5 Min. read

‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ ข้อนี้ใครๆ ก็ซาบซึ้งอยู่แก่ใจเพราะธรรมดาของโลก มนุษย์ทุกคนวนเวียนอยู่กับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อใครๆ ต้องเคยป่วยไข้ ทุกคนก็ย่อมรู้แน่ๆ ถึงความทรมานอันเกิดจากมันโดยถ่องแท้ แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างอาการปวดหัวหรือเป็นไข้ ความไม่สบายกายไม่สบายใจก็ย่อมส่งผลต่ออารมณ์ สังคม และสติปัญญา หงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญใจ ยิ่งหากโรคต่างๆ เกิดขึ้นในเด็กด้วยแล้วล่ะก็ ความทุกข์ทรมานย่อมทบทวีคูณทั้งต่อตัวพวกเขาเองและคนที่ต้องดูแลใกล้ชิด

ช่วงนี้หน้าฝน โรคภัยต่างๆ ที่หลบจำศีลมาสักพักเริ่มตื่นตัวและสยายปีกแห่งความชั่วร้าย พร้อมส่งต่อความหายนะสู่สุขภาพของทุกผู้คน ฝนนอกจากจะนำพาความชื่นฉ่ำเย็นยังเป็นพาหะนำเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะล่าสุดที่กำลังแพร่ระบาดและสร้างความอลหม่านให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาคือ โรคมือเท้าปาก โรคชนิดนี้จะว่าร้ายแรงด้วยตัวโรคก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่ความน่าเป็นห่วงคืออัตราการแพร่ระบาดที่ง่ายดายและฟุ้งกระจายรวดเร็วแผ่อาณาจักรแห่งโรคได้กว้างไกลหากไม่รู้จักและเข้าใจในเรื่องของการป้องกัน

งานนี้ไม่รอช้า ผมและทีมงานจึงได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ 2 กุมารแพทย์ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา หมอบิ๊ก – นายแพทย์จิรรุจน์ ชมเชย และ หมอสา – แพทย์หญิงสาธิดา สังเกตุ เพื่อระบุสาเหตุ การป้องกัน การดูแลรักษา และอันตรายอันเกิดจากโรคชนิดนี้มาฝากคุณผู้อ่านกัน ไม่ต้องเป็นคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูก็ควรอ่าน บอกเลย!!

อยากให้คุณหมอทั้งสองท่านแนะนำตัวให้ชาวโคราชได้รู้จักครับ |

หมอบิ๊ก : นายแพทย์จิรรุจน์ ชมเชย เป็นกุมารแพทย์เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ กลุ่มงานกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาครับ

หมอสา : แพทย์หญิงสาธิดา สังเกตุ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กค่ะ ของกลุ่มงานกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาค่ะ

ส่วนงานที่รับผิดชอบมีอะไรบ้างครับ |

หมอบิ๊ก : โดยหลักแล้วกลุ่มงานกุมารเวชกรรมจะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยวัยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี เรามีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคในการแยกตามระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบหัวใจ ระบบหายใจ โรคติดเชื้อ โรคไต และโรคอื่น

โรคติดต่อในเด็กที่พบมากในช่วงนี้คืออะไรบ้างครับ |

หมอสา : ฤดูฝนมีโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังมากมายค่ะ ที่พบบ่อยก็จะเป็นในกลุ่มของโรคไข้หวัดใหญ่ อีกโรคหนึ่งที่ต้องจับตาก็คือโรคมือปากเท้า ในรายงานโรงเรียนอนุบาลแห่งต่างๆ ทั่วโคราชพบว่าในช่วงเวลานี้มีการเกิดโรคพวกนี้อยู่เยอะมาก ซึ่งโรคพวกนี้มาเป็นฤดูกาล พอเข้าฤดูฝน โรคที่มากับเชื้อไวรัสค่อนข้างระบาดขึ้นเยอะในเด็ก เด็กจะป่วยเยอะ ด้วยอากาศชื้นทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี ด้วยลมด้วยฝนช่วยกระจายเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและฟุ้งกระจายกว่าฤดูอื่นๆ ยิ่งเด็กๆ ไปรวมกันในกลุ่มสถานเลี้ยงเด็ก มีโอกาสในการติดเชื้อค่อนข้างง่าย

