3 Min. read

หากพูดถึง ‘จิตรกรรมฝาผนัง’ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงงานศิลปะอันวิจิตรบรรจงซึ่งเกิดขึ้นจากลายเส้นที่ถูกขีดเขียนลงบนฝาผนังตามวัดวาอารามหรือปราสาทราชวัง แต่วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับจิตรกรรมฝาผนังในอีกรูปแบบหนึ่งที่ดูจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของความงามและสถานที่ นั่นคือ จิตรกรรมฝาผนังในห้องน้ำ (ส้วม) … ศิลปะฆ่าเวลายามปลดทุกข์ ที่เรามักเรียกเหล่าผู้สร้างผลงานนั้นๆ ว่า ‘คนมือบอน’ แต่รู้หรือไม่ว่าภายใต้ลายมือและลายเส้นนานาที่ถูกจารึกลงบนฝาผนังห้องน้ำนั้นมีเรื่องราวที่สามารถสะท้อนความรู้สึก ความนึกคิด และตัวตนของเจ้าของผลงานได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งนี้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมที่ทำให้เกิดนิทรรศการสุดสร้างสรรค์ ล้ำยุค แหวกแนว และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ชมงานในขณะนั้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินหรือดอกไม้ก็ต่างระดมเข้าใส่ในทุกทิศทาง

งานชิ้นนี้เป็นเสมือนจุดกำเนิดศิลปินนักออกแบบผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยซึ่งมีชื่อเสียงขจรขจายทั้งในและต่างประเทศ ผลงานขณะยังเป็นนักศึกษาของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่าง ดร.ดุลย์พิชัย โกมลวานิช ผู้ที่ชาวโคราชรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะผู้ปรุงและชะลอเรือนโคราช ทั้งใจกลางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและ ณ ใจกลางเมืองโคราช (บริเวณลานย่าโม)

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“ทุกคนจะถามผมว่า ผมจบสถาปัตยกรรมหรือไม่ จบอินทีเรียหรือไม่ จบศิลปากรหรือไม่ จริงๆ สิ่งเหล่านั้นจำเป็นและโหยหา แต่เด็กบ้านนอกอย่างผมเลือกไม่ได้ รู้อย่างเดียวว่าสิ่งที่จะไต่ฐานของตัวเองได้คือสายวิทยาลัยครู จนได้มาเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำงานเป็นข้าราชการในตำแหน่งนักวิชาการช่างศิลป์ นั่นเป็นโอกาสทำให้ผมเห็นโลก ผมได้ทุนไปศึกษาดูงานเกือบทั่วโลกในเรื่องสื่อพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ และศิลปะ แต่สุดท้ายผมหลงทางและอ้อมโลกอยู่นานจนพบว่าศิลปะที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่บ้านเกิดผม”

บทความสัมภาษณ์โดย คุณเพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ ใน bangkokbiznews.com

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มองเผินๆ เพียงภายนอกจากการแต่งตัวก็มองออกว่าท่านเป็นศิลปิน แต่ท่านไม่ได้เพียงใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีดำเพื่อบ่งบอกว่าตัวเองเป็นศิลปิน แต่การสวมใส่ชุดดำทุกวันกว่าสิบเจ็ดปี ก็เพราะความสะดวกในการคุมงานออกแบบก่อสร้างกลางทุ่ง “สีดำทำให้จิตใจไม่วอกแวกในการสร้างสรรค์งานศิลป์ที่อยู่ตรงหน้า”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ส้วมคือสถานที่ที่เราใช้บ่อยที่สุด

ใช้ทุกวัน อาจจะวันละหลายๆ ครั้ง ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนเราก็ใช้ส้วมเป็นพื้นที่ ‘ปลดปล่อย’ บางอย่าง แต่จะมีสักขณะจิตไหมที่เรามองว่า ส้วมที่เรา ‘ใช้ไปวันๆ’ ใช้เสร็จแล้วเสร็จเลย พอเสร็จกิจก้าวออกไปก็ไม่คิดจะเหลียวกลับมามองซ้ำนั้นให้แง่คิดในชีวิต คติธรรมล้ำค่า หรืองานศิลป์ชั้นยอด   

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

‘ส้วม’ กับความผูกพัน |

คนเราเวลาที่จะทำอะไรมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนๆ นั้นว่าเกิดมาจากที่ไหน ไปเจออะไรมาบ้าง แล้วเราก็เก็บสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตมาประมวลผล ตัวผมเองถ้าพูดถึงเรื่องส้วม ผมได้เห็นวิถีการเข้าส้วมของคนไทยในหลายระดับเลยก็ว่าได้ เริ่มตั้งแต่วิถีแบบชาวเรือ ไม่มีห้องน้ำ มีแต่ร่องกระดาน เวลาขับถ่ายก็ถ่ายลงน้ำไปเลย เพราะฉะนั้นหากจะถามว่าส้วมบ้านผมใหญ่ขนาดไหน บอกเลยว่ามันไม่มีขอบเขต นี่คือส้วมแบบแรกที่ผมรู้จัก เพราะผมเคยอาศัยอยู่บนเรือมาก่อน

ส้วมแบบที่สองที่ผมรู้จักคือตอนที่ย้ายขึ้นมาอยู่บ้านริมน้ำ ถึงตอนนี้ส้วมของผมก็คือกอไผ่บ้าง ดงสะแกบ้าง ดงโสนบ้าง เวลาจะขับถ่ายก็เลือกเอาว่าจะไปตรงไหน ที่สำคัญคือเวลาจะไปถ่ายต้องมี ‘เสียม’ ติดตัวไปด้วย ติดไปทำไม ก็ติดไปเพื่อเอาไว้ขุดหลุมทำธุระ พอเสร็จแล้วก็ตักดินมากลบหลุมเพื่อไม่ให้สุนัขหรือแมลงวันมันเข้าไปตอม คนสมัยนั้นเขาจะเรียกส้วมแบบนี้ว่า ‘ไปทุ่ง’ ส้วมแบบนี้ก็ยังไม่มีขอบเขตเช่นกัน สมัยนั้นเวลาเราถ่ายทุกข์เราไม่ได้เห็นแค่กรอบสี่เหลี่ยมอย่างทุกวันนี้ เรามองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว เห็นธรรมชาติ เห็นต้นไม้ เห็นสิ่งมีชีวิตอื่น ถ้าให้ผมคิดผมมองว่านี่คือต้นกำเนิดแรกๆ ที่ทำให้ผมรักงานศิลปะ มองธรรมชาติอย่างศิลปะ เข้าใจศิลปะ เพราะศิลปะคือธรรมชาติรอบตัว เวลาเราขับถ่ายสมองของเราจะไม่ได้คิดอะไรเลย เรามองภาพตรงหน้าแบบไม่คิดอะไร แต่มองด้วยหัวใจ มองแบบซาบซึ้ง มองแบบประทับไว้ในใจ

ส่วนส้วมอีกแบบที่ผมเคยมีโอกาสได้สัมผัสคือส้วมในวัด ลักษณะคือเป็นส้วมสองชั้น โดยที่ชั้นล่างจะโล่ง เวลาขับถ่ายของเสียก็จะหล่นลงไปข้างล่างทันที อันนี้เรียกว่า ‘ไปเวจ’ แต่ถ้ากับพระจะใช้อีกคำว่า ‘ไปฐาน’ … ผมเชื่อว่าทุกคนผูกพันกับส้วมเพราะเราใช้มันทุกวัน แต่ส้วมสำหรับเด็กสมัยนี้อาจจะเห็นแค่แบบส้วมนั่งยองและแบบชักโครก ของคนรุ่นผมคือเห็นมาทุกแบบ ตั้งแต่ผมจำความได้ก็คือ 4 ขวบ ผมจะเห็นกระบวนการตรงนี้มาหมด

จาก ‘ส้วม’ สู่งานศิลป์ |

อย่างที่บอกว่าคนเราเวลาที่จะทำอะไรมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของคนๆ นั้นว่าเกิดมาจากที่ไหน ไปเจออะไรมาบ้าง แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดนิทรรศการ ‘จิตรกรรมฝาผนังในห้องน้ำ’ ที่ผมและเพื่อนๆ ในชมรมทำขึ้นมาตอนปี พ.ศ. 2517 มันเกิดมาจากว่าเวลาที่เราเข้าห้องน้ำในมหาวิทยาลัยก็มักจะเห็นประตูและข้างฝาถูกขีดเขียนเต็มไปหมด

เขียนด่าพ่อล้อแม่บ้าง เขียนด่าเพื่อน ด่าอาจารย์ ด่าโลก ด่าสถานศึกษาบ้าง เขียนระบายอะไรมาก็ไม่รู้เยอะแยะ เราเข้าห้องหนึ่งมันก็เขียนด่าอีกอย่างหนึ่ง เข้าอีกห้องก็ด่าอีกอย่างหนึ่ง มันด่าแหลก บางทีก็ด่าครู ด่าใครต่อใคร เพราะมันเก็บกด บางทีก็เขียนถึงครูอาจารย์ที่ดุๆ

เห็นแบบนี้มันทำให้รู้เลยว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดกับเราคนเดียวนี่หว่า อย่างเช่น อาจารย์คนหนึ่งชื่อว่ายุพา มันก็เขียนคำว่า ‘E ยุพา’ ซึ่งคำว่า E ในที่นี้คือเด็กมันได้เกรด E มาจริงๆ สำหรับผมมันเป็น Know How ที่ไปกระตุ้นต่อม ความคิดเกิดทันทีเลยว่านี่คือนิทรรศการนะ พอคิดว่าอยากจะทำนิทรรศการ ผมในฐานะประธานชมรมศิลปะก็ให้สมาชิกทั้งหญิงชาย 200 คนมาช่วยกันคัดลอกข้อความที่อยู่ในห้องน้ำทั้งหมด แต่ก่อนหน้านั้นก็ให้มาตั้งสัจจะว่าสิ่งนี้มันต้องมีจริง มันอยู่ที่ไหน เขียนให้ตรงตามตัวนั้น จะถ่ายรูปหรือคัดลอกก็แล้วแต่ คัดลอกออกมาทั้ง 4 ด้าน แล้วบอกกับเราว่าใครเป็นคนบันทึก อยู่ห้องไหน ทำแผนผังออกมา สีปากกาที่ใช้ก็ต้องตรงกันด้วยนะ เพราะมันเป็นอารมณ์ในตอนนั้น ทำกันแบบไม่ได้ขออนุญาตใคร

แต่ในช่วงที่เตรียมการ หัวหน้าภาควิชาฯเขารู้เรื่องเข้าก็บอกว่าถ้าจัดนิทรรศการนี้ผมจะลาออก เขารับไม่ได้ เพราะหลายเรื่องมันหยาบคาย แต่สำหรับผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มันมีอยู่จริง ถ้ามันกักขฬะจนรับไม่ได้มันต้องมีทางแก้ โชคดีที่ช่วงนั้นคนที่เป็นผู้อำนวยการคือ ดร.นิเชต สุนทรพิทักษ์ เขามาเห็นที่พวกเราทำ อาจารย์ก็บอกว่าพวกเธอต้องคิดอะไรได้บางอย่าง และยุคนั้นก็เป็นยุค 14 ตุลาฯ อาจารย์เลยบอกว่าลองดูซิ มันจะไปได้ถึงไหน อนุญาตให้เอานิทรรศการออกแสดง แต่อาจารย์บอกว่าเธอต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เธอทำนะ สรุปงานนิทรรศการก็ได้จัดแสดง

บทสรุปของงานศิลป์ใน ‘ส้วม’ |

ผลตอบรับของนิทรรศการถือว่าค่อนข้างดี เป็นกระแสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในมหาวิทยาลัยและสังคมภายนอก หลังจากจบนิทรรศการเราก็มีข้อสรุปว่าเราจะไปขอสปอนเซอร์ ขอสีขอแปรงทาสี และเริ่มต่อยอดจากงานนิทรรศการเดิมมาทำเป็นโครงการอโหสิกรรม คือลบล้างข้อความต่างๆ ที่อยู่ในห้องน้ำมันซะให้หมด ทาสีใหม่ แล้วก็เพ้นท์รูปลงไปแทน เหมือนกับเราได้เริ่มต้นกันใหม่

เห็นไหมว่าสุดท้ายศิลปะคือทางออก ศิลปะเยียวยาได้ แล้วก็อโหสิกรรมให้กันได้ ในทางกลับกันถ้าเราไม่ทำแบบนี้ คนที่ถูกเขียนถึงจะมีวิธีแก้ยังไงหรือจะเก็บกดเป็นรอยแค้นซึ่งกันและกันต่อไป คือผิดหรือถูกรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว ผมคิดเสมอนะว่าศิลปะมันเยียวยาสังคมได้ สิ่งที่เยียวยาอารมณ์ของผู้คนได้ก็คือศิลปะ ศิลปะให้คำตอบได้ ผมมองว่าศิลปะเท่านั้นที่จริงใจต่อสังคม

ส่วนถ้าจะถามว่าคนที่เขียนระบายอะไรต่างๆ ในห้องน้ำเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไหม ผิดกฎหมายไหม ถ้าตามหลักก็ผิดนะครับ แต่ผมมองอีกด้านว่ามันเป็นที่ลับ มันพิสูจน์ไม่ได้ มันจับคนเขียนไม่ได้ เพราะในห้องน้ำมันไม่มีกล้องวงจรปิด ที่ผมจัดนิทรรศการและจัดการล้างทุกอย่างออก ลบข้อความเหล่านั้นออก เพราะผมมองว่าป่วยการที่จะให้มันอยู่ เพราะรังแต่จะทำให้เรื่องราวคาราคาซังไม่จบสิ้น ทุกอย่างมันสามารถย่อยสลายได้ ซึ่งในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าให้พวกคุณปลงกับทุกอย่างนะ แค่ให้เข้าใจในบางส่วนก็พอ ดังนั้นผมมองว่าให้เลิกแล้วต่อกัน อโหสิกรรมให้กัน จบดีกว่า ล้างทำความสะอาดใหม่ทั้งหมด อโหสิกรรมให้กัน แล้วมาเริ่มต้นใหม่ ปรองดองกัน เพราะไม่ว่าเราจะถ่ายเบาหรือถ่ายหนัก ทุกอย่างมันคือการปลดทุกข์ครับ


Writer : นางสาวสุภาศิณี หางนาค สาขานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี // พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Location : เรือนโคราชเฉลิมวัฒนา บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

Special Thanks : ดร.นิเชต สุนทรพิทักษ์และครอบครัว

Comments

Powered by Facebook Comments