2 Min. read

“พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”

ขึ้นต้นมาก็อิงกระแสหนัง Spiderman กันเลยทีเดียว ไม่ได้จะเขียนถึงหนังเรื่องที่ว่า แต่ที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้คือเรื่องของกลุ่มคนที่ไม่ต้องพ่นใย ไม่ต้องปล่อยแสง เหาะเหินเดินอากาศ หรือมีค้อนสายฟ้าทรงพลัง กลุ่มคนที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ตัวเป็นๆ ที่เราๆ ท่านๆ สัมผัสได้จริงและทุกคนยอมรับโดยดุษฎีแบบพร้อมเพรียงกันว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ น่านับถือ และเป็นสุดยอดความใฝ่ฝันของเด็กไทยหลายๆ คน หน้าฉากอาจดูเท่ ดูฉลาด ดูเป็นพลเมืองชั้นหัวกะทิของสังคม ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจและให้คุณค่าความรักเทิดทูนเป็น ‘เทวดาอารักษ์’ มากมาย หากหลังฉาก … สิ่งที่พวกเขาได้รับในวันนี้มาจากความอดทน ทุ่มเท พยายาม มุ่งมั่น และเสียสละหลายๆ สิ่งในชีวิตเป็นอย่างมาก

อาชีพแพทย์ … เป็นอาชีพที่น่าอิจฉา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่น่าสงสาร โดยเฉพาะวงการแพทย์ของเมืองไทยที่สัดส่วนของแพทย์หนึ่งคนกับพลเมืองนั้นมีสัดส่วนที่ห่างกันลิบลับ แพทย์หนึ่งคนมีภาระงานที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมหาศาล จนในบางครั้งก็อย่างที่เราพบเห็นตามข่าวเมื่อประมาณช่วงเดือนที่ผ่านมา แพทย์อนาคตไกลหลายคนเสียชีวิตจากการโหมทำงานมากเกินไป เห็นข่าวแบบนี้คนทั่วไปก็ได้แต่สลดใจ แล้วความรู้สึกของนักศึกษาแพทย์ที่กำลังเตรียมตัวเป็นอนาคตแพทย์ล่ะ พวกเขาจะรู้สึกนึกคิดอย่างไรบ้างนะเกี่ยวกับเรื่องนี้

ยอมรับว่าหน้าตาที่ออร่าวิ้งค์ๆ คือปัจจัยแรกที่เราปักหมุดขอสัมภาษณ์ว่าที่คุณหมอคนใหม่จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  หมอตง – ศุภชัย วิทยาไพโรจน์ ที่ผมแอบจับแพะชนแกะว่าเป็น ‘ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์’ ในคณะแพทยศาสตร์รั้วแสด-ทอง และเมื่อได้ลองเข้าไปสัมภาษณ์พูดคุยกันจริงๆ หนุ่มมาดนิ่ง พูดน้อย และติดจะขี้อายคนนี้ก็มีเสน่ห์ด้านความคิดอยู่ไม่หยอก สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นผ่านแววตาใสๆ ของเขาคือความมุ่งมั่นที่จะเดินทางในเส้นทางที่เขาและครอบครัวหวังเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ไกลเกินรอ …

แนะนำตัวกันหน่อย |

สวัสดีครับ ผมชื่อนายศุภชัย วิทยาไพโรจน์ ชื่อเล่นชื่อตงครับ เป็นคนบุรีรัมย์ครับ มีพี่น้องสี่คน ผมเป็นคนที่สาม เรียนจบมัธยมฯที่โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคมครับ ตอนนี้กำลังศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีครับ

แรงบันดาลใจที่ทำให้สนใจเรียนแพทย์คืออะไร |

จุดเริ่มต้นของผมอาจจะฟังดูแปลกๆ สักหน่อยนะครับ คือญาติๆ ของผมเป็นหมอกันเยอะ ผมก็เคยเห็นพวกเขาทำงานกันมาบ้าง ได้รักษาคนไข้ ได้ช่วยเหลือคนไข้คนป่วยให้หายป่วย ผมเห็นเวลาที่คนไข้หายแล้วก็กลับมาขอบคุณผมก็รู้สึกดีด้วย ตรงนี้เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่ง ผมชื่นชมอาชีพนี้ มองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ได้รักษาผู้ป่วยและยังได้บุญจากการช่วยชีวิตผู้อื่น ทำให้อยากเดินรอยตาม ในส่วนของพ่อแม่ก็อยากให้เป็นหมอเหมือนกัน ก็สนับสนุน เพราะพวกท่านมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง เรียนจบมาแล้วสามารถดูแลตัวเองและเลี้ยงครอบครัวได้ครับ

ทำไมเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ที่ มทส. |

จำได้ว่าช่วงแอดมิชชั่นได้ลองลงสอบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ เหมือนกันครับ แต่เหตุผลที่ทำให้สุดท้ายเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีก็เพราะผมมองว่าคณะแพทย์ของที่นี่สุดยอดครับ อาจารย์หมอเก่งๆ ทั้งนั้น มีความเชี่ยวชาญ แม้ว่าจะเปิดทำการเรียนการสอนไม่ได้ยาวนานมากนัก แต่คณาจารย์คือเก่งมากครับ อุปกรณ์ทางการแพทย์อะไรทุกอย่างก็ดูใหม่ ที่สำคัญคือมหาวิทยาลัยก็ใกล้บ้านด้วยครับ

ประสบการณ์แรกในรั้วแสด-ทอง |

ช่วงที่เข้าเรียนแรกๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นนะครับ ดีใจว่าเราได้เข้าเรียนในคณะที่เราตั้งใจ ตอนเรียนชั้นปีที่ 1 จะชิลล์ๆ หน่อย เนื้อหาที่เรียนก็ทั่วๆ ไปแบบปรับพื้นฐานของเราให้แน่นขึ้น ยังไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์โดยตรงเท่าไหร่ ส่วนปีที่ 2 ก็จะเริ่มยากขึ้น เนื้อหาลงลึกมากขึ้น เพราะจะเริ่มเข้าด้านวิชาการแพทย์มากขึ้น เรียนเป็นบล็อกๆ บล็อกแรกยังปรับตัวไม่ทันเพราะปกติผมไม่เคยอ่านสอบ เรียนแบบ 2 สัปดาห์แล้วก็สอบ ก็ต้องปรับตัวยกใหญ่ ตอนนั้นก็จะเริ่มมีเรียนผ่าศพอาจารย์ใหญ่ด้วยครับ จำได้ครั้งแรกก็รู้สึกตื่นเต้นนะครับ ไม่ค่อยกล้าลอง ก็มีอาจารย์มาผ่าให้ดูก่อน อาจารย์ดูชำนาญมาก คือผ่าแบบชิลล์ๆ ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า เออ ก็ไม่ได้ยากแฮะ เราก็ทำตาม ก็ทำได้นะครับ ตรงนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้เจอ พอขึ้นชั้นปีที่ 3 ก็จะยากขึ้นมาอีกระดับ ลงลึกเข้าสู่เนื้อหาวิชาการเฉพาะด้านมากขึ้น ต้องใช้ความจำ ต้องจำเป็นหมวดๆ จำระบบต่างๆ ของร่างกาย กล้ามเนื้อ เส้นประสาท และต้องจำว่าตัวยานี้ชื่ออะไร ต้องใช้ยังไง คือมันยากสำหรับผมมากๆ ครับ เพราะปกติเป็นคนที่เรียนแบบไม่เน้นจำ เน้นที่ความเข้าใจ แต่เรื่องที่ว่าคือต้องอาศัยความจำ ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้แต่ละสเต็ปก็ยากครับ โหดมาก

เรียนหนักขนาดนี้ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่เหนื่อยหรือท้อบ้าง มีวิธีการจัดการกับความรู้สึกตรงนี้อย่างไรครับ |

เวลาที่เหนื่อยหรือท้อ ผมก็จะคุยไลน์กับที่บ้าน ก็คุยเรื่องทั่วๆ ไปครับ เช่นว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้าง เนื้อหาที่เรียนเป็นยังไง ที่บ้านก็จะส่งไลน์กลับมาว่าสู้ๆ นะ ก็ได้กำลังใจจากคนในครอบครัว หรือบางครั้งก็มีติดต่อคุยกันกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยมฯที่เขาได้ไปเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ได้แชร์ความรู้กันว่าการเรียนของเขาเป็นยังไงบ้าง เรียนเป็นแบบไหน ก็เอามาแชร์กัน ซึ่งก็ได้รู้ว่าเนื้อหาที่เรียนก็จะคล้ายๆ กัน ตรงนี้ถามว่าเป็นกำลังใจไหม ก็ไม่เชิงครับ มันเหมือนทำให้เรารู้ว่าอย่างน้อยก็มีคนนอกมหาวิทยาลัยที่ร่วมชะตากรรมแบบเดียวกับเราครับ

จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ความรู้สึกของเรากับการเป็นแพทย์เปลี่ยนไปไหม |

ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ สิ่งที่เรียนมาที่ได้ซึมซับมาก็ส่งผลให้ผมรู้สึกถึงความเป็นแพทย์ความเป็นหมอในตัวเอง คือมันเริ่มชัดเจนขึ้น จากเมื่อก่อนเราอาจมองว่า เออ เป็นหมอก็ดีนะ ได้ช่วยเหลือคน ได้มีอาชีพมั่นคงดูแลตัวเองและครอบครัวได้ ก็มองที่เป้าหมายสุดท้ายไปเลย แต่การที่จะได้มาก็ยังเลื่อนลอยเพราะเรายังไม่รู้ว่ากว่าจะได้เป็นหมอ ได้สวมเสื้อกาวน์ต้องทำอะไรยังไงบ้าง ญาติๆ ที่เรียนหมอก็จะเล่าให้ฟังแบบคร่าวๆ เราก็รู้แค่นั้น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แต่พอวันนี้เราได้ผ่านขั้นตอนการเรียนมาเป็นสเต็ปๆ ได้เห็นแบบจริงจังว่ากว่าจะเป็นหมอได้ต้องเรียนต้องฝึกต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก็รู้สึกได้เลยถึงภาระหน้าที่ที่ต้องทำ เมื่อก่อนอาจจะมองแบบผิวเผิน มองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ได้รักษาผู้ป่วย ได้บุญจากการช่วยชีวิตผู้อื่น ตรงนั้นมันคือผลที่ได้รับ แต่ตอนนี้คือเรามองลึกลงไปว่ากว่าที่เราจะสามารถเห็นผลที่จะได้รับคือหนักหนาสาหัสแค่ไหน เพราะการเป็นหมอไม่เหมือนอาชีพอื่นๆ คือผิดพลาดไม่ได้เลย เพราะถ้าผิดพลาดหมายถึงชีวิตคน ไม่ใช่แค่ชีวิตผู้ป่วยนะครับ แต่เป็นชีวิตของคนรอบข้างของคนป่วยด้วย ตรงนี้คือภาระที่คนเป็นหมอต้องแบกรับ ความคิดตรงนี้บวกกับภาระการเรียนทำให้ผมในวันนี้ไม่เหมือนผมในวันแรกๆ ที่สอบเข้ามาเรียนหมอ ตอนนี้จริงจังมากครับ สิ่งที่อยากบอกคือ คนเรียนแพทย์อาจจะดูภายนอกเหมือนเดินเท่ไปวันๆ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เลย มันยาก ต้องใช้ความจำเยอะ ต้องขยันและพยายามมาก

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มีต้นแบบไหมครับ |

ที่เป็นแบบอย่างได้ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นองค์พระราชบิดาครับ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) สมเด็จย่า และในหลวงรัชกาลที่ 9 ครับ ท่านทรงเป็นแบบอย่างทั้งในด้านการใช้ชีวิตและในด้านการทำงาน พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อความสุขของคนส่วนรวม นอกจากนั้นก็จะเป็นอาจารย์หมอที่คณะครับ พวกท่านเป็นหมอที่เก่งและอุทิศความสุขส่วนตัวเพื่อวงการแพทย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน ไหนจะผลิตนักศึกษาแพทย์ ไหนจะปฏิบัติภารกิจหน้าที่ในฐานะแพทย์ คือผมมองพวกท่านว่าเป็นต้นแบบที่ผมเคารพศรัทธาครับ แต่ที่อยากจะพูดถึงอีกหนึ่งท่านคือคุณหมอท่านหนึ่งที่อยู่ที่บ้านเกิดของผม จ.บุรีรัมย์ครับ ผมจำชื่อคุณหมอท่านนั้นไม่ได้ แต่ทั้งผมและคุณพ่อก็ชอบหมอท่านนี้มากๆ เหมือนกัน เพราะท่านมีการจัดรักษาฟรี 1 ครั้งต่อปี โดยวันนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษา เป็นแบบอย่างของการเสียสละที่ดีครับ

เป้าหมายในอนาคตหลังจบแพทย์แล้วคืออะไรครับ |

ผมยังไม่ได้คิดว่าจะไปเป็นหมอโรงพยาบาลรัฐบาลหรือโรงพยาบาลเอกชนนะครับ จริงๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะต่อแพทย์เฉพาะทางด้านไหนเพราะว่าต้องใช้ทุน 3 ปีก่อน เป็นทุน CPIRD ครับ (โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท บริหารงานโดยสำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท หรือ สบพช. ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข – ผู้เขียน) ก็คงต้องหาตัวเองต่อไปครับ

คิดอย่างไรที่ช่วงนี้มีข่าวที่คุณหมอหลายๆ ท่านเสียชีวิตเนื่องจากโหมงานหนักมากเกินไป |

เศร้าใจครับ แต่ก็ภูมิใจเพราะพวกท่านได้ทำหน้าที่ของหมออย่างเต็มที่มากๆ ครับ จริงๆ โดยส่วนตัวคิดว่าทุกอาชีพก็ต้องเสียสละบ้าง แต่ว่าอาชีพแบบเราต้องเสียสละมากหน่อย เพราะได้รักษาคน และต้องไม่กลัวกับโรคภัยไข้เจ็บ เพราะถ้าเรากลัว เราก็จะสู้กับโรคไม่ได้ คนไข้และครอบครัวคนไข้ก็จะใจเสีย หมดกำลังใจ ขนาดคนที่พวกเขาฝากความหวังว่าจะช่วยได้ยังกลัว พวกเขาจะทำอย่างไร

เวลาว่างจากการเรียน ทำอะไรบ้าง |

ช่วงเวลาว่างก็อ่านหนังสือครับ ส่วนช่วงที่มีเวลาว่างจากการอ่านหนังสือก็ทำกิจกรรมทั่วไป เหมือนเด็กทั่วๆ ไปนั่นล่ะครับ ก็เล่นกีฬาบ้าง เล่นคอมฯบ้างไปตามเรื่องครับ

อยากให้ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเรียนหมอและกำลังตั้งใจจะทำตามฝันนั้นๆ ให้ได้ครับ |

พยายามอ่านหนังสือเยอะๆ ฝึกทำข้อสอบเยอะๆ อย่างตัวผมเองก็พยายามทำข้อสอบเยอะๆ หลังเรียนเสร็จหมั่นทบทวนเนื้อหาจากสิ่งที่เรียนทุกครั้ง ถ้ารออ่านโหมเอาทีเดียวเนื้อหาจะเยอะมากอาจจะทำให้อ่านไม่ทัน แต่ถ้าพยายามเต็มที่แล้วแต่ก็ยังทำไม่ได้สอบไม่ได้ ผมอยากบอกว่าอาชีพหมอไม่ได้เป็นทุกอย่าง ทำไม่ได้สอบไม่ได้ก็ยังมีอาชีพอื่นที่สามารถทำให้น้องๆ ประสบความสำเร็จได้เช่นกันครับ


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Student Trainee :  นางสาวเกตุวรางค์ ประพรม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะศิลปศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์

Comments

Powered by Facebook Comments