0 Min. read

เป็นความจริงน่าเศร้าที่ในหลายๆ พื้นที่ของโลกยังมีความขัดแย้งและการสู้รบอันเกี่ยวเนื่องมาจากศาสนาและความเชื่อ ทั้งๆ ที่โดยส่วนใหญ่ทุกๆ ศาสนาก็สั่งสอนให้คนเป็นคนดี ละเว้นความชั่ว ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกที่ควร เมื่อมองเช่นนั้นก็พบว่าประเทศไทยของเราช่างโชคดีเหลือเกินที่ปราศจากความขัดแย้งในเรื่องของความเชื่อและศาสนา ถึงจะมีก็เป็นเพียงการกระทบกระทั่งและความเข้าใจผิดอันเกิดมาจากความไม่รู้และไม่เข้าใจในหลักศาสนาอื่นๆ

จากประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครราชสีมาก็ทำให้ทราบชัดแจ้งว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติศาสนามารวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น ไทย ลาว เขมร เวียดนาม พม่า อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ฯลฯ ส่งผลให้แต่ละกลุ่มนำความเชื่อและศาสนาของตนมาเผยแพร่และปลูกฝังประยุกต์อยู่ในรายละเอียดของวัฒนธรรมท้องถิ่นจนเกิดเป็นวัฒนธรรมแบบเฉพาะโคราช นอกจากความเชื่อและศาสนา สิ่งที่เป็นศาสนสถานของแต่ละศาสนาก็มากมาย เพื่อให้ผู้คนได้เข้าไปเที่ยวชม กราบไหว้ ประกอบศาสนกิจ และเป็นที่พึ่งที่ระลึกในยามต้องการ

โดยเฉพาะบน ถนนจอมพล นอกจากที่นี่จะเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขายจนได้รับสมญานามว่าเป็น ถนนหัวมังกรแห่งโคราช แล้ว ถนนแห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา ที่ไม่ได้มีแค่เชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง แต่หากดูๆ แล้ว ถนนเส้นนี้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของทุกคน ทุกเชื้อชาติ … ถนนสายประวัติศาสตร์ซึ่งได้หล่อหลอมทุกเชื้อชาติ ศาสนา และความศรัทธาให้รวมกันไว้เป็นหนึ่งเดียว

ศาลหลักเมือง |

ศาลหลักเมืองนครราชสีมา ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยกถนนจอมพลตัดกับถนนประจักษ์ สร้างขึ้นเมื่อครั้งสร้าง เมืองระหว่างปี พ.ศ. 2199-2231 ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มาหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ได้ยกกองทัพมายึดเมือง และได้ทำลายศาลหลักเมืองโดยการโค่นล้มเสาหลักเมือง ว่ากันว่าศาลหลักเมืองเดิมนั้นเป็นศาลไม้เล็กๆ  มีเสา 6 ต้น ปลูกเป็นโรงเรือน พื้นเป็นดิน หลังคามุงสักกะสี ฝากระดานเกร็ดมีประตู 1 ประตู เสาหลักเมืองถูกแขวนโยงไว้ด้วยเชือกหนังทั้งหัวเสาและโคนเสา โดยหันหัวเสาไปทางประตูไชยณรงค์ (ประตูผี) ส่วนโคนเสาอยู่ทางทิศเหนือ มีต้นจันทน์ปลูกเรียงรายตามถนน คนเมืองนครราชสีมานับถือศาลหลักเมืองนี้มาก ในสมัยก่อนคนที่ผ่านไปผ่านมาต้องกราบไหว้โดยเฉพาะเกวียนเทียมวัว ถ้าไม่กราบไว้เกวียนจะติดล่ม วัวจะล้มลุกเดินไปไม่ได้จนกว่าจะเซ่นไหว้เสียก่อน

และในปี พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เคยเสด็จทอดพระเนตรศาลหลักเมืองและทรงจุดเทียนบูชาเทพารักษ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)ได้เสด็จมาสังเวยขณะนั้นพระองค์ทรงดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมาร และเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480 ทางกรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 ประชาชน พ่อค้า ข้าราชการในจังหวัด ได้ร่วมกันสร้างศาลหลักเมืองขึ้นใหม่แทนศาลเดิม  และได้ทำพิธีอัญเชิญขึ้นศาลใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาทำพิธีสังเวย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2506 ลักษณะตัวศาลเป็นศาลเจ้าแบบจีน ตัวศาลและเสาหลักเมืองทำด้วยไม้ผนังศาลด้านทิศตะวันออกเป็นกระเบื้องดินเผาปั้นลวดลายนู่นต่ำ เป็นเรื่องราวการต่อสู้รบของท้าวสุรนารีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยโบราณ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

วัดบึง (พระอารามหลวง) |

วัดบึง (พระอารามหลวง) เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดนครราชสีมา โดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นพร้อมกับกำแพงเมือง เมื่อราวๆ 300 กว่าปีที่ผ่านมา วัดบึงจะตั้งอยู่บนถนนจอมพลภายในกำแพงเมืองเก่า เอกลักษณ์โดดเด่นของวัดแห่งนี้อยู่ที่ พระอุโบสถหรือโบสถ์ของวัด ที่ได้รับการออกแบบมาให้เป็นทรงเรือสำเภาที่มีความวิจิตรงดงามเป็นอย่างมาก ที่สำคัญโบสถ์ทรงเรือสำเภอนี้เป็นโบถส์ที่หลงเหลือหลังเดียวในจังหวัดนคราชสีมา เรียกได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมโบราณของจังหวัด ภายในโบสถ์ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางมารวิชัย (หลวงพ่อโตอู่ทอง) ขนาดหน้าตักกว้างถึง 6 ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิราบพระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย มีกลิ่นอายของศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ศาสนสถาน วัดซิกข์ |

การเดินทางของศาสนาซิกข์เริ่มตั้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชาวซิกข์คนแรกที่เดินทางเข้ามาในประเทสไทยนั้นมีนามว่า นายกิรปาราม มาดาน ทำให้ศาสนาซิกข์ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่ในประเทสไทยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  และศาสนาซิกข์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศาสนาที่ดำรงอยู่คู่กับถนนจอมพลมานับร้อยปี  ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ ลงมาจนถึงรุ่นลูก สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจนมาถึงรุ่นหลาน และทุกๆ คนยังคงไว้ซึ่งการปฏิบัติตามทำเนียบ ประเพณีของชาวซิกข์ไว้อย่างเหนี่ยวแน่น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ศาลเจ้าบุญไพศาล |

เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนโคราชมายาวนานนับร้อยปี ศาลเจ้าบุญไพศาลตั้งอยู่บนถนนจอมพล เดิมจะเรียกกันว่า ‘ศาลเจ้าโรงเหล้า’ เนื่องจากที่ตั้งอยู่ใกล้กับสรรพสารมิตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการดูแลเรื่องภาษีของสุรา จึงเป็นการเรียกชื่อให้สอดคล้องกับที่ตั้ง ในสมัยก่อนนั้นศาลเจ้าแห่งนี้จะเป็นเรือนไม้ จนเมื่อปี พ.ศ.2528 กลุ่มพ่อค้า ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันระดมทุนเพื่อที่จะก่อสร้างศาลเจ้าแห่งนี้บูรณะขึ้นมาใหม่ มีการออกแบบตามสัตถาปัตยกรรมของจีน และในทุกๆ ปีที่ศาลเจ้าแห่งนี้ก็จะมีงานประจำมีกิจกรรมหลักๆ อยู่ 4 ครั้งถือว่าเป็น 4 ฤดู ฤดูแรกนั้นก็คือจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ –มีนาคม เป็นการฉลองวันครบครอบที่สร้างศาลเจ้า ครั้งที่สองก็จะเป็นเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง  ครั้งที่สามเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ และครั้งที่สี่ก็คือวันไหว้บัวลอย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สถานพระนารายณ์ |

สถานพระนารายณ์ตั้งอยู่บนถนนจอมพลระหว่างสี่แยกหลักเมืองกับสี่แยกวัดบูพ์ อยู่ในซอยตึกร้านหนังสือดวงกมล โดยเทวรูปพระนารายณ์และเทวรูปพระพิฆเนศที่ประดิษฐานอยู่ ณ สถานแห่งนี้สันนิษฐานว่าจะได้มาเมื่อครั้งที่ย้ายเมืองจากอำเภอสูงเนิน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชราว พ.ศ. 2200 แต่เดิมชาวเมืองเรียกกันว่าหอพระนารายณ์ ตัวศาลสร้างด้วยไม้มีขนาดเล็ก ภายในมีเทวรูปพระนารายณ์และพระพิฆเนศและเทวรูปอื่น ๆ เป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองจังหวัดนครราชสีมา ต่อมาศาลได้พุพังตามกาลเวลา ทำให้คณะกรรมการวัดพระนารายณ์พร้อมด้วยประชาชน ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สินเพื่อสร้างสถานแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2511 และตั้งเป็นสถานพระนารายณ์ ในปัจจุบันจะมีงานประจำปีฉลองวันตั้งศาลพระนารายณ์ ช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน และวันคเณศตจตุรถี (วันเกิดพระพิฆเนศ) ประมาณเดือนกันยายนของทุกปี ทำให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาบวงสรวงสักการะอย่างมากมายในทุกๆ ปี

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

Comments

Powered by Facebook Comments