2 Min. read

เมื่อพูดถึง ฟาร์มโชคชัย แน่นอนว่าภาพที่คุณเห็น ณ วันนี้คือความยิ่งใหญ่ของฟาร์มโคนมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในไทย ไม่ใช่แค่ในเรื่องของผลผลิตในฟาร์ม แต่หมายรวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวด้วย ขอบอกว่าฟาร์มโชคชัยไปได้ไกลถึงขนาดเป็น Destination สำคัญของประเทศไทยซึ่งใครก็ต้องไปเยือนให้ได้ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ และไม่ได้เป็นแบบพลุดอกไม้ไฟที่ตอนจุดก็สว่างวาบมลังเมลืองเขื่องโขหากแป้บเดียวก็ดับวูบไปซะอย่างนั้น แต่ฟาร์มโชคชัยพิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลาว่าเป็นตัวจริงและได้รับความนิยมมากขึ้นๆ มานานกว่าสิบปี

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

มองย้อนกลับไป กว่าที่ฟาร์มโชคชัยจะกลายมาเป็นอาณาจักรแห่งการท่องเที่ยวอย่างที่ใครๆ ได้รู้จักกันในวันนี้ ครั้งหนึ่งฟาร์มแห่งนี้เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า เข้าขั้นวิกฤติจนแทบสิ้นชื่อเลยทีเดียว

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

และอย่างที่คนเรามักจะพูดกันเสมอว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ฟาร์มโชคชัยก็เช่นกัน เพราะหลังจากที่ต้องประสบกับปัญหาหนี้สินหลายร้อยล้านบาท แต่วันนี้ฟาร์มโชคชัยสามารถก้าวข้ามปัญหานั้นมาได้ และฟื้นตัวจากฟาร์มโคนมธรรมดาในอำเภอปากช่อง ให้กลายมาเป็นฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยที่ไม่ควรพลาด โดยบุคคลที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ก็คือ ทายาทคนโตแห่งตระกูลบูลกุล คุณโชค บูลกุล ชายหนุ่มผู้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างสวยงาม วันนี้เราจะให้เขาย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น ตัวตน ความคิด การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และอนาคตที่มองเอาไว้ของอาณาจักรฟาร์มโชคชัยแห่งปากช่อง

เด็กไทยในต่างแดน |

ผมไปเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 12 ปีครับ เรียกว่าเติบโตมาในประเทศที่มันไม่ใช่ประเทศไทย ไม่มีเพื่อนคนไทย ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนไทยสักเท่าไร พอเรียนจบไฮสกูลที่ประเทศออสเตรเลียก็ไปเข้า University of Vermont มหาวิทยาลัยที่ประเทศอเมริกา พูดง่ายๆ ก็คือ ช่วงเวลาที่ผมเติบโตผมอยู่กับชาวต่างชาติมาโดยตลอด ไม่มีบรรยากาศของคนไทย ขนาดที่ว่าตอนไปประเทศอเมริกา ผมยังมีความรู้สึกเลยว่าผมเป็นคนออสเตรเลีย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่นั้นเป็นโรงเรียนประจำ ไม่มีโอกาสที่จะได้ออกไปไหน ต้องอยู่ในโรงเรียนตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วัน เดือนๆ หนึ่งอาจจะได้กลับบ้านสัก 3 ครั้ง ฉะนั้นมันก็เลยมีการสะสมของวัฒนธรรม ความรู้สึกอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากคนไทย และโรงเรียนที่ผมอยู่นั้น เป็นโรงเรียนคาทอลิกแบบทหาร ที่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับกระดิ่งและนกหวีดตลอด ดังนั้นแล้วผมจึงเป็นคนที่มีวินัยค่อนข้างสูง ถ้าถามว่าชอบไหม ผมมองว่ามันก็มีสิ่งที่ชวนให้ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ ส่วนที่ชอบก็คือมันทำให้เราเป็นตัวตนของเราทุกวันนี้คือเป็นคนที่มีระเบียบ ระบบ ส่วนที่ไม่ชอบก็คือความอิสระมันหายไป ถ้าเทียบกับวัยขนาดนั้นนะ แต่เมื่อผ่านมาได้มันก็เป็นสิ่งที่เราภูมิใจ และมีความรู้สึกว่ามันหล่อหลอมให้เราเป็นคนมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีน้อย เพราะสังคมไทยเราเป็นสังคมที่อะไรอย่างไรก็ได้ เพื่อนว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น ความเป็นตัวตนของแต่ละมันไม่มี แต่ผมนี่มันไม่ใช่ ผมเป็นคนที่มีความเป็นตัวตนชัดเจนว่า เราเป็นคนแบบนี้ อย่างนี้ จบ

โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย |

จริงอยู่ที่เพื่อนๆ ของผมส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ แต่พอกลับมาที่เมืองไทยผมก็ไม่ได้รู้สึกเคว้งคว้างนะ เพราะว่าผมเป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คือถ้าไม่มีหัวข้อสนทนาผมก็ไม่มีเรื่องที่จะคุย เรียกว่าเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง แล้วอีกอย่างพอผมกลับมาจากประเทศอเมริกา ผมก็มาอยู่ที่ฟาร์ม มันเลยไม่ต้องเจอใครหรือต้องอะไรกับใครมากมาย ที่สำคัญผมมีความสุขกับการมีเป้าหมายในชีวิต ซึ่งเป้าหมายที่วางไว้ตอนนั้นคือ ถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วก็อยากจะทำงาน ประกอบกับช่วงเวลานั้นธุรกิจของทางบ้านอยู่ในขั้นวิกฤติ มันจึงเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากที่จะสร้างฟาร์มแห่งนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งให้มันเป็นไปในแบบที่ผมอยากให้เป็น ดังนั้นผมก็เลยมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกว่าจะต้องทำอะไร ผมไม่สามารถที่จะบอกว่า วันนี้ไม่มีอะไรทำ จะโทรหาเพื่อนคนไหนดี มันไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ของผม แต่ผมเป็นคนที่ต้องมีจุดมุ่งหมายในเรื่องของผลงานตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในวันหนึ่งๆ ก็คือ เช้าตื่นมาทำงาน บ่ายๆ ก็กลับไปออกกำลังกาย ตกกลางคืนก็แต่งเพลง ทำเพลง ชีวิตหมุนเวียนอยู่แค่นี้ ซึ่งมันก็มีความสุขมากแล้ว

สร้างศรัทธา |

จะว่าไปแล้ว การที่ผมมายืนอยู่ตรงจุดนี้ มันเป็นเหมือนการเติมเต็มในส่วนที่คุณพ่อท่านอยากมี อยากทำ และอยากเป็น ซึ่งในความเป็นจริงของโลก ต้องยอมรับเลยว่า มันยังมีโจทย์ในเรื่องของความต้องการของตลาด เศรษฐกิจ การบริหารจัดการ และข้อจำกัดอื่นๆ ที่ทำให้เราไม่สามารถทำได้ตามความอยากที่เรามี เพราะฉะนั้นฟาร์มโชคชัยก็เลยอยู่ในช่วงที่ทั้งเคยดีและเคยไม่ดีมาก่อน เพียงแต่ว่าช่วงที่ผมเข้ามาเป็นช่วงที่มันกำลังไม่ดี และกำลังจะตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อ จะปิด จะขายทิ้งให้หมด หรือจะทำอะไรต่อไป ซึ่งประสบการณ์ชีวิตผมมันเริ่มต้นตรงนั้นพอดี ฉะนั้นแล้ มันเลยทำให้ผมเล่าเรื่องได้จากจุดที่ผมเริ่มต้นในช่วงวิกฤติของธุรกิจ แต่โจทย์ชีวิตคนเรามันไม่เหมือนกัน อย่างถ้าให้ผมไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ผมอาจจะทำไม่เป็นก็ได้ เพราะชีวิตผมมันมาแบบนี้ มันเกิดขึ้นมาในองค์กรขนาดกลาง มีพนักงาน 200-300 คน และกำลังจะจบลง มันเหมือนกับผมถูกเขาว่าจ้างมาว่า ‘นี่! มีอยู่ขนาดนี้จะทำอย่างไรต่อไป’ มันไม่เหมือนกับคนที่เริ่มต้นแบบเถ้าแก่ ไปกู้เงินแบงก์ แล้วมาเริ่มเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวแล้วขยายกิจการ ซึ่งผมว่าบางทีการเริ่มต้นจากศูนย์ทำให้ประสบการณ์และการเรียนรู้มีได้มากกว่า แล้วยิ่งผมเข้ามาในช่วงที่ภาระมันมีอยู่ก็ยิ่งต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพราะถ้าไม่สามารถอุดรอยรั่วที่มีอยู่ได้ สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็จะหมดตามไปทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันอยู่ที่คำว่าศรัทธาที่จะทำอย่างไรถึงจะสร้างศรัทธาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้คนที่เขาทำงานกับเราได้ตัดสินใจ หลังจากที่เราขายกิจการนมสดตราฟาร์มโชคชัยไปแล้วว่าจะอยู่ต่อ หรือไม่อยู่ต่อ โดยเฉพาะกับคนที่ตัดสินใจจะไม่อยู่ต่อ ผมก็ต้องมาคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาเปลี่ยนใจ ซึ่งมันก็เป็นประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง

กู้วิกฤติ |

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า ผมเข้ามาสานต่อความฝันของคุณพ่อ ดังนั้นเวลาที่ผมมองอะไร ผมก็จะมองให้มี 2 มิติเสมอ คือดูว่าของเก่า สิ่งไหนดีก็ควรเก็บรักษาและเลือกเอามาใช้ ส่วนของเก่าที่ไม่ดี ไม่จำเป็น เราก็ไม่เอามาใช้ ซึ่งสำหรับฟาร์มโชคชัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งมาตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงวันนี้คือการดูแลพนักงาน จากที่เมื่อก่อนมีพนักงาน 200 คนจนถึงตอนนี้เรามีพนักงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งเราก็ยังดูแลทุกคนเหมือนครอบครัว อัธยาศัยไมตรีระหว่างผมกับพนักงานเป็นแบบครอบครัว มีการพูดคุยดูแลเอาใจใส่ ไม่ใช่แบบเจ้านายกับลูกน้อง แต่ระบบการทำงานจะเป็นระบบสากล ทุกอย่างในการทำงานจะต้องเป็นไปตามระบบ การปรับฐานเงินเดือน ขั้นเงินเดือน วันหยุด เรื่องของกฎหมายแรงงาน เรื่องของการปรับขั้นปรับชั้น เหล่านี้มันเป็นไปตามระบบสากล

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่ผมพยายามรักษามันมาโดยตลอด ผมไม่ชอบระบบบริษัทที่โตไปถึงจุดหนึ่งแล้ว คนคือเครื่องจักร พอเจอสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่หลายบริษัททำคือการปลดพนักงาน เพราะเขาเห็นว่าพนักงานเป็นเสมือนค่าใช้จ่ายที่ต้องตัดทิ้ง ซึ่งผมว่ามันไม่ถูกต้อง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ดังนั้น นโยบาย HR (human resource) ของที่นี่จึงเป็นนโยบายที่ค่อนข้างมีที่มาที่ไปที่ลุ่มลึก สมมติว่าพนักงานคนหนึ่งเข้ามาในองค์กรจนถึง 4 ปี แต่ใน 4 ปีนี้เราอาจจะยังมองเขาว่าไม่ใช่คนในครอบครัวทันที เพราะเรายังไม่รู้นิสัยใจคอกันดี แต่วันที่เขาผ่านบททดสอบ ผ่านบททดลองอะไรมา จนเวลาผ่านไป เราจะมีความรู้สึกว่าเขาเป็นคนในครอบครัว ซึ่งบททดสอบของเรามันไม่ใช่บททดสอบตามตำรา แต่มันเป็นหลายๆ เรื่องที่มีความละเอียดอ่อนทั้งเรื่องของจิตใจและการทำงาน ครั้งหนึ่งผมเคยจ้างคนที่มีความเก่งมากในเรื่องของงาน HR ให้เขามาช่วย บอกได้เลยว่าทฤษฎีของเขาดีมาก เพราะเขาคุมคนมาเยอะ แต่ผมมีโจทย์ว่าถ้าคุณมาอยู่ที่นี่ ในช่วงเวลาฝึกงานของคุณ คุณต้องตื่นตีสี่ ต้องมาช่วยรีดนม เขาก็ถามผมว่า ผมมาทำงาน HR นะทำไมถึงต้องมารีดนม ซึ่งเขาเองไม่เข้าใจ เพราะประเด็นมันมีอยู่ว่าถ้าคุณเป็น HR แล้วคุณไม่รู้จักตัวตนของคนที่คุณจะต้องดูแลเขานี่นะ ท้ายที่สุดในองค์กรก็จะมีแต่คนมีทฤษฎี แต่ไม่รู้ธาตุแท้ของคนที่เราจะต้องดูแล

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ |

ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร เราต้องดูความเป็นไปได้ในเรื่องของการตลาดเป็นสำคัญ และต้องหาความแตกต่างในการสร้างเอกลักษณ์ในสินค้าของเราให้ได้ ไม่ต้องใหญ่มากแต่ขอให้มีเอกลักษณ์มากพอที่เวลาคนคิดถึงสินค้าประเภทนี้เขาจะต้องคิดถึงเราทันที ซึ่งถ้าดูจากโครงสร้างฟาร์มที่เป็นธุรกิจของเราจะเห็นว่าเรามีความแตกต่างที่ชัดเจน เพราะถ้าพูดถึงฟาร์มโคนม เราสามารถบอกได้เลยว่า เราเป็นฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว ดังนั้นหากพูดถึงฟาร์มโคนมในประเทศแถบเอเชียนี้ ทุกคนก็จะต้องวิ่งมาที่ฟาร์มโชคชัยเป็นอันดับแรก หรือในส่วนธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ของเราก็มีความชัดเจนที่ว่าเป็นธุรกิจที่เกี่ยวดองกับธุรกิจฟาร์มโคนม พูดง่ายๆ ก็คือว่าเรามีฟาร์มโคนมที่มารองรับสินค้าตัวนี้อยู่ มันก็เลยเกิดความน่าเชื่อถือกับกลุ่มเกษตรกรว่า เราไม่ได้ผลิตสินค้ามาเพื่อเป็นพ่อค้า แต่เราผลิตขึ้นมาแล้วใช้เอง เหลือเท่าไรถึงค่อยขายออกไปให้เกษตรกร มันก็เลยมีเอกลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนในตลาด

หรือแม้แต่ธุรกิจตัวอื่นๆ อย่างเช่นธุรกิจภัตตาคาร พวกนี้ก็จะมีเอกลักษณ์ของเขาว่า เขาอาศัยความที่จะเป็นฟาร์มโชคชัยมานำเสนอบรรยากาศของอาหาร ซึ่งมันคือวิธีพัฒนาธุรกิจที่เราทำกันมา จนมาถึงธุรกิจอีกประเภทเช่น การท่องเที่ยว ที่พัก ผลิตภัณฑ์นม ที่จะเห็นได้ชัดเจนมากว่า เราใช้ความเป็นฟาร์มโชคชัยเป็นตัวเปิด เป็นตัวชูโรง แต่มันก็เป็นแค่ตัวจุดกระแส เพราะเมื่อกระแสมันเดินหน้าไปแล้ว สิ่งที่เราจะต้องคิดต่อไปอีกนั่นก็คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่ต่อไปได้แล้วยังเติบโตได้ ผู้คนยังไม่ลืม โดยไม่ต้องใช้งบประชาสัมพันธ์จำนวนมาก ซึ่งมันเป็นเรื่องของการสร้างเอกลักษณ์ให้กับธุรกิจ อย่างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของฟาร์มโชคชัยคือเรื่องของการท่องเที่ยวที่นำเสนอประสบการณ์การมาเที่ยวฟาร์มที่เป็นของจริงและเชื่อว่าไม่มีใครทำได้แบบเรา เพราะหากเราจะบอกว่า เอาคนมาเที่ยวฟาร์มแล้วมันเป็นแค่ฟาร์มเฉยๆ ก็อย่าลืมว่า บางทีนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเขาไม่ได้อยากเป็นเกษตรกร แต่เขามาเพื่อมาเอาบรรยากาศ ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน นี่คือโจทย์ที่เราทำ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ฟาร์มโชคชัยมีเสน่ห์ของธุรกิจอยู่ตรงที่การเอาของจริงมาผสมผสานกับการนำเสนอที่ทำให้คนมีความรู้สึกประทับใจ ดังนั้นไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ผมว่าคุณควรจะหาจุดขายและจุดเด่นให้ได้เสียก่อน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อีกด้านของชีวิต |

ผมว่าดนตรีมันก็มีอยู่ในหัวทุกคนนะ เพราะคนเรามีทั้งเหตุผลและศิลปะในตัวกันอย่างละครึ่ง อยู่ที่ว่าคุณมีส่วนไหนมากกว่ากันและอยากจะไปถึงจุดไหน บางคนมีส่วนของศิลปะมากก็อยากจะเป็นศิลปิน แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่เท่ เพราะถ้าจะให้ดี เราควรเอาความเป็นศิลปินในตัวของเรามาปรับให้เข้ากับธุรกิจ น่าจะเป็นอะไรที่เท่กว่า อย่าง สตีฟ จอบส์ คนที่ผมยกย่องให้เขาเป็นต้นแบบของผม เพราะเขาสามารถแปลงความเป็นศิลปินมาเป็นธุรกิจ จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์อย่างที่เราเห็นวันนี้ ซึ่งทั้งหมดมันมาจากความเป็นศิลปินของเขา ไม่ใช่ความเป็นธุรกิจ แต่ตอนนี้ผมเองก็ไม่ค่อยมีเวลาที่จะได้ทำเพลงสักเท่าไร แม้แต่เวลาจะจับกีต้าร์ก็ยังไม่มีเลย

ไม่ใช่จะทำอะไร แต่ควรทำอย่างไร |

ผมเป็นคนที่ไม่คิดว่าจะทำอะไรแต่ผมจะคิดว่าจะทำอย่างไรมากกว่า เพราะในขณะที่คนส่วนมากคิดว่าจะทำอะไร เขากลับไม่ค่อยได้คิดว่าแล้วจะทำอย่างไรให้ธุรกิจของเรามีความโดดเด่น อยู่รอด อยู่ไปได้อีกนาน ทำกำไรทุกปี เติบโตทุกปี ลองนึกดูง่ายๆ ว่าถ้าคนเราคิดอะไรแล้วมันง่ายแค่นั้น คนรวยในโลกมันก็มีมากกว่าวันนี้ แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น คุณจะคิดอย่างนั้นไม่ได้ อันนี้ดูจากประสบการณ์ของผมนะ คือ ผมต้องกลับไปนั่งดูคนของเราก่อนแล้วว่าคนของเราเขาทำอะไรได้ดี เขาเป็นคนมีพื้นฐานยังไงในชีวิต แล้วเราค่อยๆ ทำอะไรที่มันถูกกับจริตของเขา ผมไม่ใช่คนที่คิดว่าจะทำอะไร เพราะตัวเองอยากทำไปหมดทุกอย่าง ที่ทำในวันนี้มันมาจากจุดแข็งของคนของผมหมด แต่อาจจะด้วยความที่ผมมีหัวนักการตลาด ผมก็เอาจุดแข็งนี้มาทำให้มันกลายเป็นสินค้าที่มีหลักการตลาดที่ทำให้คนยังมีความรู้สึกสนใจ อยากพูดถึงมากกว่า

ส่งท้าย |

มองกลับไปในชีวิตที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมโชคดีที่ได้เรียนรู้อะไรในชีวิตมากมายในระยะเวลาอันสั้น แล้วยิ่งได้ทำงานอะไรในองค์กรที่ทำให้ชีวิตคนอยู่ได้อย่างมีความสุข แล้วเห็นอาชีพการงานเขาเติบโต อย่างผู้จัดการทุกคนของผมที่นี่ ล้วนแล้วแต่เติบโตมาจากเจ้าหน้าทั้งนั้น ซึ่งถ้ามองในเชิงพระพุทธศาสนา ผมว่ามันเป็นเรื่องวิทยาทาน เป็นอะไรที่มันทำให้เรารู้สึกว่า มันคุ้มค่ากับการเกิดเป็นมนุษย์ ผมไม่ได้พูดถึงความมั่งคั่งนะ แต่การที่เราจะสามารถทำอะไรให้มันเป็นแบบอย่าง สร้างคน สร้างวิทยาทาน สร้างอะไรให้กับสังคมได้ขนาดนี้  ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราเองก็ภูมิใจ

Comments

Powered by Facebook Comments