9 Min. read

การจะนับว่าใครคือผู้ที่ประสบความสำเร็จในแวดวงธุรกิจ ย่อมมีหลักการมากมายที่สุดแท้แต่ละคนจะใช้ชี้วัด อาจจะเป็นปริมาณของทรัพย์สินเงินทอง ปริมาณของผู้ใต้บังคับบัญชา ปริมาณหุ้นตราสารในครอบครอง ปริมาณธุรกิจ หรือปริมาณความสุข แต่สำหรับผม ผู้ประสบความสำเร็จคือคนที่มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งและมีความสุขลึกล้ำในสิ่งที่ทำ สามารถบริหารจัดการธุรกิจและชีวิตส่วนตัวด้านอื่นๆ ของตนให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ยั่งยืน และมีแง่มุมที่สามารถพัฒนาต่อยอดสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ตามปรารถนา ดังเช่นบุคคลที่ผมกำลังจะพูดถึงในครั้งนี้ คุณฆ้อน – อธิปัตย์ ทองชั้น Area Executive Business Associate ภายใต้โอบล้อมอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง เจ้าของร้าน Ray Watch และเจ้าของแบรนด์ Khop Jai Deu (ขอบใจเด้อ) แบรนด์เครื่องหนังจากโคราชบ้านเอง ซึ่งเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง อนาคตคลื่นลูกใหม่แห่งเมืองย่าโม … ธุรกิจแยะขนาดนี้ก็ใช่ว่าเขาจะยุ่งวุ่นวายจนหาเวลาว่างทำในสิ่งที่รักไม่ได้หรอกนะ ซึ่งใครจะรู้ว่า เขายังมีความสามารถพิเศษที่ยอดยุทธไม่น้อยในเรื่องของการจัดสวน แต่งสวน และออกแบบสวนอีกด้วย

ช่วงสายวันศุกร์ท้ายสัปดาห์ ในบ้านหลังใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในร่มเงาเขียวขจี คือพื้นที่ที่ผมได้รับเกียรติจากคุณฆ้อนให้มานั่งสนทนาอย่างเป็นกันเองนานนับชั่วโมง บ้านหลังนี้เขาออกแบบเอง สวนทั้งหมดออกแบบและลงดินเอง จนมีรูปทรงรูปแบบที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญคือร่มรื่น-รื่นรมย์น่าอยู่เหลือเกิน (ก่อนจะออกนอกเรื่องไปไกล ขอวกกลับมาเข้าเรื่องดีกว่า) เรื่องที่เราจะคุยกันก็เป็นเรื่องของงานที่คุณฆ้อนกำลังทำอยู่ แน่นอนว่าไม่น่าเบื่อและเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านที่แม้จะไม่ได้ทำธุรกิจเลยก็ตาม … เพราะความคิดในบางมุมก็ต่อยอดไอเดียในชีวิตให้คุณได้ ดังเช่นไฟจากไม้ขีดก้านเดียวสามารถสร้างแสงไฟและความร้อนได้ไม่รู้จบ

INTRODUCING |

ชื่อนายอธิปัตย์ ทองชั้น เป็นคนโคราช เกิดที่โคราช สมัยมัธยมฯผมเรียนที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัยครับ แต่เป็นคนที่เรียนไม่เก่ง ได้เกรดเฉลี่ย 0.7 เองครับ คือจะเรียนต่อที่ราชสีมาฯก็ต่อไม่ได้ ไปสอบเทคโนฯก็ไม่ได้ เทคนิคฯก็ไม่ได้ ก็เลยไปเรียนเกษตรอยู่ที่สีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว เป็นวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมาครับ ก็รู้สึกว่าตรงกับความชอบ คือตั้งแต่เด็กผมชอบปลูกต้นไม้ชอบเลี้ยงปลาชอบการออกแบบอยู่แล้ว หลังจากเรียนจบก็มาเรียนต่อทางด้านการเกษตรในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เอาจริงๆ มาเรียนต่อทางด้านนี้จะบอกว่าจับพลัดจับผลูก็ไม่เชิง คือเป็นความถนัดบวกกับว่าเป็นเป้าหมายตั้งแต่สมัยเรียน พอจบก็ออกมาทำงานทางด้านเกษตร เป็นพนักงานจัดสวนอยู่บริษัทรับจัดสวนที่โคราชอยู่สักสองปีครับ

STARTING POINT |

มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากที่ทำงานบริษัทรับจัดสวนได้ประมาณปีกว่าๆ ผมก็รู้สึกว่าอยากลองเปิดร้านขายต้นไม้แต่งสวนดูครับ พอคิดว่าอยากลองก็ตัดสินใจเปิดเลย แต่เปิดไปได้ประมาณเดือนกว่าก็เจ๊ง คือที่เจ๊งเพราะว่าเราต้นทุนน้อย มีเงินลงทุนแค่ 50,000 บาทเท่านั้นเอง ไม่มีงบประมาณลงทุน ซึ่งธุรกิจตรงนี้คือต้องมีทุนนะครับ ทุนหาซื้อต้นไม้มาไว้ที่ร้านเยอะๆ ต้องเลือกให้ได้หลายๆ ชนิดเพื่อให้ลูกค้าได้เลือก ไหนจะทุนในการซื้ออุปกรณ์ตกแต่งสวน แล้วไหนจะค่าเช่าอะไรต่างๆ ไหนจะเรื่องของการขนส่งที่เวลาลูกค้าให้ไปจัดสวนเราก็ไม่มีรถกระบะ ซึ่งธุรกิจที่เป็นแบบนี้ไม่สามารถรันต่อไปได้ ก็เลยเจ๊งอย่างที่บอก

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มานึกดูตอนนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับ เพราะการเจ๊งเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าต่อไปนี้เวลาที่เราจะทำอะไรเราต้องคิดเยอะขึ้น การลงทุนสำคัญคือเรื่องของความรู้ความชำนาญทางธุรกิจ มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ได้อาศัยแค่ความชอบความอยากแล้วจะสำเร็จเสมอไป มันมีปัจจัยหลายๆ อย่าง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

TURNING POINT |

หลังจากนั้นผมก็มาเจออีกธุรกิจครับ เป็นธุรกิจแบบเครือข่ายของบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง ก็เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่ตอนนั้นมาจนทุกวันนี้ซึ่งก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 แล้วครับ หลายคนอาจมองธุรกิจเครือข่ายในแง่ลบอะไรต่างๆ จากกระแสข่าวที่มีในตอนนี้ คือผมมองว่ามันต้องแยกออกเป็นสองส่วน คนที่ติดลบผมอยากให้ลองมองอีกมุม มองว่ามันต้องแบ่งธุรกิจแบบนี้เป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องของตัวธุรกิจเอง อีกส่วนเป็นเรื่องของคนที่เอาออกไปทำ ดังนั้นส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าคนที่แอนตี้กับบริษัทในแบบที่ผมทำส่วนใหญ่จะติดลบจากการกระทำของคนมากกว่าเรื่องของธุรกิจครับ อย่างบริษัทที่ผมทำอยู่เป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือครับ ตัวธุรกิจก็ยืนยันอยู่แล้วว่ามันมีวอลลุ่มมียอดขายซึ่งปีหนึ่งๆ มียอดขายเป็นแสนๆ ล้านๆ ทั่วโลก นั่นแสดงว่าธุรกิจตัวนั้นมันโอเค พิสูจน์ตัวเองได้ แต่ว่าในบางครั้งคนที่เอาไปทำอาจจะทำผิดวิธี ไปทำด้วยความโลภอะไรต่างๆ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ถ้าจะถามว่าทำไมถึงตัดสินใจเลือกทำธุรกิจนี้และเป็นบริษัทนี้ ตอบง่ายมากเพราะว่าด้วยความเป็นบริษัทยูนิลีเวอร์ฯ กว่าเขาจะสร้างแบรนด์ของตัวเองมาได้ขนาดนี้ต้องใช้ต้นทุนมหาศาล ทั้งเวลา เงินทอง และอะไรหลายๆ อย่าง ตัวแบรนด์เขาไม่เอาชื่อเสียงที่สั่งสมมานานมาเสี่ยงหรอกครับ ซึ่งนี่ล่ะคือเหตุผลที่ผมเลือกแบรนด์นี้มาทำธุรกิจ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ถ้าสมมติว่าในบริษัทมีตำแหน่งสูงสุดอย่างระดับ 10 ผมก็จะอยู่ประมาณระดับที่ 7 ชื่อตำแหน่งก็จะเป็น Area Executive Business Associate ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผมเป็นอยู่ปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดที่บริษัทให้ผมคือให้แนวคิดครับ ผมว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญ คือผมมองว่าในการทำธุรกิจสิ่งที่คุณต้องเป็นเลยคือต้องสร้างระบบ มีระบบในการพัฒนาคน มีระบบในการบริหารจัดการ เราสามารถนำตรงนี้ไปต่อยอดได้ทุกธุรกิจ ในแวดวงการทำธุรกิจ ถ้าเรามัวไปลองผิดลองถูกเองกับธุรกิจของตัวเองมันเสี่ยงเกินไป ก็เหมือนอย่างที่ผมเล่าไปตอนต้นเกี่ยวกับธุรกิจร้านขายต้นไม้แต่งสวน คือพอมาทำตรงนี้ เราทำบางอย่าง บริษัททำบางอย่าง เขาวางระบบไว้หมดแล้ว เราก็ได้ไปเรียนรู้ระบบของเขาในการจัดการ เขาบริหารจัดการอย่างไรให้คนทำตามสเต็ปที่เขาวางเอาไว้ คือตั้งแต่ที่ผมเคยทำงานมาบริษัทนี้เป็นบริษัทที่เจ๋งมาก คือบริหารจัดการดีมาก โดยเฉพาะในการพัฒนาคน พัฒนาระบบ ถ้าระบบมันโอเค ถึงแม้คนสร้างบริษัทไม่อยู่ระบบก็สามารถที่จะรันต่อไปได้ ดังนั้นผมคิดว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่เจ๋งมาก ซึ่งเราได้ใช้เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจต่างๆ ในอนาคตของเราได้ คือนำมาต่อยอดได้

 LEARN THE RULES |

สำหรับคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจแบบที่ผมทำอยู่ ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญซึ่งต้องคำนึงถึงมีอยู่ด้วยกันสองส่วน คือบริษัทกับสินค้า บริษัทต้องน่าเชื่อถือ บริษัทต้องมีที่มาที่ไป ต้องมีการจดทะเบียน อยู่มากี่ปี มีทุนเท่าไหร่ มั่นคงไหม ภาพลักษณ์เป็นอย่างไร ซึ่งภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นสิ่งที่ต้องสะสมมานาน อันที่สองคือสินค้า คือถ้าบริษัทเครือข่ายไหนไม่ได้เน้นสินค้าแต่เน้นตัวเงิน ตรงนี้ก็มองได้เลยว่าบริษัทนี้น่าจะเป็น Money Games  หรือพวกลูกโซ่แบบปั่นเงินอะไรพวกนั้น คือสินค้าอาจจะเป็นรอง คือไม่ได้เน้นเลย อาจจะเน้นเกี่ยวกับการหาคนมาเท่าไหร่ ได้เงินเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นบริษัทที่เป็นของจริงอย่างที่ผมทำจะเน้นที่สินค้ามากกว่าครับ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หลายคนอาจไม่ได้ยึดที่บริษัทหรือสินค้าหรือเม็ดเงิน แต่ยึดที่ตัวบุคคล ตรงนี้ผมเรียกว่าความศรัทธาครับ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล เพราะถ้าเรามีแนวคิดที่ไม่ได้โลภจนเกินไป เราก็จะเลือกแนวคิดที่ถูกต้อง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

VALUING THINGS | 

หลังจากทำธุรกิจแบบเครือข่ายมาได้สักพักจนเริ่มอยู่ตัวดีแล้ว ผมกับคุณเอก-เอกราช ทองชั้นก็จับธุรกิจแบบแบบ คือเปิดร้าน Ray Watch ครับ จุดเริ่มต้นของร้านมาจากพี่ชายของผมครับ คุณเรย์วัต พนมพุทธคุณ เขาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี สามารถซ่อมนาฬิกาได้ทุกรุ่นทุกประเภท อย่างโรเล็กซ์ โอเมก้า ปาเต๊ะ หรืออื่นๆ เขาก็สามารถซ่อมได้ แต่เมื่อก่อนเขาจะประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ เรามองเห็นโคราชเป็นเมืองใหญ่และยังขาดแรงงานฝีมือในเรื่องนี้ ทำให้พี่ชายของผมย้ายกลับมาอยู่ที่โคราช ร้าน Ray Watch จึงได้ถือกำเนิดขึ้นครับ

โดยหลักๆ บริการของทางร้านเราก็คือการซ่อมนาฬิกาทุกอาการ แบรนด์ดังระดับโลกที่ร้านอื่นไม่ซ่อม ทางร้านก็สามารถซ่อมได้ ที่สำคัญเป็นการซ่อมอย่างเร่งด่วนที่ลูกค้าสามารถรอรับได้เลย และลูกค้าสามารถที่จะมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการอย่างดี นาฬิกาของลูกค้าจะกลับมาเหมือนใหม่ด้วยช่างมืออาชีพ

นอกจากการซ่อมนาฬิกาแล้วผมก็ยังมีแนวคิดที่จะให้ทางร้านมีบริการหลากหลายยิ่งขึ้น ทางร้านจึงได้ทำสายนาฬิกาแฮนด์เมด ภายใต้แบรนด์ Khop Jai Deu (ขอบใจเด้อ) ที่ทางร้านตั้งใจทำอย่างปราณีตให้เป็น Made in Korat แบรนด์ของคนโคราช สายนาฬิกาแฮนด์เมดของทางร้านก็จะมีทั้งแบบที่ทางร้านออกแบบไว้ ลูกค้าสามารถมาเลือกแบบที่ร้านและเปลี่ยนสายได้เลย และแบบที่ลูกค้านำแบบมาให้ทางร้านทำและเปลี่ยนให้จะเป็นชิ้นเดียวในโลก นอกจากนี้ทางร้านยังมีบริการรับทำ Accessories ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจ เข็มขัด กำไลหนังหรืออื่นๆ ที่ทำจากหนังแท้เกรด A นำเข้ามาจากอิตาลี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย โดยที่ลูกค้าสามารถหาแบบมาให้ทางร้านทำให้ได้ครับ เพราะผมมองว่างานหนังเป็นงานที่มีคุณค่า บางคนชอบงานหนังแท้แต่ถ้าไปซื้อตามแบรนด์ต่างๆ บางทีอาจจะไม่เจอหนังแท้ ตรงจุดนี้เราจึงสามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้

จะบอกว่าผลตอบรับคือดีมากๆ ลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการบอกแบบปากต่อปากว่าร้านของเราสามารถซ่อมนาฬิกาได้ทุกอาการและทุกแบรนด์ โดยช่างชำนาญการที่มีประสบการณ์ และยังใช้เวลาในการซ่อมไม่นาน มีทั้งความสะดวกและรวดเร็ว ทำให้ร้านของเรามีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดครับ คือผมมองว่าเวลาเราได้บริการลูกค้าไปแล้วและลูกค้าตอบกลับมาว่า “ไปมาหลายร้านมาก ไปศูนย์แล้วศูนย์ก็ยังซ่อมไม่ได้ แต่พอมาที่นี้ดีมาก” มันเลยเป็นกระแสแบบปากต่อปาก ซึ่งมันไปได้เร็วมาก

ที่ร้านมันโตได้เร็วขนาดนี้ ผมมองว่าอย่างแรกที่ผมต้องทำคือเราต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ตรงนี้เราก็จะเน้นว่าเราจะไม่หลอกลูกค้า นอกจากนี้ก็จะเป็นเรื่องของความเป็นมืออาชีพของเรา งานต้องมีคุณภาพ งานที่ออกมาแต่ละชิ้นไม่ว่าจะเป็นงานหนังหรืองานซ่อม เราต้องรับประกันงานเพื่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ ผมมองว่าเป็นการสร้างแบรนด์ คือพอเรารู้แล้วว่าการทำธุรกิจสิ่งที่สำคัญคุณจะเก่งเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่ถ้าคุณไม่สร้างแบรนด์คุณก็จะอยู่ไม่ได้ อย่างน้ำส้มเหมือนกัน พอเรามาขายในตลาดขวดละ 10 บาท แต่พอเอาไปขึ้นโรงแรมขายได้ราคาแก้วละ 300 นั่นคือความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ซึ่งแบรนด์นาฬิกาหรืองานหนังเป็นงานลัคชัวรี่ คนใส่ต้องรู้สึกเชื่อมั่นและไว้วางใจในแบรนด์

GROWING HAPPINESS |

ถ้าจะถามว่ามีแนวคิดที่จะขยายสาขาไหม ก็มีครับ ซึ่งผมคิดว่าต้องวางระบบให้ดี ตรงนี้ก็โยงมาที่ระบบเครือข่ายที่ผมได้ทำที่บริษัทยูนิลีเวอร์ บริษัทกับสินค้า การพัฒนาระบบกับการพัฒนาคน เพราะว่าการขยายสาขานั้นมันต้องมีบุคลากรหรือบุคคลที่ไว้ใจได้ตามแนวคิดของเรา เมื่อวางระบบโอเค ระบบก็รันได้สะดวก โดยระบบบริหารจัดการหมายความว่าเราจะต้องมีระบบตรวจสอบ ส่วนหนึ่งคือถ้าเราจะให้มันตรวจสอบได้แบบ 100% มันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราออกแบบระบบให้มันรัดกุมที่สุดให้รั่วไหลน้อยที่สุดและต้องพัฒนาคน ผมเชื่อว่าถ้าเขาอยู่กับเราแล้วมีความสุข รายได้เขาเพียงพอ เขาสบายใจ เขาก็อยากจะอยู่กับเรา

จริงๆ ตั้งแต่ที่ผมเรียนจบ ผมมีเป้าหมายในชีวิตของผมว่าจะเกษียณประมาณ 35 แต่คำว่าเกษียณของผมไม่ได้หมายความว่าผมไม่ทำอะไรแล้วนะ ไม่แน่ว่าพอเกษียณจริงๆ ผมอาจจะทำเยอะกว่าเดิมก็ได้ แต่เปลี่ยนมาทำในสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข อย่างการทำงานเพื่อสังคม ที่ผมทำอยู่แล้วก็เป็นคณะกรรมการหรือช่วยจัดกิจกรรมเยาวชนจัดงานแข่งขันเต้นระดับนานาชาติอะไรแบบนี้ ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเงิน แต่มันเป็นเรื่องของการมีคุณค่าในตัวเรา มีคุณค่าในสิ่งที่เราอยากทำ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ผมเชื่อว่าคนที่เขาไม่สำเร็จหรือยังไม่รู้ว่าตนเองจะทำอะไร ผมว่าจุดที่สำคัญที่สุดนั่นคือเป้าหมาย คือเราต้องรู้ว่าเป้าหมายในชีวิตเราคืออะไร เราเกิดมาทำไม เป้าหมายของเราคืออะไร ตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมมาถึงวันนี้ได้ ผมมีเป้าหมายชัด บางคนไม่ใช่ว่าไม่มีความสามารถ แต่เขายังไม่มีเป้าหมาย เพราะผมมองว่าการที่เราจะมีเป้าหมายเราอาจจะต้องออกแรงมากกว่าคนทั่วไป

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

SHARING INSPIRATION |

อยากจะฝากถึงชาวโคราชในเรื่องของแบรนด์ Khop Jai Deu (ขอบใจเด้อ) คือแบรนด์ของผมเนี่ยบางคนก็จะมองว่าเมดอินไทยแลนด์ แต่ผมอยากให้มองว่านี่ไม่ใช่แค่เมดอินไทยแลนด์ แต่เมดอินโคราช คือตั้งแต่เกิดจนเดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าผมรักโคราช ผมเรียนจบมาสังเกตว่าหลายๆ คนพอเขาไปเรียนต่างจังหวัดเขาก็จะไปหางานทำที่โน่นที่นี่บ้าง ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานที่บ้านเกิด แต่ผมไม่ใช่ คือเรียนจบผมก็อยากกลับมาโคราช กลับมาพัฒนาเมืองโคราช ซึ่งเมืองโคราชมีศักยภาพสูง จริงๆ มันน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนโคราชด้วยที่จะร่วมกันสร้างเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้เมืองมันเจริญขึ้นๆ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ถ้าแต่ละคนเป็นมืออาชีพในสิ่งที่ตนเองทำมันก็จะเป็นฟันเฟืองที่จะทำให้เมืองโคราชเจริญได้

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คือทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ผมมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากตัวเราเอง คือมองสิ่งเล็กๆ จากตัวเราก่อนแล้วค่อยไปมองคนอื่น อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะบอก


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments