5 Min. read

“หนุ่ม … เที่ยวไหม?” ประโยคคลาสสิกจากหญิงสาวปริศนาปากเคลือบลิปกลอสสีชมพูวาววับเอ่ยขึ้นขณะที่เจ้าหล่อนนั่งหย่อนอารมณ์ริมฟุตบาทใต้ป้ายร้านทองสีแดงอันเบ้อเริ่มเทิ้มฉายแสงนีออนภายใน … ภาพถ่ายที่ได้แตกเป็นเม็ดเล็กละเอียดราวกับถูกเคลือบด้วยเม็ดทราย ไม่ชัดเจน เหมือนกับแววในดวงตาของผู้เชิญชวนที่ภายในลึกๆ ว่างเปล่าและติดจะสับสนเดียวดาย

หมายเหตุ ** บทความนี้เขียนขึ้นโดยไม่มีเจตนากล่าวร้ายหรือดูถูกอาชีพโสเภณี บุคคลทั่วไป ตลอดจนห้างร้านที่อยู่โดยรอบบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หากแต่เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ความรู้สึก เพื่อให้สังคมได้ร่วมรับรู้และร่วมกันแก้ไขเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป ทั้งนี้ บทสัมภาษณ์ที่อ้างอิงในบทความเป็นแต่เพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้ให้สัมภาษณ์ ไม่สามารถเหมารวมเป็นความคิดเห็นของผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ได้ทั้งหมด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ปัญหาการค้าประเวณีเป็นปัญหาสังคมที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าจะมีผลส่งต่อกระจายลงสู่ประชากรกลุ่มต่างๆ นอกจากจะไม่บังเกิดผลดังกล่าวแล้ว ยังไม่ได้มีส่วนช่วยในการแก้ไขขจัดปัญหาการค้าประเวณีให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปจากสังคมไทย ในทางตรงข้าม … ยิ่งประเทศไทยพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มรายได้ต่อหัวมากขึ้นเท่าใด การค้าประเวณีและโสเภณีก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น จนเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วโลกและเป็นข่าวในสื่อมวลชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนกิตติศัพท์การค้าประเวณีในประเทศไทยฝังอยู่ในหัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยว่า ที่นี่เป็นซ่องโสเภณีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สยามเมืองยิ้ม (เยิ้ม)

‘โสเภณี’ หรือเรียกว่าการค้าประเวณี เป็นอาชีพหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยปัจจุบันอาชีพโสเภณีในบางประเทศถือเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ขณะที่มีหลายประเทศที่ยังมองว่าเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สำหรับประเทศไทยถือว่าการค้าประเวณีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทว่ากลับเป็นที่ยอมรับกันในสังคม

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ไม่ทราบแน่ชัดว่าต้นกำเนิดโสเภณีในไทย ลอกเลียนแบบมาจากอินเดียหรือว่าถือกำเนิดขึ้นมาเอง ตามหลักฐานพบเพียงว่าแต่ไหนแต่ไรมา เราไม่ได้เห็นอาชีพนี้เชิดหน้าชูตา กลับเป็นเรื่องน่ารังเกียจด้วยซ้ำ ดังที่ เทพชู ทับทอง เขียนไว้ในหนังสือ ‘กรุงเทพฯในอดีต’ ว่ากฎหมายลักษณะผัวเมีย ซึ่งบัญญัติขึ้นในสมัยพระรามาธิบดีที่ 1 อู่ทอง ลงโทษเอาไว้หนักหากนำหญิงเหล่านี้มาเป็นภรรยา แล้วหล่อนเกิดทำชั่วคบชู้ขึ้นมา

น่าสนใจที่ปัญหาการค้าประเวณีมักกระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ที่ขึ้นชื่อลือชามาช้านานคือกรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ไม่เว้นแม้แต่โคราชบ้านเอ็งที่เมื่อเอ่ยชื่อ สวนรัก หรือ ลูกสาวร้านทอง ไม่ว่าใครก็ต้องร้องอ๋อ

คนรุ่นใหม่หรือคนต่างถิ่นอาจยังไม่ทราบว่า สวนรัก นั้นตั้งอยู่ที่ใด สวนรักที่ว่าคือบริเวณรอบลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี โดยแต่เดิมบริเวณดังกล่าวเป็นสวนสาธารณะกลางเมือง มีต้นไม้ร่มรื่น มีเก้าอี้ไว้นั่งเล่น ในสมัยก่อนบริเวณนี้มีหนุ่มสาวแอบมาพบกันจนเป็นที่เลื่องลือ ถือเป็นที่อันตรายยามค่ำคืนสำหรับเด็กสาวๆ สมัยก่อนเลยทีเดียว ซึ่งภายหลังสวนสาธารณะแห่งนี้นอกจากจะไม่ได้มีไว้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจของคนในพื้นที่หรือเป็นสถานที่พลอดรักของคนหนุ่มสาวเท่านั้น ยังเป็น ‘แหล่งค้าบริการทางเพศแบบสาธารณะ’ ใครใคร่ค้า-ค้า ใครใคร่ซื้อ-ซื้อ แหล่งใหญ่ของโคราชจนชื่อเสียงฉาวโฉ่ขจรกลิ่นคลุ้งคาวกามไปทั่วอีกด้วย โดยภายหลังสวนรักถูกแปลงสภาพและได้รับการกวดขัน จนราความนิยมไปพักใหญ่ๆ แต่ใช่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียว คำว่าสวนรัก อันเป็นศัพท์แสลงของคนท้องถิ่นที่รู้กันว่าเป็นซ่องสาธารณะ ค่อยๆ เลือนไปจากความทรงจำ หากผุดคำใหม่ขึ้นมาแทนที่ ทำเลเดิม แค่ย้ายพิกัดองศาเล็กน้อย

ลูกสาวร้านทอง คือคำใหม่ที่ว่า จากจุดศูนย์กลางที่คล้ายเป็นเกาะกลางถนน ก็เปลี่ยนเป็นสองฝั่งถนนด้านข้าง โดยคำว่าลูกสาวร้านทองป็นคำๆ หนึ่งที่กลุ่มชายนักเที่ยวใช้เรียกเพื่อเป็นโค้ดลับรู้กันให้แซ่ด อันเนื่องมาจากเหล่าโสเภณีข้างถนนเหล่านั้นมักนั่งรอลูกค้าบริเวณบาทวิถีรอบลานย่าโม ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นย่านเศรษฐกิจของโคราชอันเต็มไปด้วยร้านค้าขายทองคำนั่นเอง

“หนุ่ม เที่ยวไหม?” …

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ความน่าสนใจคือ บริเวณ ‘ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี’ เป็นเสมือนศูนย์กลางของโคราช เป็นแหล่งเชิดหน้าชูตาของโคราช เมื่อนึกถึงโคราชต้องนึกถึงคุณย่าโมและลานอนุสาวรีย์ของท่าน เป็นทั้งที่สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวโคราช เป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจมาช้านาน เป็นที่ตั้งของสถานราชการสำคัญๆ และสถานศึกษาชื่อดังของโคราช และยังเป็นย่านค้ากามที่ใหญ่ที่สุดของโคราชอีกด้วย!! 

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คลี่กลีบ ‘ลูกสาวร้านทอง’ |

อาทิตย์เริ่มอัสดงและนกประจำถิ่นเริ่มบินกลับรังนอน

แสงไฟถนนพลันสว่างขึ้น นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า นาฏกรรมชีวิต บนท้องถนนในฉากยามค่ำคืนกำลังเริ่มเคลื่อนไหว ตัวละครนิรนามจำนวนหนึ่งที่แฝงเร้นอยู่ใต้ฉากมืดสังคมค่อยๆ ตื่นขึ้นจากหลับใหล ผุดพรายขึ้นตามซอกมุมต่างๆ เพื่อออกมาดำเนินวิถีชีวิตไปตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายจากโชคชะตา … ผัดแป้งแต่งหน้า พาร่างอันบอบช้ำจากการถูกปู้ยี้ปู้ยำซ้ำแล้วซ้ำเล่าออกมาจากห้องพักในซอยเปลี่ยว แหล่งหลบเร้นซ่อนกายในเวลากลางวัน เพื่อมอบกลีบกุหลาบยวนใจให้ชายแปลกหน้าได้เด็ดดอมดมสนองความใคร่