หมอบิ๊ก : โดยหน้าฝนหลักๆ จะเป็นพวกไข้หวัด ไข้หวัดที่รุนแรงจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ปีที่แล้วมีไข้หวัดที่ทำให้ปอดติดเชื้อพวก RSV ที่มากับไข้หวัดใหญ่ และโรคมือเท้าปากหรือมือปากเท้า แต่ว่าบางคนอาจจะมีแค่แผลในคอหอยเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องมีผื่นแผลบริเวณมือกับเท้าก็ได้ พวกนี้จะระบาดช่วงหน้าฝนไปพร้อมๆ กัน

หมอบิ๊ก – นายแพทย์จิรรุจน์ ชมเชย

โรคมือเท้าปากคืออะไร ลักษณะของโรคเป็นอย่างไร |

หมอสา : เป็นโรคที่ติดมาจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่าเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) การติดเชื้อติดต่อมาทางการสัมผัส ใครมีแผลอะไรที่มือหรือเท้าหรือว่าพวกน้ำมูกน้ำลายที่เกิดจากแผลบริเวณลำคอ เมื่อเกิดการอยู่ร่วมกันก็เกิดการติดกันได้ โดยติดจากการสัมผัสเป็นหลัก หรือเกิดจากการไอจามรดกัน คือถ้าในโรงเรียน ในห้องเรียน ในครอบครัว หรือในชุมชนนั้นๆ มีการเล่นของเล่นด้วยกัน มีการคลุกคลีกัน มีการรับประทานอาหารร่วมกัน ฯลฯ มันจะแพร่ระบาดโรคนี้ได้ ความน่ากลัวที่สุดของโรคไม่ใช่ตัวโรคแต่เป็นลักษณะการติดเชื้อที่เร็วและง่ายมาก เชื้อเหล่านี้มีอยู่แล้วในสิ่งแวดล้อมเรา เพราะว่าไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ได้โดยตรง คือมันเป็นเชื้อที่เจริญเติบโตได้ในภาวะที่มันชื้นๆ ถ้าอากาศร้อนๆ หน่อยก็ไม่ค่อยเจอเพราะว่าแสงแดดทำลายเชื้อพวกนี้ไปได้อยู่แล้ว

เพื่อเฝ้าสังเกต ไม่ทราบว่าอาการของโรคมือเท้าปากเป็นอย่างไรครับ |

หมอสา : อาการหลักๆ จะมีไข้ก่อน โดยเริ่มมีไข้หลังจากที่ได้สัมผัสเชื้อประมาณ 1-2 วัน พอหลังจากมีไข้บางรายก็เริ่มมีอาการของแผลในลำคอคล้ายๆ ร้อนใน ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ เค้าจะมีอาการไม่ยอมกินไม่ยอมกลืนแม้กระทั่งน้ำลายเพราะมันเจ็บ บางคนจะเริ่มมีอาการของผื่นที่มือหรือที่เท้าหรือว่าผิวหนังบริเวณก้น เพราะฉะนั้นโรคแผลในคอหอยหรือโรคมือปากเท้าจริงๆ เป็นกลุ่มโรคเดียวกันเพราะเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน ซึ่งก็แล้วแต่อาการแสดงโรคของแต่ละคน อาจจะไม่ได้แสดงเหมือนกันเสียทีเดียว บางคนอาจจะมีแค่แผลในคออย่างเดียว แต่บางคนอาจจะมีทั้งคอ กระพุ้งแก้ม และก็มือกับเท้าด้วย ถามว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุเท่าไร ก็สามารถพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 10 ขวบค่ะ ถ้าเลย 10 ขวบมาแล้วส่วนใหญ่เขาก็จะการติดเชื้อมาตั้งแต่ตอนเล็กๆ แล้วเพิ่งมาสำแดงอาการของโรคในภายหลัง

อันตรายของโรคมือเท้าปากคืออะไรครับ |

หมอสา : จริงๆ ด้วยตัวโรคเองไม่อันตรายมากค่ะ ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 90% สามารถหายเองได้ เป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ต้องการยาฆ่าเชื้ออะไรที่เป็นพิเศษมากมาย แต่จะมีอาการบางส่วนที่ต้องคอยเฝ้าระวังเหมือนกัน ประมาณสัก 5-10 เปอร์เซ็นต์จะเกิดภาวะรุนแรงได้ ซึ่งสิ่งที่เรากังวลที่สุดคือภาวะชักจากโรคมือเท้าปากอาจทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือตัวเนื้อสมองอักเสบได้ เกิดปอดอักเสบปอดติดเชื้ออะไรแบบนี้ รุนแรงที่สุดคือการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอวัยวะนี้ถ้าเกิดเมื่อไหร่สามารถรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย

อย่างที่บอกว่าตัวโรคเองไม่อันตรายมาก แต่ความน่ากลัวของโรคคืออัตราการแพร่ระบาดที่ค่อนข้างรวดเร็วหากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยอย่างความชื้นและการไม่ดูแลป้องกันเด็กๆ เสียตั้งแต่เนิ่นๆ

ป้องกันอย่างไร |

หมอสา : อันนี้สำคัญมาก สำคัญที่สุด จริงๆ ถ้าหลีกเลี่ยงได้โรคนี้ไม่น่ากลัวเลย โดยพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเฝ้าดูอาการ สมมติเด็กเป็นไข้ มีผื่นหรือมีแผลอะไรขึ้นมาไหม ถ้ามีปุ๊บต้องรีบพามาพบแพทย์ พอมาพบแพทย์แล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้อย่างแรกเลยนะคะ ต้องหยุดโรงเรียน อย่าพยายามพาลูกไปโรงเรียนเพราะมันเหมือนเป็นการแพร่เชื้อไปสู่เด็กคนอื่นๆ ในชุมชน ต้องหยุดโรงเรียนจนกว่าไข้จะลงหรือว่าแผลในปากมันจะหายไป โดยระหว่างนั้นอาจมีการแจ้งไปที่โรงเรียนเพื่อที่คุณครูได้เฝ้าระวังว่าเด็กคนไหนเริ่มมีไข้มีแผลขึ้นมาหรือเปล่า ทางที่ดีคือให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ของเด็ก ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็กๆ เขามีการเล่นของเล่นต่างๆ ด้วยกันต้องมีการเอาไปทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่หรือว่าน้ำผงซักฟอก ตากแดดไว้อย่างน้อยหนึ่งวันแล้วแยกเก็บให้พ้นจนกว่าจะไม่มีใครมีอาการประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วค่อยนำมาเล่นใหม่

หมอบิ๊ก : เรื่องที่สำคัญเลยก็คือ ข้อแรกผู้ปกครองต้องตระหนักว่าโรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้ง่าย ลูกเรามีโอกาสเป็น และเมื่อเป็นแล้วต้องมีการหยุดโรงเรียนและมีการดูแลอย่างเหมาะสม ข้อที่สองคือเรื่องการดูแล สมมติว่าถ้ามีไข้สูงต้องพามาพบแพทย์ว่ามีภาวะขาดน้ำหรือเปล่า เพราะอย่างที่บอกว่าเด็กบางคนเขาไม่กินอะไรเลยเพราะว่าเขาเจ็บปากมาก อีกเรื่องที่สำคัญที่หมออยากจะบอกคือเวลาที่บุตรหลานป่วยไม่สบายหรือเป็นไข้หรือมีอาการที่เราไม่แน่ใจจริงๆ สิ่งที่ควรทำคือควรจะพาไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้มีการวินิจฉัยอย่างแน่ชัดว่าสาเหตุของไข้น่าจะเกิดมาจากสาเหตุอะไรมากที่สุด การซื้อยากินเองอาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้แต่ถ้าไม่ดีขึ้น เช่น 1-2 วันไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ทันที

หมอสา – แพทย์หญิงสาธิดา สังเกตุ

เราสามารถซื้อยาได้เองเช่นยาพวกแก้หวัดอะไรแบบนี้ได้เหรอครับ |

หมอสา : ส่วนใหญ่เราจะแนะนำให้ประชาชนมีความรู้เพื่อที่จะสามารถดูแลตัวเองได้เบื้องต้นอยู่แล้ว เช่นเวลามีไข้ต้องรู้จักวิธีการเช็ดตัวลดไข้ให้ถูกวิธี และก็สามารถให้ยาลดไข้ได้เอง อันนี้เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดบ้าน ส่วนอาการน้ำมูกหรืออาการไอขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของผู้ปกครองแต่ละคนมากกว่า ถ้าเป็นเด็กโตจะไม่มีปัญหาเรื่องการซื้อยา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กการมาพบแพทย์หรือให้แพทย์สั่งยาให้จะปลอดภัยมากกว่า

ฝากถึงผู้อ่านชาวโคราชครับ |

หมอบิ๊ก : อยากฝากเรื่องโรคติดต่อในเด็กครับ โรคภัยต่างๆ มันสร้างความไม่สบายกายไม่สบายใจอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะกับเด็ก เมื่อไรก็ตามที่บุตรหลานของคุณมีไข้ อันดับแรกก็คือถ้าไม่แน่ใจควรพาไปพบแพทย์นะครับ การซื้อยามากินเองคำแนะนำที่ดีและปลอดภัยคือการกินยาลดไข้ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้ไปพบแพทย์ดีกว่าเพื่อรับการวินิจฉัย อีกเรื่องที่อยากให้สังเกตคือเด็กที่มีอาการหวัดหรืออาการไอ อยากให้สังเกตเรื่องการหายใจสักนิดครับ ถ้าเขาหายใจดูเหนื่อยมากกว่าปกติ ไอเยอะ กลุ่มนี้ไม่ควรซื้อยามากินเอง เพราะบางทีหลายคนซื้อยาลดน้ำมูกที่อาจจะทำให้เสมหะเหนียวมากขึ้น อาการยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นควรรีบพาไปพบแพทย์น่าจะดีกว่า อีกเรื่องที่เราเน้นย้ำตลอดคือป่วยต้องอยู่บ้าน ไปห้างฯก็ไม่ได้นะครับ ไม่ควร บางทีถ้าไปอยู่แผนกเครื่องเล่นอันนี้อันตรายมาก เพราะบางทีเด็กคนอื่นๆ ไปอยู่ตรงนั้นก็จะติดเชื้อได้ด้วยครับ

แผนกกุมารเวชกรรมของโรงพยาบาลมหาราชครับ เรามีหน่วยตรวจโรคกุมารเวชทั่วไปอยู่ที่ตึก OPD ด้านหน้าชั้น 4 นะครับ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 08.00 – 16.00 น. นอกจากนั้น ถ้าเราพบว่าเด็กมีอาการเจ็บป่วยที่จะต้องใช้แพทย์เฉพาะทางเฉพาะโรคเรามีระบบปรึกษาภายในอยู่แล้ว อยากให้ชาวโคราชมั่นใจเข้ามาใช้บริการ แล้วถ้าจะให้ดีกว่านั้นอยากให้มาตามระบบของการส่งตัว ถ้าไม่แน่ใจให้ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อน หรือว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ หรือถ้าหากการวินิจฉัยไม่ชัดเจน ทางโรงพยาบาลต้นทางจะทำการส่งตัวมาที่นี่อีกที แบบนี้จะช่วยทำให้คนไข้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาตามสิทธิโดยไม่ต้องมีเรื่องของค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครับ


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments