4 Min. read

ขึ้นชื่อว่า ‘ครู’ งานของครูคือการสอน สอนให้นักเรียนแต่ละรุ่นแต่ละคนได้ดีและชี้แนะแนวทางให้เป็นได้อย่างที่พวกเขาอยากเป็น และเมื่อส่งพวกเขาได้ถึงฝั่งฝัน วันนั้นคือวันที่ครูทุกคนมีความสุขที่สุด เช่นเดียวกับครูดนตรีคนหนึ่งที่ชื่อ ครูจุ้น – อภิวุฒิ มินาลัย แห่งโรงเรียนสุรนารีวิทยา อีกหนึ่งบุคคลที่ถือเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของ วงโยธวาทิตโรงเรียนสุรนารีวิทยา … ชายหนุ่มที่มีดนตรีเป็นแรงบันดาลใจ กับการทำหน้าที่เป็น ‘ครูสอนดนตรี’ อาชีพที่เขาใฝ่ฝันในวัยเด็ก และวันนี้ความฝันของเขาได้ถูกเติมเต็มแล้ว

โดยล่าสุดกับการหอบเด็กๆ และความฝันของพวกเขาขึ้นเครื่องบินเหินข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสียงดนตรีกับการแข่งขันวงดุริยางค์ประเภทเครื่องลมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ณ เมือง เคอร์คาเด้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในรายการ World Music Contest Kerkrade 2017 … ผลที่ได้จะออกมาเป็นอย่างไร ขณะนี้เรายังไม่ทราบ แต่ที่สุดคืออยากให้ผู้อ่านทุกคนร่วมเป็นกำลังใจให้ครูจุ้นและเด็กๆ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อเติมเต็มความฝันของเด็กๆ ที่ครั้งหนึ่งได้เป็นตัวแทนของเมืองย่า ของประเทศไทย และอาจจะสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจและพลังงานไปสู่เด็กๆ อีกหลายคนที่มีความใฝ่ฝันเฉกเช่นกันไม่มากก็น้อย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เมื่อตัวโน้ตถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องดนตรี เกิดเป็นท่วงทำนองที่บรรเลงเร้าอารมณ์ ความสุนทรีทางโสตประสาทจึงบังเกิด 

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แนะนำตัวเองสักนิดครับ |

ชื่อจุ้น – อภิวุฒิ มินาลัย เป็นครูผู้ฝึกสอนวงโยธวาธิตโรงเรียนสุรนารีวิทยาครับ ถ้าถามประวัติชีวิตส่วนตัวก็เป็นคนกรุงเทพฯครับ พ่อเป็นคนกรุงเทพฯ แม่เป็นคนนราธิวาส เริ่มเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กครับ ตอนอายุ 13 ปีก็เป็นเด็กวงโยฯที่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามครับ เรียน-เล่นมาเรื่อยๆ ซึ่งได้ อาจารย์สุรพล ธัญญวิบลูย์ และ อาจารย์นิพัทธ์ กานจณะหุต เป็นผู้ฝึกสอน คือผมเป็นคนไม่ค่อยมีความสามารถพิเศษ เตะบอลก็ไม่เก่ง เรียนก็ไม่เก่ง จนวันหนึ่งผมเจอรุ่นพี่วงโยฯยืนเล่นเพลงชาติตอนเข้าแถวเคารพธงชาติ ผมก็เกิดแรงบันดาลใจว่าผมอยากเท่อย่างนั้นบ้าง ทำยังไงดี ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเล่นเป็นกิจกรรม ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายมาเป็นอาชีพครูดนตรีในวันนี้ ซึ่งเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ผมเล่นเป็นคือ Bb Clarinet ครับ ตอนนั้นอาจารย์เป็นคนเลือกให้เพราะท่านเห็นว่าเหมาะกับสรีระของผมครับ

เริ่มมาสอนเด็กๆ วงโยธวาธิตโรงเรียนสุรนารีวิทยาได้อย่างไรครับ |

อย่างที่บอกว่าครั้งแรกๆ ผมตั้งใจจะเล่นดนตรีเป็นกิจกรรมนอกเวลา แต่ไปๆ มาๆ ก็เป็นความรักและอยากสานต่อไปเรื่อยๆ เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาจารย์สุรพลและอาจารย์นิพัทธ์ตอนเรียนชั้นมัธยมฯครับ การเป็นคอนดักเตอร์และเสน่ห์ของการใช้ชีวิตในกิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ผมอยากที่จะศึกษาต่อในวิชาเอกดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ

หลังจบมัธยมฯก็เลยมาเรียนต่อครุศาสตร์ จุฬาฯ สาขาดนตรีสากล ก็เริ่มเรียนดนตรีอย่างจริงจัง หลังจากเรียนจบผมได้มีโอกาสเดินทางไปหาประสบการณ์เป็นคอนดักเตอร์อยู่ตามโรงเรียนโน้นโรงเรียนนี้ที่ต่างประเทศ อเมริกาบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง ซึ่งก็คงจะทำอยู่แบบนั้นถ้า อาจารย์อดุลย์ เปลื้องสันเทียะ ไม่ไปดูงานอยู่ที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นจำได้ว่าผมเป็นผู้อำนวยเพลงและกำลังซ้อมวงฯให้กับเทนริเคียวไอมาชิอยู่ในโดมซึ่งคนที่นั่นเขาเรียกกันว่าบูโดกัน อ.อดุลย์แกก็เชิญผมมาสอนให้วงโยธวาธิตของโรงเรียนสุรนารีวิทยาตั้งแต่ตอนนั้น แรกๆ ก็มีลังเลนิดหน่อยแต่ก็ตัดสินใจว่าขอไปดูวงก่อนแล้วกัน ความรู้สึกตอนนั้นคือมันอิ่มตัวกับการสอนตามวงต่างๆ ด้วยล่ะ เหมือนเป็นการทำไร่เลื่อนลอย สอนเสร็จงานก็จบ เราไม่ได้ต่อยอดไม่ได้อะไร เหมือนเขามีต้นไม้เขามาจ้างเราตัด พอตัดสวนเสร็จเขาก็ขอบคุณครับจ่ายตังค์แล้วเราก็กลับบ้าน มันไม่ใช่สวนเรา เรารู้สึกอยากมีสวนอยากอยู่กับสวนนั้นๆ ไปนานๆ คือมันไม่มีวงที่แบบมองตาแล้วเข้าใจเรา ผมอยากได้วงที่รู้ใจผมจริงๆ พอมาดูวงโยฯของโรงเรียนสุรนารีฯครั้งแรกก็ชอบเลย ผมรู้สึกว่าวงนี้พัฒนาได้อีกเยอะ มีเสน่ห์ มีความน่าสนใจหลายอย่าง ผมตกหลุมรัก ที่สำคัญคือพวกเด็กๆ ดูอดทน ดูมุ่งมั่น ถ้าได้อยู่ที่นี่ ได้สอนพวกเขาทุกวันคงโอเค

หลังจากนั้นผมก็ตัดสินใจมาช่วยสอนที่นี่เลย ช่วง 8 ปีแรกก็มาเป็นอาจารย์ช่วยสอนที่โรงเรียน ช่วย อ.อดุลย์สอน ซึ่งอาจารย์ทำวงมา 38 ปีแล้วนะครับ อาจารย์แกพึ่งเกษียณไปเมื่อปีที่แล้ว ผมก็มาสานต่อ พอดีสอบบรรจุได้ครับ ก็ได้มาเป็นครูเต็มตัว รวมๆ กันตอนนี้ทำงานที่นี่ครบ 10 ปีพอดีครับ

สอนมา 10 ปี อยากให้ครูจุ้นเล่าความประทับใจของน้องๆ แต่ละรุ่นให้ฟังสักนิดครับ | 

ผมคิดว่าเด็กแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เทรนด์ของดนตรีก็ไม่เหมือนกัน สมัยก่อนนิยมแปรขบวนในสนาม มีเด็กเป็นร้อย เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน การเรียนดนตรีด้านลึกซึ่งเป็นดนตรีแบบนั่งบรรเลงก็เข้ามาได้รับความนิยมแทนที่ จะเป็นการเรียนดนตรีอีกแบบหนึ่ง ความอดทนของเด็กก็อดทนเหมือนกันแต่คนละแบบ ถ้าสมัยก่อนต้องทนร้อน ทนแดด ต้องมีแรงเล่น ต้องขนของ ฝนตกต้องเอาเครื่องดนตรีเข้ามาเก็บ ต้องเร็วในการย้ายของขนของ ต้องมีสปิริต ต้องมีทีมเวิร์ค แต่การเล่นแบบนั่งบรรเลงอาจจะดูสบายกว่าเพราะเหมือนเล่นในห้องแอร์ ไม่ต้องแปรขบวนอะไรเยอะแยะมากมาย แต่จริงๆ ความอดทนในการเล่นจะต่างกัน สมาธิต้องดี ฮอลล์ที่ใช้แสดงส่วนมากจะมีพื้นที่กว้างและเงียบ ผู้ชมและกรรมการจะตั้งใจฟัง ได้ยินเสียงทั้งหมดชัดเจน ต้องเล่นด้วยความละเอียด พื้นฐานทางด้านดนตรีต้องดีระดับหนึ่ง ต้องเข้าใจในทฤษฎี ซึ่งวิธีการตัดสินก็คนละแบบ

การตัดสินการแข่งขันมันต่างกันยังไงบ้างครับ |

ถ้าในส่วนของการแปรขบวนในสนาม จะมีวิธีการตัดสิน 2 กลุ่ม ครึ่งหนึ่งเรียกว่า visual คือเห็นด้วยตา อีกครึ่งหนึ่งก็จะเป็น audio คือฟังด้วยเสียง ตัดสินแบบครึ่งๆ ทั้งภาพและเสียง แต่ถ้านั่งบรรเลงจะตัดสินโดยเสียงเสียเป็นส่วนใหญ่

อยากให้เล่าถึงช่วงปรับตัวเปลี่ยนผ่านจากการแปรขบวนในสนามเป็นนั่งบรรเลงครับ |

ปี 57 เป็นปีแรกที่เราเริ่มหันมาประกวดในประเภทนั่งบรรเลง เราเริ่มต้นจากการเข้าแข่งขันในประเทศไทยก่อน ผลคือเราตกรอบ เหตุผลหนึ่งคือเราไม่รู้จริงๆ ว่าการประกวดแบบนั่งบรรเลงมันทำยังไง นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของวงฯที่แท้จริง เพราะเด็กในยุคนั้นจะมีอีโก้สูง มีความมั่นใจว่าเขาเก่ง เขาไม่ค่อยแพ้ แต่ผลครั้งนั้นกลับตกรอบ นี่จึงเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับวงฯ การแข่งแล้วแพ้มันจะช่วยลดอีโก้ของเด็กๆ ลงไปได้มาก เด็กๆ เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนา

พอเป็นแบบนั้น เราอกหัก เด็กๆ อกหัก เราก็เลยเริ่มซ้อมกันใหม่ หาวิธีคิดใหม่ เอาเทปจากคณะกรรมการตัดสินในครั้งนั้นมาวิเคราะห์ว่าเขาไม่ชอบเราตรงไหน เราต้องปรับปรุงยังไง ถึงขนาดเดินทางไปหาคนที่เป็นกรรมการให้เขาชี้แนะว่าทำยังไงถึงจะเล่นดีขึ้นกว่านี้ผมควรทำแบบไหน เด็กผมต้องทำอะไรเพิ่ม ก็ได้แง่คิดมาปรับปรุงวงในส่วนหนึ่ง จากนั้นผมไปญี่ปุ่นไปหาวงฯที่เขาเป็นหญิงล้วนที่เล่นเก่งๆ ไปนั่งดูว่าเขาทำยังไง ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังเดินทางไปนั่งดูวงโยฯในไทยวงอื่นๆ ว่าเขาทำยังไงถึงได้แชมป์ ไปดูไปศึกษา คิดอย่างเดียวว่าผมจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ละ ผมต้องคิดให้ได้ว่าผมจะทำยังไงให้เด็กนักเรียนทำได้ดีกว่าที่เป็น ผลที่ได้ก็คุ้มค่าครับ ปีต่อมาวงโยฯของสุรนารีวิทยาก็ได้แชมป์ประเทศไทย

มาพูดถึงเรื่องของการฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันดนตรีโลกในรายการ World Music Contest Kerkrade 2017 ณ เมือง เคอร์คาเด้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กันบ้างครับ ครั้งนี้คาดหวังเอาไว้ว่าอย่างไรครับ |

เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่เราเข้าแข่งขันในรายการนี้เราได้ที่ 6 จาก 18 วง มาในครั้งนี้จริงๆ ผมคาดหวังว่าพวกเขาจะเล่นได้ดีขึ้นกว่าทุกๆ รุ่นที่ผ่านมา เพราะว่าถ้าซ้อมไปรุ่นนี้ไม่เก่งกว่ารุ่นที่แล้วเราจะซ้อมไปทำไม เราอยากดีขึ้นทุกวัน ไม่ได้หมายความว่าหวังจะต้องได้แชมป์หรือรางวัลติดไม้ติดมือเท่านั้นนะครับ แต่ผมหวังว่าเขาจะเล่นดนตรีให้คนที่ได้ฟังมีแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะในการใช้ชีวิตหรือการเล่นดนตรี เพราะโดยส่วนตัวที่ผมมาเล่นดนตรีและมาสอนดนตรีเด็กๆ ก็มาจากแรงบันดาลใจเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงค่อนข้างเคร่งครัดในการฝึกซ้อมมากเป็นพิเศษ มีโหดบ้างอะไรบ้าง ผมมีความคาดหวังในตัวเขาว่าเขาจะดีขึ้นทุกๆ วันจนถึงวันแสดงจริง

ถ้าจะพูดไป รายการ World Music Contest Kerkrade มันเป็นเหมือนการแข่งขันโอลิมปิกประเภทเครื่องลมของวงดุริยางค์เลยนะครับ เป็นเวิลด์มิวสิคคอนเทสต์ซึ่งจัดให้มีขึ้น 4 ปีครั้ง วงที่ไปร่วมการแข่งขันจะมีหลายประเทศและหลากหลายช่วงอายุ อย่างในไทยที่ไปด้วยกันจะเป็นวงโยฯของสุรนารีวิทยาและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปรียบไปนั่นก็ระดับมหาวิทยาลัย ส่วนเรายังอยู่มัธยมศึกษา คือก่อนไปแข่งก็ต้องเตรียมใจไว้ก่อนเพราะว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เป็นแบบจำกัดอายุ เป็นรุ่นอายุเปิดคืออายุเท่าไรก็แข่งได้ อย่างเก่งที่เรามีก็จะเป็นช่วงระดับ ม.6 ที่กำลังจบ อายุเฉลี่ยของวงเราประมาณ 15 ปี ส่วนอายุเฉลี่ยของทีมที่ชนะเมื่อครั้งที่แล้วจะอยู่ที่ 42 ปี เราเสียเปรียบ แต่ว่าผมคาดหวังให้ในครั้งนี้พวกเขาได้ติด 1 ใน 5 ของโลก เท่านี้ผมก็คิดว่าพวกเขาประสบความสำเร็จมากแล้วครับ

แค่เรื่องของอายุและประสบการณ์เราก็เป็นรองทีมอื่นแล้ว เป็นแบบนี้เราจะเอาอะไรไปสู้กับทีมอื่นล่ะครับ |

เสียงไงครับ ผมว่าบางทีมันก็เป็นเกมเหมือนกัน บางทีเขาเล่นเพลงยากแต่เขาเล่นไม่ได้ เขาฆ่าตัวเขาเอง สำหรับวงเราผมคิดว่าต้องดึงจุดเด่นของเขาออกมา ผมมีหน้าที่มองเกมให้เขา เด็กๆ เขามีหน้าที่ซ้อม

ครูจุ้นมีหลักในการสอนดนตรีให้กับเด็กๆ อย่างไรบ้างครับ |

เด็กทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้เท่าๆ กัน เราต้องให้โอกาสเขาเท่าๆ กัน และสิ่งสำคัญที่สุดของวงดุริยางค์ก็คือ ‘วินัย’ ทุกคนต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมที่สูงครับ

จากประสบการณ์ที่ได้พาเด็กๆ ไปแข่งขันยังต่างประเทศ ครูจุ้นคิดว่าเด็กไทยกับเรื่องดนตรีเป็นอย่างไรบ้าง มีศักยภาพมากน้อยขนาดไหนเมื่อเทียบกับต่างชาติ |

เด็กไทยไม่ได้ด้อยกว่าเลยครับ ทั้งในเรื่องความสามารถและความตั้งใจ

อุปสรรคในการเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้มีอะไรบ้าง |

เริ่มแรกคือเงิน เงินทุนในการเดินทางและเรื่องของที่พักหายากมาก คือตอนแรกคิดว่าไปไม่ได้หรอกเพราะว่าเงินทุนหายากมาก แต่ว่าเราโชคดีเราไปชนะการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยสองปีติดที่กรมพลศึกษาเป็นคนจัด เขาจึงร่วมสนับสนุน มีเงินทุนให้ 1,500,000 บาทเป็นเงินตั้งต้น จากนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมอบเงินสนับสนุนให้วงโยธวาทิตโรงเรียนสุรนารีวิทยาอีกเป็นจำนวน 1,500,000 บาท นอกจากนี้ก็จะเป็นผู้สนับสนุนอื่นๆ อีกมากมายจนเราสามารถเดินทางไปร่วมการแข่งขันได้สำเร็จ

นอกจากเรื่องของเงินทุนซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายองค์กร อีกเรื่องก็จะเป็นเรื่องของเวลาการฝึกซ้อม คือวงของเราจะไม่มีการเข้าค่ายฝึกซ้อมทั้งวันทั้งคืน วงของเราเป็นวงนักเรียน ผมมองว่าสิ่งแรกที่เด็กๆ ต้องทำคือการเรียนหนังสือ หลังจากนั้นจึงจะเป็นเวลาฝึกซ้อม ซึ่งจะเป็นเวลาช่วงเย็นหลังเลิกเรียน วันหนึ่งๆ ก็จะได้ซ้อมไม่เยอะมาก ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเพราะผมไม่อยากให้เด็กๆ กลับบ้านมืดค่ำจนเกินไป หนึ่งทุ่มก็ต้องเลิกซ้อมและปล่อยเด็กๆ กลับบ้านไปหาผู้ปกครอง

อุปสรรคที่เหลือจะเป็นในส่วนของกำลังใจพลังใจ เพราะในการซ้อมเพื่อแข่งกับวงอาชีพพวกนั้นก็เหนื่อยเหมือนกันครับ บางทีเขาเครียด ผมก็เครียด ต่างคนต่างอยากทำให้ได้ดี ก็ปลอบใจกัน เราพยายามพูดให้เขาเข้าใจว่าที่เราทำอยู่เราไม่ได้ไปแข่งไก่กานะ หนูต้องอดทนมากกว่านี้ ต้องบอกเขาให้เห็นความสำคัญ

มาถึงตรงนี้ อาจารย์อยากขอบคุณผู้ที่สนับสนุนในครั้งนี้ไหมครับ |

เยอะมากครับ ผู้ที่ผมจะขอขอบคุณคนแรกเลยคืออาจารย์อดุลย์ที่ท่านทำวงมาได้ดีขนาดนี้ ผมก็พยายามที่จะสานต่อให้ได้ดีที่สุดครับ ต่อมาคือขอขอบคุณเด็กๆ ในวงทุกคนครับ ต่อให้ผมอยากทำแต่เขาไม่อยากมาซ้อมก็จบ นอกจากนี้จะเป็นท่านผู้อำนวยการ บุคลากรโรงเรียน และคณาจารย์โรงเรียนสุรนารีวิทยาทุกๆ ท่านครับ

สุดท้ายคือองค์กรต่างๆ ที่ให้งบประมาณช่วยเหลือในการพาวงโยฯสุรนารีวิทยาไปแข่งขันครับ ขอขอบคุณที่เชื่อมั่นและไว้วางใจว่าเราเอาเงินตรงนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ครับ

จนถึงวันนี้ดนตรีให้อะไรกับครูจุ้นบ้างครับ |

ให้ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบครับ กิจกรรมดนตรีในช่วงที่เรียนมัธยมทำให้ผมทำงานกับคนหมู่มากเป็น จริงอยู่ที่เกรดเฉลี่ยให้โอกาสในการศึกษาต่อ แต่ถ้าไม่มีกิจกรรมดนตรีผมคงทำงานที่ผมรักให้ประสบความสำเร็จไม่ได้เลย เพราะทักษะการทำงานสอนในห้องเรียนด้วยทฤษฎีอย่างเดียวไม่ได้ครับ และดนตรีสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมีทุกวันนี้ด้วยครับ

สุดท้าย อยากให้อาจารย์ขอกำลังใจจากชาวโคราชครับ |

เด็กๆ ไปในนามของโรงเรียนสุรนารีวิทยา เป็นโรงเรียนของโคราช เด็กๆ ไปในนามของจังหวัดนครราชสีมา ของประเทศไทย ผมก็อยากให้ทุกคนปรบมือเป็นกำลังใจให้กับเด็กๆ ในการประกวดครั้งนี้ ผมเชื่อว่าเด็กๆ จะทำเต็มที่และก็เป็นตัวแทนของประเทศไทยอย่างดีที่สุดครับ


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments