1 Min. read

โคราชมีวัดวาอารามมากมายถึงกว่า 3,000 วัด เกินครึ่งเป็นวัดที่ถูกสร้างให้เป็นพัทธสีมาศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านมานานกว่า 100 ปี นั่นแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาในโคราชมีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากคนในพื้นที่และถูกทนุบำรุงรักษามาโดยตลอด

หากจะกล่าวว่า วัดใดเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโคราช คงไม่อาจชี้ชัดๆ ลงไปได้ แต่ วัดหมื่นไวย ก็ได้ชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของโคราชที่แม้จะเป็นวัดรอบนอกคูเมืองโคราช แต่ก็มากเอกลักษณ์ความสวยงามและมีเรื่องเล่าตำนานการสร้างวัดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอุโบสถกลางน้ำที่ยืนหยัดคู่วัดมานานกว่า 300 ปี และพระพุทธรูปปางปาลิเลย์ (ปางเลไลย์) อันศักดิ์สิทธิ์และเคารพเลื่อมใสจากพุทธศาสนิกชน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

| วัดหมื่นไวย |

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อุโบสถกลางน้ำ อายุ 300 ปีที่สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิเยก์ (ปางเลไลยก์) พระพุทธรูปปั้นลงรักปิดทอง

ประวัติวัดหมื่นไวย |

วัดหมื่นไวย เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประมาณปี พ.ศ.2253 โดยบริเวณที่ตั้งวัดในสมัยนั้นเป็นที่พักตั้งด่านของ ขุนหมื่นไวย จึงตั้งชื่อวัดว่า ‘วัดหมื่นไวย’ เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วก็สร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์ได้อาศัยทำกิจวัตรและบำเพ็ญสมณธรรม เมื่อที่อยู่อาศัยทรุดโทรม ชาวบ้านก็ได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ ทำนุบำรุงให้พระสงฆ์ได้มีที่พักอาศัยตลอดมา

สำหรับประวัติอุโบสถหลังเก่า ท่านผู้เฒ่าได้เล่าให้ฟังว่า ขรัวพ่อเจ้าวัดบึง (หลวงพ่อเพชร) ซึ่งเป็นตระกูลศรีหมื่นไวย ในขณะที่ท่านอุปสมบทอยู่ ท่านได้สร้างอุโบสถที่วัดบึง 1 หลัง พอทำโบสถ์ที่วัดบึงเสร็จแล้ว ท่านจึงได้มาสร้างโบสถ์ที่วัดหมื่นไวย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน ลักษณะของโบสถ์ของวัดหมื่นไวยเป็นโบสถ์ที่มีเสาสี่เสาเก้าประตู แปดหน้าต่าง มีน้ำล้อมรอบโบสถ์ สร้างเสร็จแล้วก็ได้ให้พระสงฆ์ได้ทำสังฆกรรม และต่อมาโบสถ์ได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

ต่อมามี พระสิริธรรมาทร เจ้าคณะอำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นพระต้นตระกูลศรีหมื่นไวย ได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ เพราะพิจารณาเห็นว่า อุโบสถหลังเก่าได้ชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว ไม่สามารถที่จะทำการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมได้ จึงปรึกษากับ นายทอง ศรีหมื่นไวย เพื่อที่จะสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น แต่ให้คงสภาพเดิมไว้ คือ มีสี่เสา เก้าประตู แปดหน้าต่าง ท่านได้ไปดูโบสถ์ที่สร้างในจังหวัดต่างๆ ทางภาคอีสาน เพื่อจะนำมาประยุกต์สร้างอุโบสถหลังใหม่ให้เป็นที่เจริญตา

วันหนึ่งท่านได้ไปดูโบสถ์ที่วัดสิริสารวัน บ้านโนนทัน อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตั้งอยู่บนไหล่เขาภูพาน หลังคาโบสถ์เป็นรูปปราสาท จึงนำมาปรับปรุงอุโบสถหลังใหม่ของวัดหมื่นไวย โดยทำหลังคาโบสถ์เป็นรูปปราสาทตามแบบของโบสถ์วัดสิริสารวัน ส่วนตัวโบสถ์สร้างเป็นแบบโบสถ์หลังเก่า คือ เสาสี่เสา เก้าประตู แปดหน้าต่าง ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ อุโบสถ์หลังใหม่ได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2518

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลหมื่นไวย เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่ชุมชนมาช้านาน ซึ่งน่าจะย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยาตอนปลายเลยทีเดียว เพราะภายในวัดปรากฏหลักฐานหนึ่งที่สำคัญ นั่นก็คือ อุโบสถกลางน้ำ อายุ ๓๐๐ กว่าปีที่สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ด้วยลักษณะของอุโบสถเป็นแบบก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานอุโบสถก่อเป็นแนวโค้งที่เรียกตามเชิงช่างว่า ‘หย่อนท้องช้าง’ หรือ ‘หย่อนท้องสำเภา’ อันเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายที่สามารถพบเห็นได้ตามวัดเก่าแก่ (ที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ) ต่างๆ ในเขตกำแพงเมือง และว่ากันว่า อิฐที่ใช้ก่อสร้างฐานและผนังพระอุโบสถนั้นเป็นอิฐก้อนใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้ก่อสร้างกำแพงเมืองเก่า โดยภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิเยก์ (ปางเลไลยก์) พระพุทธปูนปั้นลงรักปิดทองที่ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสและศรัทธาเป็นอย่างมาก

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

นามเจ้าอาวาสปกครองวัด |

สำหรับพระคุณเจ้าซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหมื่นไวย ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ที่พอจะไล่เรียงได้จนถึงปัจจุบัน ดังนี้คือ

  1. พระอธิการทน
  2. พระอธิการจู่
  3. พระอธิการคำป้อมสนาม
  4. พระอธิการดำ
  5. พระอธิการอยู่
  6. พระอธิการหรั่ง
  7. พระอธิการเสมอ ฐิตสิโล
  8. พระครูอัครธรรมรังษี (เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน)

ศาสนสถาน-ศาสนวัตถุสำคัญ |

อุโบสถกลางน้ำ (อุโบสถหลังเก่า) ก่อด้วยอิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปักใบเสมาหิน ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิเยก์ (ปางเลไลย์) ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาด 3 ห้อง เจาะช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ข้างละ 2 ช่อง ด้านหน้าและด้านหลังก่อเป็นมุขลดชั้นยื่นออกมาทั้ง 2 ด้าน มุขด้านหน้า ด้านทิศตะวันออกก่อผนังทึบเจาะช่องประตูทางเข้า 2 ช่อง และช่องหน้าต่างที่ผนังข้างละ 1 ช่อง ผนังกั้นระหว่างมุขกับห้องโถงกลางเจาะช่องประตูทางเข้า 2 ช่องแล่ะองหน้าต่างขนาดใหญ่ที่ผนังด้านข้างอีกข้างละ 1 ช่อง ที่ผนังกั้นโถงกลางเจาะเป็นช่องประตูเข้าสู่ห้องโถงกลาง 2 ช่อง ตรงกลางทำซุ้มปราสาทประดิษฐานเจดีย์ขนาดเล็ก (พระธาตุจุฬามณี) ไว้ภายใน หน้าบันมุขทั้ง 2 ข้าง สลักเป็นลายเครือเถาประดับกระจก ตอนล่างสุดเป็นลายแนวกระจังคั่นระหว่างหน้าบันและขอบผนัง

ภายในห้องโถงกลางที่ผนังกั้นมุขตะวันตก ก่อเป็นแท่นชุกชีประดิษฐาน พระพุทธรูปปางปาลิเลย์ (ปางเลไลย์) ปูนปั้นลงรักปิดทอง ฐานอุโบสถก่อเป็นแนวโค้ง หย่อนท้องช้าง หรือหย่อนท้องสำเภา ซุ้มหน้าต่างและซุ้มประตูเป็นซุ้มรูปสามเหลี่ยม ลักษณะคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายและได้รับการบูรณะสืบเนืองมาในชั้นหลังปัจจุบันสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ได้มีการขุดแต่งบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์โบราณสถานอุโบสถวัดหมื่นไวย


Writer : ชลธิชา สินค้า

Comments

Powered by Facebook Comments