31 Min. read

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ก่อนเดินคุณต้องรู้จักเท้าฉันใด ก่อนก้าวคุณต้องเห็นจุดสตาร์ทฉันนั้น เช่นกัน … คุณจะมีพรุ่งนี้ได้อย่างไรหากไม่มีวันนี้ คุณจะมีวันนี้ได้อย่างไรหากไม่มีเมื่อวานนี้

คุณรู้หรือไม่ว่าโลกของเรามีอะไรมากมายและหลากหลายเกินกว่าที่เราจะรู้ได้ มีมดนับล้านชนิดที่เรายังไม่รู้จัก มีต้นไม้สายพันธุ์หายากที่คุณไม่เคยเห็น มิหนำซ้ำบางครั้งคุณอาจเผลอเดินไม่ระวังไปเหยียบมันเข้า และกลายเป็นว่ามันได้สูญพันธุ์ไปในบัดเดี๋ยวนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเคยเช็คแฮนด์และบอกกับมันว่า “ยินดีที่ได้รู้จัก”

คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเหตุใดนักวิทยาศาสตร์จึงสามารถแยกแยะมดที่มีมากมายกว่าล้านสายพันธุ์ซึ่งมองด้วยตาเปล่าก็เหมือนๆ กันได้อย่างแม่นยำ ทำให้พ่อแม่จึงแยกลูกฝาแฝดของตนได้ในขณะที่คนนอกเรียกผิดเรียกถูกสับสนไปหมด … นั่นก็เพราะลักษณะพิเศษเฉพาะตนของแต่ละสิ่ง

สามล้อถีบโคราช แหล่งต้นกำเนิดสามล้อถีบทั่วไทย

คนไทโคราช มีลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์เด่นๆ เฉพาะตนหลายอย่าง แทบจะเรียกได้ว่าไม่เหมือนใครในโลก จะว่าไทยอีสานก็ไม่ใช่ ไทยภาคกลางก็ไม่เชิง เป็นส่วนประสมที่มีความต่าง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความผสมผสานกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเท็กซ์เจอร์แปลกตาและน่าพิสมัยไปพร้อมๆ กับความพิศวง

นับอายุของการสร้างบ้านสร้างเมืองโคราชตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอันได้รับการบันทึกอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อประมาณก่อนปี 2225 มาถึงทุกวันนี้ก็กว่า 350 ปี ถือได้ว่าเมืองโคราชเป็นเมืองที่มีความสำคัญและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เปรียบไปก็เป็นเสมือนเมืองหลวงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เป็นศูนย์กลางของหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างมาตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ต้องยอมรับว่าโคราชกำลังขึ้นหม้อ พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวติดไฮสปีท ความเร็วทำให้เราละเลยสิ่งรอบข้างระหว่างทาง ความเร็วทำให้เราละเลยเรื่องสำคัญในเบื้องหลัง แบบนั้นมันจะใช่แน่หรือ?

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้เสมอว่า หากไม่มีรากเหง้า แม้นลำต้นใหญ่ยาวเพียงไรก็ไหวโค่น หากไม่สนต้นตระกูล ออกลูกผลมากเพียงใดก็ไม่รู้รส คุณจะมีพรุ่งนี้ได้อย่างไรหากไม่มีวันนี้ คุณจะมีวันนี้ได้อย่างไรหากไม่มีเมื่อวานนี้ จริงอยู่ คนเราต้องก้าวเดินต่อไปสู่อนาคต แต่มันจะใช่หรือหากเราจะลืม ‘ภูมิดิน’ ที่หยัดยืน ลืม ‘เลือดเนื้อ’ ที่เคยดูดกิน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คูเมืองโคราช

สิ่งสำคัญที่เราต้องไม่ลืมอย่างเด็ดขาดคือบรรพบุรุษ หากไม่มีพวกเขาในวันนั้นก็ไม่มีพวกเราในวันนี้ … ว่าแต่บรรพบุรุษไทโคราชเราเป็นใคร มาจากไหน พวกเขาเคยเป็นหรือทำอะไรกันบ้าง MOREmove online จะพาคุณไปทำความรู้จักกัน ย้อนไทม์แมชชีนกันไปยาวๆ ได้เลยครับ

อนึ่ง โคราชหรือนครราชสีมาของเรา มีความเป็นมาทั้งของผู้คนและของดินแดน มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีคับคั่งและหลากหลายแยกไม่ได้จากประวัติศาสตร์ภูมิภาคอุษาคเนย์หรืออาเซียน ที่บริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ที่มีชื่อเรียกเก่าแก่มาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ว่า ‘สุวรรณภูมิ’

ทั้งนี้ เพราะโคราชหรือนครราชสีมาเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล ทางภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

แหล่งโบราณคดีโนนบ้านจาก หมู่บ้านหนองเครือชุดพัฒนา หมู่ 12 ตำบลลำคอหงษ์ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ภาพเมื่อ พ.ศ. 2557

10,000 ปีก่อน กำเนิดบรรพชนคนไทย |

ก่อนจะกล่าวกันถึงเรื่องของคนโคราช ขอเท้าความถึงบรรพชนคนไทยกันก่อนดีกว่าเพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอหาได้พบว่า บรรพชนคนไทยมีมานานไม่น้อยกว่า 10,000 ปีมาแล้ว โดยพบว่าอาศัยอยู่ตามเพิงผาและถ้ำที่ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.กระบี่ โดยพบเครื่องมือหินและเครื่องมือทำจากกระดูกสัตว์ ใช้เพิงผาด้านในเป็นที่ฝังศพ คนยุคนี้เป็นกลุ่มขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายบ่อยๆ ไปตามแหล่งทรัพยากร มักเลือกตั้งถิ่นฐานตามถ้ำหรือเพิงผา

50,000 ปีก่อน กำเนิดบรรพชนคนอีสาน |

ในส่วนของชุมชนแรกเริ่มของบรรพชนคนอีสาน ค้นพบหลักฐานว่ามีมานานกว่า 5,000 ปีก่อน บรรพชนคนอีสานซึ่งเป็นบรรพชนคนนครราชสีมาด้วยมีหลักแหล่งถาวรเป็นชุมชนหมู่บ้านกระจายทั่วไปทั้งตอนบนและตอนล่างของเทือกเขาภูพาน เช่น จ.อุดรธานี จ.สกลนคร จ.ขอนแก่น และ จ.นครราชสีมา (บริเวณ อ.โนนสูง อ.สูงเนิน และ อ.สีคิ้ว) พวกเขาเริ่มรู้จักการปลูกข้าวเมล็ดป้อมในตระกูลข้าวเหนียว โดยกินข้าวเหนียวเป็นหลัก นักโบราณคดีขุดพบเปลือกข้าวที่โนนนกทา ต.บ้านโคก อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเขากินของป่าที่ร่อนเร่หาได้จากธรรมชาติ เช่น มัน เผือก กลอย ใบไม้ หน่อไม้ ฯลฯ และสัตว์ต่างๆ ที่มีในยุคนั้น

นอกจากกินข้าวเป็นอาหารหลักแล้ว พวกเขายังแสวงหาของกินจากความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติด้วย

แหล่งโบราณคดีโนนบ้านจาก หมู่บ้านหนองเครือชุดพัฒนา หมู่ 12 ตำบลลำคอหงษ์ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ภาพเมื่อ พ.ศ. 2557

อย่างไรก็ตาม คนอีสานยุคดึกดำบรรพ์นี้มีคนจากภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะสองฝั่งลำน้ำมูล บริเวณนครราชสีมา ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นและมีหลากหลายชาติพันธุ์มากขึ้น ยุคนี้ยังไม่มีชาติทางการเมืองอย่างทุกวันนี้ และยังไม่มีชื่อสมมติอย่างปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่แสดงความแตกต่างบางประการคือภาษา ที่แม้จะเป็นเครือญาติชาติภาษา มีรากเหง้าเดียวกัน แต่ภาษาพูดต่างกัน จำแนกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เรียกตระกูลภาษาได้ราว 5 ตระกูลดังนี้

ตระกูลมอญ – เขมร หรือ ออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic Language Family) เช่น พวกมอญ เขมร ลัวะ ละว้า และบรรดากลุ่มคนที่เรียกว่า ข่า ส่วย ม้อย ฯลฯ โดยแยกเป็นภาษาหลักและภาษาถิ่นย่อยๆ อีกมาก มีหลักแหล่งดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินใหญ่
ตระกูลชวา – มลายู หรือ ออสโตรเนเซียน หรือ มาลาโยโพลินีเซียน (Austronesian or Malayo-Polynesian Language Family) เช่น พวกชวาและหมู่เกาะอินโดนีเซีย มลายู จาม ฯลฯ มีหลักแหล่งตามชายฝั่งและหมู่เกาะทางตอนใต้ รวมทั้งมอเก็นหรือชาวเลและเงาะ
ตระกูลไทย – ลาว (Tai-Lao Language Family) เช่น พวกไทย ลาว จ้วง หล และอาหม ฯลฯ มีหลักแหล่งทั้งหุบเขาและทุ่งราบบนผืนแผ่นดินใหญ่ บริเวณตะวันออกและตะวันตกสองฝั่งโขง
ตระกูลจีน – ทิเบต (Sino-Tibetan Language Family) เช่น กะเหรี่ยง อาข่า (อีก้อ) ปะดอง ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีพวกพม่า-ทิเบตอีกด้วย
ตระกูลม้ง – เมี่ยน หรือ แม้ว – เย้า (Mien or Miao-Yao Language Family) เช่น ม้ง (แม้ว) เมี่ยน (เย้า) มีหลักแหล่งอยู่บนดอยสูงทางตอนเหนือของแผ่นดินใหญ่

คนทั้ง 5 กลุ่มนี้ล้วนเป็นเครือญาติกันหมดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เครือญาติชาติพันธุ์หรือเครือญาติทางภาษา เป็นต้น

กรุสมบัติ ณ ตึกดินของคุณยายยี่สุ่น ไกรฤกษ์

3,000 ปีก่อน กำเนิดชุมชนคนโคราชยุคแรก |

3,000 ปีที่แล้ว บรรพชนคนโคราชตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนหมู่บ้านอยู่บริเวณต้นน้ำมูล ต่อเนื่องถึงต้นน้ำชี แล้วพบกระจัดกระจายทั่วเขตใกล้เคียงด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนที่ราบสูงระหว่างลำตะคองกับลำเชิงไกรที่ไหลขนานตามแนวตะวันตก-ตะวันออก เหนือทิวเขาดงพญาเย็น-เขาใหญ่ที่ต่อเนื่องเป็นทิวเขาพนมดงเร็ก

อย่างไรก็ตาม ไม่เคยพบหลักฐานว่าคนยุคนี้พูดภาษาตระกูลอะไร แต่น่าเชื่อว่าเป็นภาษาตระกูลมอญ-เขมร ชวา-มลายู และอาจมีไทย-ลาวรวมอยู่ด้วย ซึ่งเคลื่อนย้ายเข้ามาจากบริเวณลุ่มน้ำแดง-ดำ (ในเวียดนาม) ยุคนี้มีชุมชนหมู่บ้านกระจายห่างๆ ทั่วทั้งภาคพื้นแผ่นดินใหญ่สุวรรณภูมิ และหมู่เกาะในอุษาคเนย์ มีการเดินทางติดต่อกันทั้งระยะใกล้ๆ และระยะไกลๆ ถึงลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา

รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ ประพาสปราสาทเมืองเก่า 12 มกราคม รศ. 122 (พ.ศ. 2446)

รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ ประพาสปราสาทเมืองเก่า 12 มกราคม รศ. 122 (พ.ศ. 2446)

ทั้งนี้ บรรพชนคนไทโคราชยุคนี้มีส่วนสูงโดยเฉลี่ยเท่าคนปัจจุบัน มีเครื่องรางประดับตามตัว เช่น ลูกปัดดินเผา ลูกปัดหินสี ลูกกระพรวนดินเผา เขี้ยวสัตว์ หนังสัตว์ เป็นต้น บางคนอาจเอาเลือดป้ายเป็นแถบบนใบหน้าเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์หรือพืชประจำตระกูล บางคนใช้หนามหรือกระดูกสัตว์และเขี้ยวสัตว์ปลายแหลมขีดข่วนตามผิวหนังให้เป็นรอยแผลเป็นคล้ายหนังกบหรือจระเข้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์

บ้านเรือนของพวกเขาปลูกขึ้นแบบเสาสูงด้วยไม้ไผ่ แม้ไม่พบหลักฐานตรงๆ แต่สันนิษฐานจากร่องรอยสมัยหลังๆ ต่อมา ในส่วนของเครื่องมือเครื่องใช้ พวกเขาทำมาจากหิน (เช่น ขวานหิน) กระดูก สัตว์ ไม้ และดิน (เครื่องปั้นดินเผา)

คนยุคนี้มีความแตกต่างทางชนชั้นแล้ว โดยคนกลุ่มหนึ่งเป็นตระกูลหัวหน้า มีเครื่องประดับมากกว่าคนอื่น และอยู่เรือนมั่นคงกว่าคนอื่นๆ โดยความแตกต่างที่แสดงชนชั้นนี้มีหลักฐานสำคัญอยู่ในภาพเขียนสีที่เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

ภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เขาจันทน์งาม

ภาพเขียนสีที่เขาจันทน์งาม |

งานแสดงเกษตรและอุตสาหกรรมโลก 2538

จากหลักฐานภาพวาดที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งพบที่เขาจันทน์งาม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จะเห็นได้ว่าถูกวาดขึ้นในราว 3,000 ปีก่อน โดยปรากฏหมาตัวเดียวอยู่ในตำแหน่งสำคัญของพิธีกรรม ท่ามกลางกลุ่มคนซึ่งมีทั้งหญิง ชาย ผู้ใหญ่ และเด็ก ใต้รูปหมามีหญิงอุ้มท้องนั่งทำท่าทางคู่กับอีกคนหนึ่งซึ่งไม่แสดงเพศ บางคนมีเครื่องประดับศีรษะคล้ายขนนกหรือใบไม้ บางคนมีผ้าห้อยปล่อยชาย บางคนยืนก่งธนู หน้าไม้ มีลูกศรยื่นออกจากแล่ง เห็นปลายแหลมยื่นเล็กน้อย

จากการสันนิษฐานพบว่า คนมีฐานะต่างกันแสดงออกโดยรูปคนที่มีขนาดไม่เท่ากันแม้อยู่ในระนาบเดียวกัน รวมถึงเครื่องแต่งตัวของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีกด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่ารูปคนไม่เหมือนจริง แม้ลักษณะเส้นสายจะทำให้รู้ว่าคนวาดสามารถวาดให้เหมือนจริงได้ไม่ยาก เพราะคนวาดต้องการวาดเงาหรือขวัญของบรรพบุรุษ ไม่ใช่รูปคนจริงๆ ฉะนั้นรูปวาดจึงมีอำนาจในตัวเองมากกว่าเส้นสายรูปคนที่มองเห็นด้วยตา

** สรุปจากแนวคิดในบทความเรื่องศิลปะถ้ำและชาวสุวรรณภูมิ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์รวมในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติ ‘ซ่อม’ ฉบับเก่า ‘สร้าง’ ฉบับใหม่ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2549 **

สวนรัก ในอดีต

ทั้งนี้ จากบทความที่เขียนขึ้นโดย ผศ.นฤมล ปิยวิทย์ ความว่า “จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าชุมชนโบราณซึ่งเป็นร่องรอยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินใหม่ต่อเนื่องมาถึงยุคโลหะ กระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดนครราชสีมา ครั้นถึงสมัยประวัติศาสตร์ก็มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดีซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสมา ตั้งอยู่บริเวณอำเภอสูงเนินในปัจจุบัน เป็นเมืองใหญ่ เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของรัฐศรีจนาศะ ต่อมาในสมัยขอมพระนครมีการสร้างเมืองนครราชอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยมีเมืองพิมายเป็นเมืองสำคัญ ครั้นถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้สร้างเมือง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน พระราชทานนามว่าเมืองนครราชสีมา พร้อมทั้งส่งขุนนางคือ พระยายมราช (สังข์) มาปกครองเป็นพระยามหานครต่างพระเนตรพระกรรณ พร้อมทั้งอพยพขุนนางทหารและครอบครัวจากกรุงศรีอยุธยามาเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นข้าราชการประจำเมืองนครราชสีมา

