7 Min. read

นับเป็นเรื่องราวให้ต้องถกเถียงกันอีกคำรบกับพฤติกรรมบางอย่างของคนไทยที่หลายเสียงมองว่า ‘มันช่างโค-ตระไทยจริงๆ’ โดยล่าสุดเป็นเรื่องของพฤติกรรมการกินอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดแฟรนไชส์ชื่อดังของตะวันตกอย่าง KFC หรือ Mcdonald’s โดยอาหารประเภทนี้เนื่องจากมีถิ่นกำเนิดในโลกตะวันตกซึ่งมีค่านิยมว่า เมื่อสั่งและชำระเงินเรียบร้อยแล้วให้ยกภาชนะมาที่โต๊ะและบริการตัวเอง โดยเมื่อกินเสร็จแล้วก็ให้ยกภาชนะนั้นๆ ไปวางเก็บไว้ในโซนที่ทางร้านจัดให้เป็นที่เก็บภาชนะใช้แล้วหรือเศษขยะ หลายประเทศที่มีร้านเหล่านี้มาเปิดสาขาก็รับเอาค่านิยมดังกล่าวมาใช้ด้วย ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย แต่ก็มีคนไทยบางส่วนซึ่งอาจไม่รู้หรือแกล้งทำเป็นไม่สนใจ โดยละเลยเพิกเฉย เมื่อกินเสร็จก็วางภาชนะและเศษขยะอะไรต่างๆ บนโต๊ะ ลุกออกไปจากร้านหน้าตาเฉย สร้างความงุนงงและขึ้งโกรธต่อผู้พบเห็นไม่มากก็น้อย

เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสดราม่าเรื่องล่าสุด ที่มีประเด็นน่าหยิบยกมาทำความเข้าใจกับผู้คนบนโลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน นั่นก็คือโพสต์ของคุณ Warit Ritthiphetchamphorn ซึ่งเตือนสติคนไทยเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารในร้านฟาสต์ฟู้ดแล้วไม่เก็บเศษอาหารหรือถาดอาหารให้เรียบร้อย ปล่อยให้พนักงานของร้านอาหารต้องเก็บเองทั้งหมด

ระดับดราม่าของประเด็นที่ว่าพุ่งสูงปรี๊ดดดดด!! เมื่อมีการโยงว่าพนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้ไม่ใช่ทาสที่ต้องมาคอยเก็บถาดอาหารให้ลูกค้า ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเมืองนอกที่เป็นต้นตำรับก็ไม่มีบริการเก็บถาดอาหารให้ซะหน่อย ทำไมพอมาถึงประเทศไทยเราถึงปล่อยถาดเกะกะแบบนี้ เลยเถิดถึงขนาดวิพากษ์วิจารณ์คนไทยด้วยกันเองว่าไร้ระเบียบ รักสบายจนเคยตัว เลยต้องทิ้งภาระให้พนักงานเงินเดือนแสนต่ำต้อยมารับผิดชอบทุกอย่าง … เรื่องนี้น่า Talkative ไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

—> การหันมาทบทวนตัวเองของมนุษย์ในยุค “สังคมความเสี่ยง” ทำให้เกิด “ความสำนึกผิด” ละเลยไปถึงความพยายามผลักดันและสร้างตัวตนให้เป็นคนดีโดยเฉพาะบนเครือข่ายสังคมออนไลน์

—> พึงตระหนักว่าการช่วยเหลือและความเห็นใจเป็น “สิทธิ” ทำได้ก็ดีแต่ไม่ทำหรือทำไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนช่างแย่และสมควรถูกประนามออกสื่อ

—> การมองปัญหาอย่างรอบด้านด้วยความคิดเชิงเหตุผลช่วยลดระดับความดราม่าได้อย่างมีนัยสำคัญ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

พอดีมีโอกาสได้อ่านบทความของบล็อกเกอร์เจ้าของ User Name ว่า อุ้งทีนหมี ในเว็บไซต์ marketingoops.com ก็รู้สึกว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ เหมือนมองต่างมุมแต่เป็นมุมที่น่าคิดเหมือนกันนะ เลยเอามาแชร์ให้ชาวเราได้บริหารสติและสมอง ขบคิดดูนิดๆ หน่อยๆ

รากเหง้าของกระแส |

สังคมทุกวันนี้มีความเสี่ยง เมื่อโลกทุกวันนี้ช่างอันตราย มีภัยคุกคามอยู่รอบตัว มนุษย์จึงต้องระแวดระวังไปทุกฝีก้าวและตกอยู่ในความหวาดกลัวตลอดเวลา ความเสี่ยงตรงนี้ก่อให้เกิดกระแสต่างๆ มากมายและหนึ่งในนั้นคือกระแสการ ‘กลับมาทบทวนตัวเอง’ ของมนุษย์โลก (การสะท้อนย้อนคิด)

โดยเมื่อโลกตรงหน้าเหมือนจะล่มสลายลงทุกวัน มนุษย์ผู้รู้สำนึกต่างหันกลับมาทบทวนว่าการที่เราทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง การที่เรากินทิ้งกินขว้าง การที่เราไม่เคยบริจาคเงินให้มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าเลย เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ เกิดปัญหาอาชญากรรม เกิดสงครามก่อการร้ายหรือเปล่านะ ความสำนึกนี้เลยเถิดไปถึงการหวนไปสำนึกต่อสิ่งนามธรรมที่เราเคยละเมิดหรือไม่เหลียวแลมาตลอด ตัวอย่างเช่น บาปบุญคุณโทษ ความกตัญญู ศีลธรรม ฟังดูอาจนึกภาพไม่ออก แต่ลองมองพวกกระแสปลูกป่าที่มาเข้าคู่กับการทำความดี ปั่นจักรยานลดโลกร้อนที่ไปผูกโยงกับการทำบุญเพื่อเด็กด้อยโอกาส มองรวมๆ คนสายนี้ก็จะเชื่อว่าการที่เราต้องมาเจอความเสี่ยงมากมายในโลกปัจจุบันนั้น นอกจากเพราะเราไม่รับผิดชอบต่อการกระทำแล้ว เรายังไม่รับผิดชอบต่อความคิดของเราด้วย เข้าทำนอง ไม่ ‘คิดดี พูดดี ทำดี’ สังคมเลยแย่

ดังนั้น ตรรกะง่ายๆ เมื่อเราต้องการกลับไปหาแผ่นดินที่สงบสุขและปราศจากความเสี่ยงเหมือนในสมัยแม่พลอยที่ช่างไร้มลพิษ ไร้ภาวะโลกร้อน ไร้การตีรันฟันแทง (ซึ่งยังไม่ถามต่อไปว่าจริงไหม?) นอกจากเราจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว เรายังต้องเป็น ‘คนดี’ ตั้งแต่ความคิด ไม่ใช่เพียงเปลือกนอกแต่ต้องลึกลงไปในระดับตัวตนเลยทีเดียว

ปัญหาที่เกิดขึ้น |

ปัญหาหลักที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากความอยากเป็นคนดีของคนกลุ่มนี้ (ย้ำว่าการเป็นคนดีหรืออยากเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องผิด เรื่องไม่ดีเพราะมันมีประโยชน์อย่างแน่นอน) แต่ปัญหาเกิดเมื่อเขาเหล่านั้นอยากให้ทุกคนเป็นคนดีเหมือนตนและเมื่อใครก็ตามไม่ทำตามความดีในแบบที่ยึดถือ … เขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นคน ‘ไม่ดี’ ไม่รับผิดชอบ ไม่รักสังคม และควรถูกประณามออกสื่อ เลยเถิดถึงบางครั้งก็น่ากำจัดให้หมดไปจากสังคมซะที เมื่อถึงขีดสุดเราจะเห็นเหตุการณ์จำพวก ‘ล่าแม่มด’ เกิดขึ้น ซึ่งเนื้อแท้แล้วไม่ได้ทำเพื่อล่าคนผิด แต่ทำเพื่อเปล่งรัศมีความเป็นคนดีของตนเองให้เจิดจรัสขึ้นอีก

เราไม่สามารถฟันธงได้ว่ากรณีหนุ่มบิ๊กไบค์นี้เป็นไปตามความคิดข้างต้น 100% หรือไม่ หากแต่ชัดเจนว่าการฟันธงว่าใครผิดใครถูกโดยไม่มองข้อมูลอย่างรอบด้านเสียก่อน น่าจะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่นัก ด้านหนึ่ง หนุ่มบิ๊กไบซ์ก็อาจพูดถูกว่าการทิ้งภาระให้พนักงานรับผิดชอบทั้งหมดเป็นการกระทำที่ไม่มีน้ำใจ แต่อีกมุมหนึ่งต้องยอมรับว่างานบริการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของบริกรซึ่งได้รับค่าจ้างมาเพื่อทำหน้าที่ แน่นอนว่าในหลายประเทศพนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดไม่ได้มีหน้าที่ในการเก็บถาดเก็บจานด้วย แต่นั้นเป็น ‘ข้อตกลง’ ของแต่ละสังคมที่แตกต่างกันออกไป สำหรับสังคมไทยร้านค้าตกลงกับเราที่จะมีบริการ ‘เก็บและอำนวยความสะดวก’ ทั้งหมดเหล่านี้ โดยแลกกับราคาค่าอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก (ในต่างประเทศ อาหารฟาสต์ฟู้ดมีราคาถูกกว่าร้านอาหารทั่วไปมาก แต่ในเมืองไทยกลับแพงกว่าเกือบเท่าไปซะงั้น ทราบแล้วเปลี่ยน!)

อีกด้านหนึ่งเราอาจต้องมองด้วยว่าการจ้างงานเป็นไปตามภาระงานที่มี ในต่างประเทศเราจะเห็นว่าพนักงานร้านสะดวกซื้อมีจำนวนไม่เกิน 4-8 คนต่อหนึ่งร้านเนื่องจากไม่ต้องบริการ มีเพียงงานรับออเดอร์ เตรียมอาหารเท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยเนื่องจากภาระงานร้านฟาสต์ฟู้ดมีมากมายเหลือเกิน ปริมาณพนักงานก็มากตามไปด้วย คำถามคือแล้วถ้าวันหนึ่งไม่มีงานเหล่านี้ให้พวกเขาทำ เราคิดว่าบริษัทจะเก็บพนักงานที่ไม่มีงานทำเหล่านี้เอาไว้หรือไม่ มากไปกว่านั้นบริษัทจะลดค่าอาหารให้เราเหมือนอย่างที่เมืองนอกเป็นหรือไม่

สุดท้าย ในความเห็นผมการเก็บหรือไม่เก็บถาดในร้านฟาสต์ฟู้ดซึ่งเราได้จ่ายเงินซื้อบริการเหล่านี้ร่วมไปกับค่าอาหารแล้วถือเป็น ‘สิทธิ’ ที่เราจะทำหรือไม่ทำก็ได้ ยกตัวอย่างก็เหมือนการกินข้าวตามร้านอาหารทั่วไปหากเราเดินยกจานข้าวไปเก็บเองพนักงานก็คงดีใจที่งานน้อยลงแต่หากไม่ทำก็ไม่มีใครมีสิทธิว่าเราว่าช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน ใช้งานคนอื่นเยี่ยงทาสเพราะเขาเหล่านั้นรับเงินค่าจ้างเพื่อมาทำงานเหล่านี้

เป็นแนวคิดที่แหวกแนวและน่าสนใจใช่ไหมล่ะ โดยส่วนตัวผมชอบอ่านแนวคิดที่ว่ายทวนกระแสชาวบ้านชาวช่องนะครับ คนคิดกล้าดี และแสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีวิจารณญาณที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือมั่นใจในศักยภาพความคิดของตนเอง (อารมณ์เดียวกับเนติวิทย์เลยแฮะ) เพราะพอคนทั่วไปเห็นพาดหัวที่รุนแรงและติดจะถูกจริตมากๆ ก็กระตุ้นต่อมแบบที่ว่า ‘ล่าแม่ลด’ โดยไม่ได้สำเหนียกสนใจบริบทหรือกาลเทศะอื่นๆ เลย ด่วนสรุปแล้วก็เงิบกันไปหลายต่อหลายรอบแล้ว ซึ่งก็ดูว่าจะยังไม่เข็ด อย่างว่าล่ะเนอะ สังคมโซเชี่ยลฯมันไม่ได้เป็นสังคมเผชิญหน้าขนาดนั้น ใครๆ ก็แสดงความคิดเห็นในเรื่องอะไรก็ได้ แสดงอะไรก็ได้ เพราะเส้นแบ่งทางศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมมันบางเหลือเกิน – ผู้เขียน


Writer : คนหลังบ้าน

Comments

Powered by Facebook Comments