก็น่าตื่นเต้นล่ะเนอะได้ร้องเพลงให้ศิลปินที่ชื่นชอบฟัง ไหนจะกล้อง ไหนจะผู้ชมในสตูดิโอ ว่าแต่ก่อนหน้านี้บูมเคยเข้าแข่งขันร้องเพลงมาบ้างไหมครับ |

ก่อนหน้านั้นก็เคยแข่งแบบเป็นวงดนตรี อย่างตอนอยู่วงสำหรีดสมัยที่ตั้งวงกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนบุญวัฒนาก็พากันไปประกวดตามต่างจังหวัดอะไรอย่างงี้ครับ แล้วก็พอมาอยู่มหาวิทยาลัยก็มีประกวดอยู่ 2 ครั้ง เป็นงานของทางมหาวิทยาลัยเองนี่ล่ะครับ

แสดงว่าเราก็ชินเวทีบ้างเหมือนกัน |

ก็เคยผ่านมาบ้างครับ ยังไม่ถึงกับชิน แต่จริงๆ ร้องเพลงทุกครั้งก็ตื่นเต้นทุกครั้งนะครับ

เท่าที่ติดตามรายการมาตั้งแต่ต้นจนจบ บอกเลยว่าสมาชิกในกรุ๊ปแก้มคือแข็งมากจริงๆ มีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น ความรู้สึกของบูมเป็นยังไงเมื่อได้รู้ว่าจะต้องเจอกับใครบ้าง |

คือตอนประกวดก็แบบเห็นตอนซ้อมในรอบ 15 คน ทีมงานเขาจะให้ลองซ้อมกับวงดนตรีเพื่อเอาไปอินแท็คกับซาวนด์แล้วเอาไปซ้อมต่อเองที่บ้าน ตอนนั้นก็นั่งฟังซาวนด์คนอื่นที่เขาคิดเพลงมา เสียงเขาร้องกันทะลุห้องซ้อมออกมาเลยครับ ตอนนั้นก็รู้จักกับเพื่อนอีกคนที่อยู่ในกรุ๊ปเดียวกันก็นั่งคุยกันว่าเราไม่รอดแล้ว เอาไงดี ก็ปลอบใจตัวเองว่าทำให้ดีที่สุดก็พอ หลังจากนั้นพอได้ซาวนด์ก็กลับมาซ้อมที่บ้านหนักมาก มีไปหาครูที่สอนร้องเพลงครับ ชื่อพี่แอ้ (ปราณีต ทัดประดิษฐ์) พี่เขาสอนอยู่หน้ามหาวิทยาลัย ก็ให้พี่เขาดูให้ว่าท่อนนี้ควรจะทำยังไง ใช้อารมณ์ยังไง เสียงหนักเบาตรงไหน ให้พี่เขาติวเข้มให้เลย

มองว่าจุดเด่นของบูมคืออะไร |

เรื่องพลังเสียงผมคงสู้คนอื่นๆ ไม่ได้ อย่างที่บอกคือเสียงแต่ละคนทะลุห้องซ้อมออกมาเลย ผมคิดว่าในการร้องเพลงกลยุทธ์ของผมก็คือใช้อินเนอร์ในการร้องเพลงเป็นหลัก คือต้องทำความเข้าใจในตัวเพลงก่อน ต้องเข้าใจว่าเพลงจะสื่ออะไร เราต้องให้ความหมายในเนื้อเพลง คำแต่ละคำ เอาจริงๆ คือทุกๆ พยางค์เลยก็ว่าได้ว่าเราจะกระแทก เราจะผ่อน หรือเราจะทำให้มันบาดลึกลงไป เราต้องเน้นแต่ละพยางค์จริงๆ ครับ

การทำงานกับพี่แก้มเป็นยังไงบ้างครับ |

พี่เขาก็เป็นกันเองครับ แนะนำทุกอย่าง อย่างภาษาดนตรีหลายๆ คำผมก็ไม่เข้าใจ พี่แก้มก็จะคอยแปลภาษาให้ เช่นเวลาครูแหม่ม (สุกานดา บุณยธรรมิก) คุยกับวงก็จะคุยเป็นภาษาดนตรี เราก็ไม่เข้าใจ พี่แก้มก็จะถามว่าเข้าใจไหม แล้วก็จะอธิบายให้ฟังว่าแปลว่าอะไร ก็จะมีทำจังหวะให้ฟัง ร้องไกด์ให้ฟัง

ตั้งแต่เพลงแรกจนเพลงสุดท้าย คิดว่าเพลงที่ร้องคู่กับพี่แก้มเพลงไหนที่บูมประทับใจ ทำได้ดีที่สุด |

น่าจะเป็นเพลงวิญญาณแล้วก็เพลงฝืนครับ

เพราะอะไร |

มันเหมือนกับว่าผมและพี่แก้มรับส่งอารมณ์กันได้ดีครับ ความรู้สึกคือเหมือนเราอินเข้าไปในเพลงนั้นจริงๆ ทั้งสายตา น้ำเสียง ท่าทาง ประกอบกับมันมีฉาก แสงสี มีดรายไอซ์ มันเลยดึงเราเข้าไปในเพลงได้มาก คืออินมาก เลยรู้สึกประทับใจมาก รู้สึกว่าทำได้ดีครับ

ส่วนตัวผมชอบการดูเอทในเพลงอ้าวนะครับ ฟังบ่อยมาก ชอบตอนที่บูมหัวเราะในช่วงท้ายเพลง แล้วแก้มหลุดขำนิดๆ น่ารักมาก แต่เท่าที่สังเกตในแต่ละรอบ ส่วนใหญ่แก้มจะเลือกเพลงดูเอทที่ต้องใส่อารมณ์สาดอินเนอร์เยอะๆ กับบูมบ่อยๆ แต่รอบสุดท้ายได้ร้องเพลงเร็วที่ต้องมีมูฟเม้นท์ รู้สึกอย่างไรครับ |

ก็โอเคนะครับ ได้ลองทำก็สนุกดี

เทปสุดท้าย รอบสุดท้าย เหลือสองคนสุดท้าย รู้สึกอย่างไรที่ได้แข่งกับพี่จอย เราเกรงบารมีพี่จอย (สุภาพรรณ เสาวดี) บ้างไหม เพราะนี่คือจอย นักร้องตัวแม่สายประกวดจากเวทีเฟ้นหานักร้องคุณภาพที่สุดในตำนานอย่าง KPN Awards ปี 2553 |

เห็นพี่จอยร้องตั้งแต่รอบออดิชั่นแล้วครับ ก็โอ้โห! จนต้องลองไปค้นหาดูคลิปที่พี่จอยเคยประกวด ดูแล้วก็ โอ้โห! ตายแล้ว!!

ตอนนั้นคิดไหมว่าสุดท้ายจะเป็นบูมที่ได้ออกซิงเกิ้ลคู่กับแก้ม |

ตอนนั้นไม่คิดเลยสักนิดเดียว แต่ลึกๆ ก็อยากให้เป็นเรานะ คือพอเห็นพี่แก้มกับพี่จอยเขาร้องด้วยกัน ไหลลื่นไปด้วยกัน มีเสียงประสาน มีรับมีส่ง ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นเราแล้วล่ะ

พอประกาศผลว่าแก้มเลือกบูมให้เป็นคู่ดูเอท แถมคนในห้องส่ง 100 คนก็เทคะแนนให้บูมแบบท่วมท้น รู้สึกอย่างไรครับ |

ดีใจครับ ดีใจที่เขาชื่นชอบ คือเพลงฝืนนี่เป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นมา ทั้งผมทั้งพี่จอยก็แต่งคำร้องทำนองแบบเดียวกัน ต่างกันก็แค่คีย์ที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะร้องเท่านั้นเอง ส่วนการแอดลิปส์ การอิมโพรไวซ์ ก็แล้วแต่สไตล์ใครสไตล์มัน คิดเอง ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าทั้งสองเวอร์ชั่นดีทั้งคู่ เพราะทั้งคู่ แต่คนฟังเขาอาจจะมาชอบสไตล์ที่ผมคิดหรือเปล่า

เราจะได้ฟังซิงเกิ้ลแรกของบูมที่ได้ร้องคู่กับแก้มกันเมื่อไหร่ครับ |

ยังไม่ทราบเลยครับ แต่ว่าซิงเกิ้ลอัดไว้เรียบร้อยแล้ว

แล้วอย่างเราเรียนวิศวะฯ มทส. ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเรียนหนักมาก แบ่งเวลายังไงครับ |

ช่วงประกวดก็มีชนเรียนชนสอบบ้างเหมือนกันครับ ก็ต้องขออนุญาตอาจารย์ เข้าไปคุยกับอาจารย์เลยครับว่าผมประกวดรายการนี้นะ พอดีผมผ่านเข้ารอบ ผมขอไปประกวดก่อนได้ไหมครับ อาจารย์บางคนก็ให้ไปได้ อาจารย์บางคนก็ไม่เชื่อ บอกว่า “คุณมามั่วกับผมรึเปล่า” ผมก็เลยบอกอาจารย์ว่า “ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อก็ให้ผมร้องเพลงให้ฟังก็ได้นะครับ” ผมก็ร้องเพลงให้อาจารย์ฟังในห้องเลย จริงๆ อาจารย์ก็คงรู้อยู่แล้วบ้างล่ะ แต่ก็คงอยากแกล้งอำผมน่ะครับ

สุดท้ายก็คืออาจารย์ทุกท่านเข้าใจ ก็ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ |

ใช่ครับ

หลังจากนี้ก็คงต้องมีงานโชว์มีอีเว้นท์อะไรมากมายในฐานะศิลปินที่ออกซิงเกิ้ลคู่กับแก้ม จะมีปัญหากับการเรียนไหมครับ |

ปีนี้ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 แล้วครับ คือเทอมหน้าก็จะไปฝึกงานครับ ที่ฝึกงานผมยื่นไปฝึกที่กรุงเทพฯ น่าจะได้แถวๆ นั้น ก็คืออย่างน้อยให้มันใกล้ๆ กรุงเทพฯหน่อย พอหลังจากฝึกงานเสร็จก็กลับมาเรียนต่ออีกนิดหน่อยที่มหาวิทยาลัยครับ พอดีเหลือหน่วยกิตไม่มากที่ต้องเก็บ เหลือแค่ตัวสองตัวเอง ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหาครับ

เราเล่นดนตรีมาตลอด ตอนนี้ก็จะเป็นศิลปิน คุณพ่อคุณแม่ของบูมว่าอย่างไรบ้างครับ |

ช่วงแรกๆ เขาก็กลัวครับ ก็บอกว่าเรียนให้จบก่อนดีไหม ถ้าอยากเล่นหลังจากนี้ก็ค่อยเล่น พ่อแม่ก็เป็นห่วงธรรมดาละครับว่าจะเรียนไม่จบ

แบบนี้ตอนไปประกวดในรายการได้บอกพ่อกับแม่ก่อนไหม |

บอกครับบอก “นี่แม่ บูมส่งประกวดงานนี้นะ พ่อ บูมส่งไปนะ” ตอนประกวดรอบ 3 คนสุดท้ายผมก็เรียกพ่อกับแม่ให้ไปดูที่สตูดิโอฯ เรียกคนที่บ้านไปดูเลย เพราะเห็นตอนซ้อมคือพี่จอยกับเรดาร์ทำเพลงออกมาได้ดีมาก ตอนนั้นก็คิดแล้วล่ะว่าร่วงแน่ ก็เลยเรียกให้คนที่บ้านรีบมาดู มาดูแล้วก็จะได้เอากลับบ้านด้วย ตกรอบแน่ๆ แต่พอเห็นพ่อกับแม่มาดูก็มีกำลังเพิ่มขึ้น แม่บอกว่าให้ทำให้ดีที่สุดก็พอ ไม่ต้องไปแข่งกับใครเขาหรอก ก็ทำให้ดีที่สุด

เวทีนี้ก็น่าจะเป็นความสำเร็จก้าวแรกๆ ที่สำคัญในฐานะศิลปินของบูม ว่าแต่ขอย้อนถามครับว่าชอบที่จะเป็นวิศวะฯหรือร้องเพลงมากกว่ากัน |

ถ้าถามว่าชอบอันไหนมากกว่า ผมก็ตอบว่าชอบร้องเพลงมากกว่าครับ แต่คือแบบไม่รู้ว่าสำหรับตัวเราการร้องเพลงจะยั่งยืนไปได้ขนาดไหน ผมมองว่าอาชีพวิศวะฯยั่งยืนกว่า คือยังไงผมก็เอาการเรียนเป็นหลักครับ

เส้นทางชีวิตของคนเรามันไม่เหมือนกัน อย่างถ้าใครมุ่งมั่นจะเป็นนักร้องอย่างเดียวผมว่ามันก็ได้นะ คือถ้าคุณไปไม่ถึงการเป็นนักร้อง ก็ขอให้มีความรู้ทางด้านอื่นๆ บ้าง ทางด้านดนตรีก็ได้ เป็นนักร้องนำไม่ได้อย่างน้อยก็เป็นอาจารย์สอนร้องเพลง คือหาทางรอดให้ตัวเอง หาทางออกให้ตัวเองให้ได้ อย่าจมอยู่กับสิ่งที่ตัวเองผิดหวัง คือมุ่งตรงไปเลย

อยากให้ฝากถึงแฟนคลับของบูมที่ตามลุ้นตามเชียร์มาโดยตลอด |

ก็ต้องขอบคุณนะครับที่ติดตามมาตั้งแต่ตอนแรกเลย และก็ขอบคุณทุกคำชม ทุกกำลังใจ และก็คำติชมทุกอย่าง จะเก็บเอาไว้เป็นคำแนะนำที่ดี เป็นกำลังใจ ก็ขอบคุณจริงๆ ครับ

ถ้าอยากติดตามผลงานของบูมมีช่องทางไหนบ้างครับ |

ตอนนี้ก็มีเฟซบุ๊กของผมครับ Boom Parratthakon Sapsuk แล้วก็จะมีแฟนเพจที่พี่ๆ แฟนคลับเขาทำไว้ให้ Boom หาคู่duet Official แล้วก็มีอินสตาแกรมครับ แต่ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ก็เฟซบุ๊กนี้แหละครับ

ประสบการณ์ในการแข่งขัน |

มันได้อยู่แล้วครับ อย่างน้อยเราต้องได้ประสบการณ์แล้วก็มิตรภาพจากคนที่เข้าประกวดด้วยกัน คือการประกวดร้องเพลงมันเหมือนคนหลายๆ กลุ่มคนที่ชอบสิ่งเดียวกันเข้ามาทำในสิ่งเดียวกัน เข้ามาร้องเพลงด้วยกัน มันมีความสุข เวลาพักเวลาว่างเราก็มาร้องเพลงทำเพลงด้วยกันก็มีความสุข

สุดท้ายอยากให้ฝากถึงเพื่อนๆ หรือน้องๆ ที่มองบูมเป็นตัวอย่าง อยากเดินตามฝันแบบบูมบ้าง |

สำหรับน้องๆ หรือพี่ๆ เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบร้องเพลงก็ไม่ต้องกลัวครับ คือถ้ามัวแต่กลัวเราก็จะไม่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบเสียที ทำมันไปเลยครับ ไม่มีใครมาด่าเราหรอก ไม่มีใครมาว่าเราต่อหน้าหรอกว่าร้องไม่ได้เรื่องอะไรแบบนี้ ถ้าเขานินทาเราก็ไม่ได้ยินอยู่แล้ว เขาจะว่ายังไงก็ช่างมัน คือเราทำไปเถอะครับ เรามีความสุขเราก็ทำไปเลย


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Special Thanks : ครูแอ้-ปราณีต ทัดประดิษฐ์ (080-055-6283)

Location : ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

Student Trainee : พิมพิมาลย์ สว่างวงษ์ / เกตุวรางค์ ประพรม

Comments

Powered by Facebook Comments