ค่ำคืนหนึ่ง แม้ท้องฟ้าไม่เป็นใจสักเท่าไรเพราะมีฝนพรำมาตั้งแต่หัวค่ำ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดในเร็ววัน แม้เป็นเช่นนั้นผมก็ได้ตัดสินใจขับรถวนดูโดยรอบลานย่าโม มีผู้หญิงหลากหลายอายุและการแต่งกายบ้างนั่งบ้างยืนกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ นับคร่าวๆ หลายสิบชีวิต บ้างนั่งคนเดียว บ้างนั่งเป็นคู่ เป็นกลุ่ม และมีบ้างที่มีผู้ชายแทรกปะปน ยืนบ้างนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์อยู่ห่างๆ บ้างตามอัธยาศัย

นิ่งอั้นอยู่นานเพราะทั้งชีวิตไม่เคยใกล้ชิดคนที่ทำอาชีพนี้ กลัวก็กลัว อายยิ่งอาย สุดท้ายก็ทำใจดีสู้เสือตัดสินใจเดินเข้าไปหาผู้หญิงวัยกลางคนที่นั่งโดดเดี่ยวอยู่ริมถนน เธออยู่ในชุดสายเดี่ยวผ้ายืดพอดีตัวสีแดงหม่นกับกางเกงยีนส์ขาสั้นสีซีดโชว์ปลีขาอวบ ด้วยลุคของผมทำให้เธอมองตามด้วยความฉงนเพราะไม่น่าจะใช่กลุ่มลูกค้าที่เธอคุ้นชิน

“เที่ยวไหม?” เธอถาม

ผมส่ายหัว แล้วเริ่มต้นพูดคุยทำความเข้าใจกันเล็กน้อย เธอพยักหน้าอนุญาต ผมจึงนั่งลงข้างๆ ยื่นธนบัตรใบละร้อยสองใบจนเธออมยิ้ม ก่อนตอบคำถามผมอย่างใจเย็น

“พี่ทำเพื่อลูก” ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อพี่อ้วน โสเภณีร่างท้วมในวัย 39 ปีเอ่ยขึ้น “เมื่อก่อนพี่ก็เป็นแม่บ้านธรรมดาๆ นี่ล่ะ ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาทำงานแบบนี้ แต่พอผัวมันเลิกกับพี่ไปมีเมียใหม่ พี่กับลูก 2 คนก็ถูกทิ้ง ต้องกลับไปอยู่กับพ่อแม่ของพี่ที่บ้านนอก งานก็ไม่มีทำ ตอนนั้นพี่เครียดมาก วุฒิก็แค่ ม.3 ไม่รู้จะไปทำอะไรได้ เคยเป็นคนงานตามร้าน รายได้ก็น้อยไม่พอยาไส้ ซ้ำงานยังหนัก ทำตรงนี้รายได้ดีกว่า … ตอนแรกๆ พี่ก็ไม่กล้า รู้สึกเขินๆ อายๆ เหมือนกัน เพราะไม่เคยนอนกับผู้ชายแปลกหน้า แต่หลังๆ ก็พยายามไม่คิดอะไร ทำตัวให้เริ่มชิน คิดว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว อีกอย่างเงินก็ดี มันทำให้พี่ส่งลูกเรียนได้”

เมื่อทำความรู้จักกันเล็กน้อยผมก็ถามต่อว่าเธอทำงานตรงนี้มานานเท่าไรแล้ว ซึ่งเธอก็ตอบอย่างลังเลด้วยไม่แน่ใจว่าประมาณ 3 ปี … ดูจากอายุทำให้ผมอดถามต่อไม่ได้ว่ามากเกินไปไหมกับอายุนี้ เธอหัวเราะแล้วตอบว่า “ก็มากอยู่ แต่ลูกค้าประจำของพี่ก็ชอบแบบนี้ สาวแก่ ร่างอวบ เค้าบอกว่ามันเต็มไม้เต็มมือดี แต่ก็อย่างที่บอก ลูกค้าที่ชอบแบบพี่ก็ไม่เยอะหรอก จะว่าไปก็พวกคนใช้แรงงาน หาเช้ากินค่ำเหมือนๆ กัน มีมาหาความสุขชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็ไป นานๆ ทีก็มาเจอกัน ก็เหมือนเพื่อนเก่ามาสังสรรค์ … ช่วงมาขายแรกๆ ขายดีมาก ได้เงินคืนๆ หนึ่งเป็นกอบเป็นกำ หลังๆ ก็ขายยากขึ้น ได้คืนละคนสองคนก็โอเคแล้ว บางคืนฝนตกหรือช่วงปลายๆ เดือนนี่เงียบจ้อย ไม่ได้สักคน ก็กลับบ้านนอน” 

มาทำอาชีพนี้ ลูกพี่พ่อแม่พี่รู้หรือเปล่า-ผมถาม

“โอ้ย! ไม่รู้หรอก ลูกๆ อยู่กับพ่อแม่พี่ที่บ้านนอก พี่เช่าห้องอยู่กับเพื่อน กลางวันก็นอนเอาแรง กลางคืนก็ทำงาน มีเล่นหวย ป๊อกเด้งบ้าง แต่ก็ไม่บ่อย”

พี่อ้วนป้องกันบ้างไหม-ผมถาม

พี่อ้วนหัวเราะร่วนก่อนตอบ “ก็ป้องกันนะ ส่วนใหญ่ลูกค้าเค้าพกมาเอง แต่ก็มีบ้างที่ไม่มี ก็เลยตามเลย มันเป็นงานทำยังไงได้เนอะ พี่บอกเค้าให้แตกข้างนอกเอา เราก็กลัวท้อง ท้องแล้วลำบาก ทำงานไม่ได้ แต่จริงๆ ก็กินยาคุมล่ะ แค่ไม่อยากให้แตกใน เช็ดทำความสะอาดยาก เสียเวลา” เมื่อผมถามต่อว่าพี่กลัวท้องแล้วไม่กลัวโรคบ้างเหรอ คำตอบที่ได้คือการยักไหล่เบาๆ แล้วเสหยิบขวดน้ำอัดลมที่ตั้งข้างๆ มาดูดฟื้ดใหญ่ เช็ดลิปสติกที่ติดปลายหลอดออกแล้ววางไว้ตามเดิม

จากเรื่องของพี่อ้วนเอง ผมก็เริ่มรุกถามถึงความเป็นไปในบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมอาชีพในโซนเดียวกันหรือบรรยากาศการทำงาน พี่อ้วนหัวเราะก่อนตอบ “หลายคนก็รู้จักกัน แต่ก็มีเยอะที่ไม่รู้จัก มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเรื่อย จำไม่ค่อยจะได้หรอก นั่งหาแขกก็ห่างๆ กัน ต่างคนก็ต่างก้มหน้าเล่นมือถืออะไรกันไป แต่เท่าที่รู้แถวนี้ก็มีเด็กหน้าใหม่ๆ มานั่งดักลูกค้าบ่อย พี่เรียกเด็กพวกนั้นว่าสาวสก๊อย แรกๆ พี่ก็รู้สึกไม่ดีนะ เพราะพอเด็กพวกนั้นเข้ามาแขกก็หายไปเยอะ แต่หลังๆ เริ่มเข้าใจ แหม … ผู้ชายที่ไหนก็ชอบเอ๊าะๆ สดๆ เป็นธรรมดา เด็กๆ มันอยากได้เงิน ก็เลยชวนๆ กันมาตามเรื่อง บางคนก็มากับเพื่อน หลอกพ่อแม่ว่าขอไปค้างบ้านเพื่อน บางคนมีแฟนมาคุม แล้วแฟนเองก็เป็นคนคอยขี่มอเตอร์ไซค์รับส่งไปโรงแรม เด็กมันคิดแต่ว่าอยากได้เงินเที่ยว อยากหาเงินแต่งรถให้แฟน”