“จากนั้นชาวอยุธยาอพยพมาอยู่นครราชสีมาครั้งใหญ่อีกระลอกหนึ่งเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 โดยมีชาวไทยชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกได้อพยพเข้ามาด้วย เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ ขุนนางที่มาปกครองเมืองนครราชสีมาและเมืองบริวารก็ถูกส่งมาจากกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการผสมผสานทางชาติพันธุ์กับกลุ่มชาวพื้นถิ่นที่อยู่เดิมเป็นชาวไทยโคราช ซึ่งมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองในด้านต่างๆ ทั้งเครื่องแต่งกาย อาหารการกิน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ประเพณีพิธีกรรม ความเชื่อ ดนตรี นามสกุลคนโคราช และที่สำคัญคือ ภาษาโคราช ซึ่งแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น

สถานพระนารายณ์

“จากสถิติ จังหวัดนครราชสีมามีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพฯ ประกอบด้วยประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ด้วยกัน แต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากมีอยู่สองกลุ่มใหญ่คือ ไทยโคราช รองลงมาคือ ไทยอีสาน และมีชนกลุ่มน้อยอื่นๆ อีก ได้แก่ มอญ ส่วย ญวน แขก และจีน ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันออกไป แต่ด้วยความที่ชาวไทยโคราชมีวัฒนธรรมเชื่อมโยงระหว่างไทยภาคกลางจึงส่งผลให้ภาษาไทยโคราชมีความคล้ายคลึงกับภาษาในภาคกลางของประเทศค่อนข้างมาก แตกต่างกันตรงที่สำเนียงที่มีลักษณะเหน่อ ห้วนสั้น มีคำไทยลาวหรือไทยอีสานและเขมรปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย มักจะใช้เสียงเอกแทนเสียงโท เช่น คำว่า ม่า แทนคำว่า ม้า ใช้คำว่า เสื่อ แทนคำว่า เสื้อ เป็นต้น ทำให้มีเสียงวรรณยุกต์เพี้ยนไปจากเดิมบ้าง ถึงกระนั้น ภาษาไทยโคราชก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเองค่อนข้างสูง กลุ่มไทยโคราชจึงเป็นกลุ่มที่แสดงเอกลักษณ์ของเมืองนครราชสีมาได้เป็นอย่างดี

“คนไทยโคราชอาศัยอยู่ทุกอำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ยกเว้นบางอำเภอที่มีชาวไทยลาวมากกว่า เช่น อำเภอสูงเนิน บัวใหญ่ และปักธงชัย เป็นต้น นอกจากนั้น ชาวไทยโคราชยังอาศัยอยู่ในบางส่วนของจังหวัดสระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ (ในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ นางรอง และหนองกี่) รวมไปถึงชัยภูมิ (ในอำเภอบำเหน็จณรงค์และจัตุรัส)”

ศาลารัฐบาลมณฑลนครราชสีมา

ตลาดสดเทศบาล 1 ปัจจุบันรื้อถอนแล้ว

ตลาดสดเทศบาล 1 ปัจจุบันรื้อถอนแล้ว

พลเมืองไทโคราช |

ทั้งนี้ จากหลักฐานทางประวัติศาสตรืซึ่งรวบรวมเป็น จดหมายเหตุเรื่องมณฑลนครราชสีมา พ.ศ.2467 โดย พระยาเพ็ชร์ปาณี ระบุว่า “พลเมืองมณฑลนครราชสีมา (ณ ขณะนั้น-ผู้เขียน) มีประมาณ 564,000 คน ส่วนมากเป็นคนไทย ที่มีเชื้อสายขนบธรรมเนียมและภาษาเป็นลาวประมาณ 1 ใน 6 ส่วนผู้หญิงโดยมากตัดผมผิดกับทางข้างเหนือ เป็นชาวเขมรมีประมาณ 13,000 คน ยังมีคนอีกชนิดหนึ่งเรียกกันว่า ชาวบนหรือลว้าตั้งบ้านเรือนอยู่ตามเชิงเขามีประมาณ 1,000 คน ไม่ชอบอยู่ในหมู่คนพื้นเมือง ถ้าผิดพวกเห็นคนมากก็มักจะหลบหนี พูดภาษาหนึ่งต่างหาก

“การตกแต่งร่างกายของฝ่ายผู้ชายจะนุ่งผ้าเหมือนชาวเมืองในชนบท แต่ผู้หญิงนุ่งผ้าพันตัวจีบชายเหน็บข้างเอวดูคล้ายถุง มักเป็นผ้าตาเล็กๆ เรียกผ้าตาเมล็ดงา ทอใช้เองบ้างซื้อแลกเอาขึ้นไปบ้าง สวมเสื้อสีดำขลิบคอแดงไว้ผมยาวเกล้ามวย บ้านเรือนทำเป็น 2 ห้อง เสาไม้ทุบเปลือกทำเป็นง่ามยกพื้นสูงราว 4 ศอก เครื่องบนและพื้นไม้ทุบเปลือกหรือไม้ไผ่ตามแต่จะหาได้ในภูมิประเทศ ปูพื้นด้วยเปลือกไม้หรือไม้ไผ่หลังคามุงด้วยใบลานหรือหญ้า ฝาทำด้วยใบลานหรือไม้ไผ่ กว้างประมาณ 6 ศอกยาว 10 ศอกหรือ 12 ศอก มีนอกชานหน้าเรือนบ้างไม่มีบ้าง แต่ปัดกวาดใต้ถุนเรือนสะอาดไม่รกรุงรัง ผิวเนื้อดำแดงพุงโลโดยมาก ประกอบการเลี้ยงชีพในการทำไร่ข้าว ไร่ฟักแฟงแตงน้ำเต้า ทำไต้เก็บของป่าขาย พวกชาวบ้านที่คุ้นเคยทำการติดต่อนำเอาของขึ้นไปแลกมาจำหน่ายในตลาดต่อไป บางพวกที่คุ้นคนพาเอาของลงมาจำหน่ายเองก็มี ประเพณีการแต่งงานมีการสู่ขออย่างคนไทย เรียกค่าน้ำนมอย่างน้อยเป็นเงิน 1 บาทเพื้อง และในเวลาเมื่อนำชายหญิงไปอยู่เป็นคู่ครองใช้ ยิงบืนส่ง การป่วยไข้ใช้ยารากไม้ บนผี เรียกว่าผีตีนเดียว มีคนเลี้ยงผีเรียกว่าหมอ เรียกเอาขวัญเข้าอย่างน้อย 1 บาท เมื่อตายใช้ฝังบ้างเผาบ้าง”

อุโบสถเก่า วัดพระนารายณ์มหาราชฯ

ประตูชุมพล

ว่าโดยเชื้อสายและกำเนิดแห่งคนเหล่านี้สืบเนื่องมาอย่างไร ปรากฎเป็นคำอธิบายของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ไว้ในพระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัตถ์เลขา ว่า “แผ่นดินอันเป็นที่ตั้งสยามประเทศนี้ แต่เดิมเป็นที่อยู่ชองประชาชน 2 ชาติ คือ ขอมชาติ 1 ลาวชาติ 1 ชาติภูมิของขอมอยู่ที่แผ่นดินต่ำข้างใต้คือที่เป็นเมืองเขมรเดี๋ยวนี้ และตามชายทะเลเข้ามาจนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาข้างตอนใต้ตลอดออกไปจนเมืองรามัญ

“ทั้งนี้ ชาติภูมิของลาวอยู่ที่สูงข้างเหนือทางลุ่มแม่น้ำของ ตั้งแต่เขาบรรทัดต่อแดนเมืองเขมรขึ้นมา คือในพื้นที่มณฑลนครราชสีมาและมณฑลอุบล ร้อยเอ็ด อุดร ตลอดออกไปจนฝั่งซ้ายแม่น้ำของทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี้ ท้องที่มณฑลพายัพก็เป็นลาว เดิมเขตลาวข้างใต้เห็นจะลงมาต่อขอมราวเมืองสวรรคโลกแลเมืองตาก

“ชนชาติขอมแลลาวเดิมเป็นอย่างไร จะรู้ได้ในเวลานี้เพียงว่า บุคคลจำพวกที่เราเรียกว่า ข่า ขมุ เขมร มอญ เม็งเหล่านี้ ภาษาที่พูดเป็นภาษาขอม จึงเข้าใจได้ว่าชนชาติเหล่านี้เป็นเชื้อสายสืบมาแต่ขอม ส่วนลาวนั้นลาวเดิมคือคนจำพวกที่เราเรียกทุกวันนี้ว่า ลัวะ แลลว้า เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ตามป่าตามเขาแทบทุกมณฑลที่เป็นเมืองลาวเดิม มีภาษาพูดเป็นภาษา 1 ต่างหากเหมือนกัน ชื่อที่เรียกว่า ลัวะ แลลว้า ก็มาแต่คำเดียวกับลาวนั้นเอง จึงได้รู้ว่าพวกนี้ที่เป็นลาวเดิม

“ข้อนี้ไทยเราชาวใต้ยังเข้าใจกันอยู่โดยมากว่าชาวเมืองที่อยู่มณฑลพายัพ มณฑลอุดร มณฑลร้อยเอ็ด แลมณฑลอุยลทุกวันนี้เป็นลาว จึงเรียกเขาว่าลาว ที่จริงหัวเมืองมณฑลเหล่านี้ แต่โบราณเป็นเมืองลาวจริง แต่ชาวเมืองทุกวันนี้โดยมากเป็นไทย (และเขาด็ได้ถือว่าตัวเขาเป็นไทย) เหมือนกับเราชาวใต้

“ส่วนไทยนั้น ทุกวันนี้ก็เป็นหลายพวก และเรียกกันเป็นหลายชื่อว่า โท ไทย ผู้ ไทย ฉาน เฉียง เงี้ยว ลื้อ เขิน เป็นต้น คนทุกจำพวกเหล่านี้ล้วนพูดภาษาไทย และมีเรื่องราวรู้ได้ว่าเป็นไทยเท่านั้น ชาติภูมิเดิมของไทยอยู่ในแว่นแคว้นแดนดินที่เรียกทุกวันนี้ว่าประเทศจีนฝ่ายใต้ ตั้งแต่แม่น้ำยางสีมาทางเมืองเสฉวน เมืองฮุนหนำตลอดจนเมืองลาว ที่เหล่านี้ล้วนเป็นอาณาเขตเดิมของไทยทั้งนั้น ฯลฯ (จะดูละอียดให้ดูในพระราชพงศาวดารที่กล่าวมาต่อไป)”

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวความเป็นมาพอสังเขปเท่าที่ผู้เขียนจะหาได้ซึ่งคาดหวังว่าน่าจะตอบคำถามได้ดีในระดับหนึ่งว่าคนไทโคราชนั้นเป็นใคร มาจากไหน เพื่อที่ในอนาคต คนไทโคราชอย่างเราๆ ท่านๆ จะได้ทราบว่า เท้าของตัวเองเป็นฉันใด จุดสตาร์ทของตนเองนั้นอยู่ที่ไหน และเมื่อคุณรู้จักวันนี้รวมถึงเมื่อวานนี้แล้ว คุณจะได้สามารถก้าวไปข้างหน้าในวันพรุ่งนี้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตราบนานเท่านาน


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Source : หนังสือโคราชของเรา โดยขรรค์ชัย บุนปานและสุจิตต์ วงษ์เทศ สนพ.มติชน // จดหมายเหตุเรื่องมณฑลนครราชสีมา พ.ศ.2467 โดย พระยาเพ็ชร์ปาณี // พระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัตถ์เลขา โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ // บทความโดย ผศ.นฤมล ปิยวิทย์

Special Thanks : คุณชุตินันท์ ทองคำ พิพิธภัณฑ์เมืองนครราชสีมา ภายใต้การบริหารของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

Comments

Powered by Facebook Comments