สายตาคนผ่านไปผ่านมาเป็นอย่างไรครับ-ผมถาม

“มีเหมือนกัน โดนประจำล่ะ บางทีเจอผู้หญิงเดินผ่านแล้วเบะปากหรือซุบซิบว่าเราเป็นผู้หญิงบริการ แรกๆ ก็เจ็บ บางทีก็ท้อแท้ว่าทำไมเราต้องมาทำแบบนี้ ฝนตกก็ต้องมาเดินตะลอนๆ ต้องออกมาทำงานแบบนี้ตอนกลางคืน ในขณะที่คนอื่นได้นอนหลับสบายอยู่บ้าน” นอกจากถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นคน ซ้ำยังต้องกล้ำกลืนกับอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจในงานของตน อีกเรื่องหนึ่งที่จำใจต้องกัดฟันทนของชีวิตโสเภณี นั่นก็คืออารมณ์ของลูกค้า “บางรายงี่เง่า บอกว่าเขายังไม่เสร็จ เราจะไปได้ไง ทั้งที่หมดเวลาแล้ว พอเราไม่ฟัง เขาก็ตบ ทำร้ายร่างกาย จนเราต้องหนีออกมาทั้งกระโจมอก ออกมาบอกคนในโรงแรมว่าพี่ช่วยหนูที กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต”

แม้จะหัวเราะระหว่างเล่า แต่แววตาของเธอก็ฉายให้เห็นชัดเจนว่าแอบซุกความเจ็บช้ำเอาไว้ลึกๆ

ผมขอบคุณและกล่าวลาพี่อ้วนหลบจากมาเงียบๆ … อย่างที่บอกว่าบริเวณนี้มีผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็น ลูกสาวร้านทอง ให้บรรดากระทายชายมากหน้าหลายตา หลายคนยังดูเด็กเกินกว่าจะทำหน้าที่นี้ แต่พวกเธอก็อยู่ที่นี่ในเวลานี้ ผึ้งเป็นอีกคนหนึ่งที่ผมรู้จัก เธอเป็นเด็กบ้านแตกโดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์ในบ้านไม่ค่อยสงบสุขนักเพราะพ่อที่แอบไปมีผู้หญิงอื่นนอกบ้านทำให้ไม่ค่อยอยู่บ้าน จนแม่จับได้และมีปากเสียงกันหลายครั้ง ความรุนแรงในบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทั้งสองก็แยกทางกัน … ด้วยสภาพของบ้านที่เป็นแบบนั้นทำให้เธอไม่ค่อยอยากอยู่บ้าน “พ่อเป็นคนขี้เมา กินเหล้าแล้วจะเมาอาละวาด บางครั้งไม่พอใจก็จะใช้กำลังทำร้ายทั้งแม่และลูก … ครอบครัวแบบนี้ ไม่มีเสียดีกว่า!!” 

พูดไปก็เหมือนฉายหนังซ้ำ เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก เหตุผลก็เดิมๆ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ชนิดที่ใครๆ ก็เดาตอนจบได้ น่าเศร้าที่แม้เราจะพบเห็นรับรู้กันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เปลี่ยนแปลง … สภาพครอบครัวที่ล้มเหลวนำไปสู่ความไม่เข้าใจ สับสนว่าควรจะต้องปฏิบัติตัวเช่นไรเมื่ออยู่ในสังคม ส่งผลให้เด็กสาวไม่อยากอยู่บ้านพยายามแยกตัวออกมา แสวงหาความสุขนอกบ้าน ขณะเดียวกันเพื่อนก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในชีวิต … ทั้งความคิดและการกระทำ

“แฟนชวนให้ลองมาทำดู หาเงินใช้เอง ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มันเป็นงานก็ทำๆ ไป ของๆ เรา ตัวของเรา จะทำอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำบ่อย นานๆ ทำที พอมีเรื่องต้องใช้เงินก็มาทำที นี่ก็ว่าจะไปเที่ยวกัน ก็เลยมาทำ เอาจริงๆ ไม่ได้ไปปล้นใครเค้าป่ะพี่ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จักก็เป็นกันแบบนี้ ไม่เห็นแปลก ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้ว การมีอะไรกับคนอื่นก็ไม่ต่างจากการมีอะไรกับแฟนหรอก มีเงินใช้อีกต่างหาก”

สอบปากคำ ‘ลูกเขยร้านทอง’ |

ปะเหมาะเคราะห์ดี (หรือเปล่า) ผมได้บังเอิญเปิดพบอีกหนึ่งบทความซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน เป็นบทความที่ถูกโพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 โดยคุณ thatree in konkorat ในเว็บไซต์ thatree.exteen.com  ซึ่งเป็นบทความที่ใช้ชื่อว่า ค้นโคราช : คำสารภาพของหนุ่มนักเที่ยว

ในคืนเปลี่ยวผมมีนัดกับนักเที่ยวหญิงขายบริการระดับล่างผู้โชกโชนทุกสนาม “รอนานไหม?” ชายคนนั้นเพิ่งเลิกจากงานประจำ หอบท่าทางอย่างวัยรุ่นเซอร์ๆ คนหนึ่งมานั่งข้าง เขาบอกว่าตัวเองเป็นรักร่วมเพศ ทีแรกผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเกย์

“ผมรักการร่วมเพศครับ!!” เขาย้ำฟังชัด มีรอยยิ้มเปิดเผยซึ่งอวดพื้นที่เหงือกสีชมพูสดใส ด้วยจรรยาบรรณของสื่อมวลชนต่อจากนี้ผมขอขนานนามเขาว่าหนุ่ม จ. ชายผู้มีวิธีขยี้ชีวิตด้วยเพศสัมพันธ์ เขาเสพติดมันอย่างเอรดตั้งแต่ช่วงแตกเนื้อหนุ่ม เริ่มจากจูโอชา (ชื่อเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว แต่จริงๆ แล้วเป็นโรงน้ำชาชื่อดัง) จุดสตาร์ทของชายหลายๆ หน่อ ลามเรื่อยมาถึงอาบอบนวดชื่อดังในโคราชทุกแห่งหน ประสบกามของเขาหลากหลายและมีระยะทางไกลบนเข็มไมล์ เรียกว่าทำเลอะเปรอะจนทั่วเมือง แต่จะตัดทอนเลือกเฉพาะสถานที่ซึ่งเขาติดใจมาตลอดห้าปี

ด้วยความผูกพันอย่างลึกซึ้งถึงโคน ถ้าคุณไม่หลอกตัวเองคุณก็จะเห็นความจริงที่ว่าสาวขายบริการในสวนรักมีจริง และพวกเขานั้นอยู่รอบตัวเราเสมอ แม้ขณะนั่งโจ้กันนี้ก็ยังเหลือบมามองทางเราเป็นระยะ คงคิดไปในทางอกุศลว่าเราสองกำลังจีบกันเองหรือเปล่า (อย่างน้อยผมก็คิดไปแล้ว)

“มีคนเขาบอกว่าสวนรักเด็ด แค่บุหรี่สองตัวก็เอาได้ จากเคยเที่ยวที่อื่นมาก่อนผมเลยลองมาดูกับตาว่าจริงไหม นั่นเป็นครั้งแรกที่ริเที่ยวที่นี่” เขาเท้าความถึงความประทับใจต่อมาที่ทำให้กลายเป็นชาวสวนรักอย่างทุกวันนี้ “แต่ไอ้บุหรี่สองตัวอะไรนั่นน่ะมันดูถูกกันชัดๆ ผมขอบอกเลยว่ามันไม่จริง เพราะวันนั้นผมเอาบุหรี่มาทั้งซองก็ยังไม่ได้หิ้วใครสักคน” เขาหัวเราะรุนแรงให้กับความไม่ประสาครั้งเก่าของตน จนผมกลัวว่าริมฝีปากจะไม่กล้ากลับมาหุ้มเหงือกใหญ่ๆ นั้นอีก

เมื่อจำนวนสาวขายบริการในพื้นที่ร่วมร้อย รองรับนักเที่ยวได้ตั้งแต่สิบโมงเช้าจนถึงราวตีสองตีสาม ทั้งมีตัวตายตัวแทนพลัดเปลี่ยนเข้ามาเรื่อยๆ หนุ่ม จ. จึงไม่ลืมที่จะมาอัพเดตบ่อยๆ เขาไม่มีท่าทีอวดอ้างเกินความจริงเลยขณะบอกผมว่าเคยใช้บริการกับสาวสวนรักเกินห้าสิบคนแล้ว และข้อสังเกตว่าใครเป็นสาวสวนรักจากคนที่มานั่งนานและย้ำ ถ้าเห็นผู้หญิงจับกลุ่มกันเกินสามคนนั่นก็ใช่ แต่อาจไม่เสมอไป

“บางทีนึกว่าหน้าใหม่เผลอไปทักผิดก็มี” หนุ่ม จ. ยิ้มเขิน ผมมั่นใจว่าใครโดนทักอย่างนั้นขณะนั่งรอแฟนคงไม่สวยแน่นอน … จากที่เคยถามไถ่กัน ส่วนมากบ้านจนน่ะไม่มีตังค์ บางคนจบป.2 ป.3 เรียนไม่สูงไม่รู้จะไปทำอะไรกิน พวกนี้ชอบสบายรักสนุก โธ่ มาทำงานตรงนี้บางคนเดือนๆหนึ่งได้เงินมากกว่าผมอีก หลังจากนั้นเขากระซิบบอกราคากลางของบริการในสวนรักให้ผมเบาๆ 300 บาทนี่เป็นราคากลางนะ อาจจะมีการต่อรองหรือโดนเรียกแพงกว่านี้ก็ได้ ส่วนค่าโรงแรมต่างหาก แต่อย่าบอกใครล่ะว่าผมบอก

หนุ่ม จ. ขยายความว่าตอนที่ยังเป็นสวนรักดั้งเดิมนั้น (เปี่ยมธรรมชาติ ต้นไม้หนา) นักเที่ยวติดดินบางคนจะประหยัดค่าโรงแรมด้วยการร่วมรักกับสาวขายบริการกันในสวนเลย แต่ปัจจุบันเมื่อสวนรักซึ่งอยู่ในพื้นที่ของอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีได้ถูกปรับโฉมใหม่ให้ไฉไลขึ้นด้วยงบ 77 ล้านจากเทศบาลนครราชสีมา ติดไฟเสียสว่างไสวขนาดนั้น ทำให้พวกเขา-ชุมชนมุมมืดซึ่งไม่ชอบแสงไฟเอามากๆต้องเดือดร้อน

วิธีที่น่าจะทำให้สาวสวนรักลดจำนวนลง ผมว่าน่าจะเอาไอ้เงินมหาศาลที่สร้างสวนรักแห่งใหม่ไปจ้างงานพวกกลุ่มเสี่ยงนี้ ไม่ใช่แค่ฝึกฝีมือแรงงานแล้วให้ออกไปหางานกันเอาเองนะ ไปไม่รอดหรอก ยัดงานให้เขาเลยดีกว่า … แต่ถ้ากล้าทำอย่างนั้นจริงผมก็คงน่าสงสารแย่ หาที่เที่ยวถูกและดียาก เมื่อถามหนุ่ม จ. ว่าหวาดกลัวโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ้างหรือไม่ ผมเคยไปตรวจโรคนะ แต่ไม่เจอ ดีใจกับเขาถ้ายังรอดปลอดภัย …ไม่เจอหมอน่ะ ผมหุบยิ้มทันที (ฮา)

เขาสารภาพว่าเคยทำการเกษตรอยู่พักหนึ่งเพราะมีทั้งหนองในทั้งฝีมะม่วง

“เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผมคือความตายอยู่แล้ว ในเมื่อใจเรารักมาทางนี้ไปโทษใครไม่ได้หรอก ชีวิตผมกำหนดเอง การที่ผมเที่ยวผู้หญิงแต่ใส่ถุงยางบ้างไม่ใส่บ้างนี่มันความห่ามส่วนตัว ห้ามลอกเลียนแบบ”

สวนรักในครั้งโบราณของคนโคราชคือสถานที่หญิงชายนัดพบกัน รักกันท่ามกลางบรรยากาศความครื้นเครงของเพลงโคราช และการสักการะอนุสาวรีย์คุณย่าโม แต่ปัจจุบันแม้ความเจริญทางด้านวัตถุจะเพิ่มขึ้น สิ่งดีงามในจิตใจคนกลับเสื่อมถอยลง ตัดสินได้จากสวนรักที่กลายเป็นสวนร่วมรักไปแล้วในวันนี้ หนุ่ม จ. กล้ายอมรับกับโลกว่าตนไม่ใช่คนดี ถ้าความดีไม่มีคลุกกาม หลังจากผมกักตัวเขาไว้นานพอควร ชายหนุ่มกราบลาเพื่อเริงร่า ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานเหลือเกินสำหรับหนุ่มนักเที่ยวเฉกเขา

อ่านจบ คุณคิดเห็นอย่างไรครับ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หากเปรียบอาชีพโสเภณีเป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ผมมองว่าเป็นแมลงสาบ ออกตัวว่าไม่ได้มองว่าสกปรกอย่างที่หลายคนมอง แต่ผมมองว่าอาชีพโสเภณีน่าจะถือกำเนิดเกิดมีมานาน เป็นอาชีพแรกสุดของโลกคล้ายๆ กับที่แมลงสาบก็น่าจะเป็นเผ่าพันธุ์แรกๆ ของสัตว์ในยุคปัจจุบันที่เหลือรอดมาจากยุคไดโนเสาร์ ที่สำคัญที่สุดคือ แมงสาบฆ่าไม่ตาย และอาชีพโสเภณีก็ไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่มนุษย์ยังมีตัณหาราคะอยู่ทุกขณะจิต

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ผมสตาร์ทรถแล้วค่อยๆ ขับไปหยุดรอสัญญาณไฟใต้ประตูพลแสน สายตาจับไปที่รถหรูสีดำเงาปลาบที่จอดติดเครื่องนิ่ง เงียบ ผิดวิสัย  มีเด็กหนุ่มร่างผอมกะหร่องสวมกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดตัวโคร่งเดินโฉบยื่นหน้าเข้าไปชิดกระจกด้านข้างฝั่งคนขับที่คนข้างในค่อยๆ กดสวิตช์เปิดออก พูดคุยเพียงอึดใจเด็กหนุ่มก็ถอยออก กวักมือเรียกเพื่อนผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ใต้ร่มเงาใบบังให้เดินเข้าไปใกล้รถคันนั้น เขายกมือไหว้ กระจกรถเคลื่อนปิดลง เด็กหนุ่มทั้งสองคนกระโดดขึ้นคร่อมบนอานรถมอเตอร์ไซต์แบบสตาร์ทมือแล้วขับนำรถเก๋งคันหรูที่เคลื่อนตามไปห่างๆ ทั้งหมดลับหายไปในเงาตึก ก่อนที่ไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวและมีเสียงแตรที่กดเร่งผมทางด้านหลัง

“เที่ยวด้วยกันไหม?” … เสียงใครสักคนลอยลมมา


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments