3 Min. read

โคราชคือพื้นที่ซึ่งในอดีตได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมขอมโบราณในยุครุ่งโรจน์ จึงมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่ยังหลงเหลือเป็นหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน … ปราสาทพนมวัน คืออีกหนึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญและสมบูรณ์ที่สุดที่อยู่ใกล้เมืองโคราช

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

| ปราสาทหินพนมวัน |

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ลักษณะทั่วไป |

ปราสาทหินพนมวัน ตั้งอยู่ที่บ้านมะค่า ตำบลโพธิ์ ถนนสายโคราช-ขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา เป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมในคติความเชื่อของเขมรโบราณ สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 เพื่อเป็นเทวสถาน ต่อมาภายหลังดัดแปลงเป็นพุทธสถาน เป็นปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

จากการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร ทำให้เรารู้ว่า ปราสาทหินพนมวันสร้างขึ้นเป็นจนเป็นยอดปราสาทโดยสมบูรณ์ แต่ก็พังทลายแบบถล่มลงมาอย่างรุนแรง ทำให้ชิ้นส่วนรูปสลักที่มีอยู่ไม่มากนักกระทบกันจนแตกหัก เรือนยอดปราสาทแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กจนยากที่จะซ่อม หน้าบันก็มีหลงเหลือจนเกือบครบทุกด้าน มีทั้งที่ยังไม่เริ่มแกะสลักไปจนถึงแกะสลักเสร็จแล้ว

เรือนปราสาทที่พังถล่มลง และชิ้นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรมทั้งหมด ถูกนำมาเรียงไว้บริเวณลานด้านนอกทางทิศตะวันตก  มีบัวกลุ่มยอดปราสาทที่สมบูรณ์สวยงามรวมทั้งเครื่องประดับ เครื่องบน รูปสลักเชิงชาย หน้าบันและร่องรอยชิ้นส่วนศิลปกรรม ส่วนที่สลักไว้ก็สวยงามจริง ๆ ส่วนที่จะไม่สลักก็ไม่แกะสลักเอาเลย สร้างแบบค้าง ๆ คาเอาไว้ !!!

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ตัวปราสาทหินพนมวันสร้างเป็นปรางค์มีฉนวน (ทางเดิน) ติดต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมยาว 25.50 เมตร กว้าง 10.20 เมตร พระปรางค์มีประตูซุ้ม 3 ด้าน ซุ้มประตูด้านทิศเหนือ ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางประธานอภัย 1 องค์ ลักษณะศิลปะแบบอยุธยา รอบปราสาทเป็นลานกว้างมีระเบียงคดก่อด้วยหินกว้าง 54 เมตร ยาว 63.30 เมตร ประกอบด้วยประตูทางเข้า 4 ทิศ ทางด้านทิศตะวันออกมี “บาราย” หรือสระน้ำขนาดใหญ่ประจำชุมชน เรียกว่า “สระเพลง” ซึ่งยังคงสามารถใช้ประโยชน์ได้ถึงปัจจุบัน ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์มีอาคารก่อด้วยหินทรายสีแดงเรียกว่า “ปรางค์น้อย” ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปหินขนาดใหญ่ บริเวณโดยรอบปราสาทมี ระเบียงคต สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงล้อมเป็นกำแพงอยู่ ประตูทางเข้าเทวสถาน มีซุ้มประตูสลักหินทรายขนาดเล็กก่อสร้างเป็นรูปหอสูงทั้งสี่ทิศ บริเวณรอบนอก ปราสาททางด้านทิศตะวันออกห่างจากโบราณสถานเกือบ 300 เมตร มีร่องรอยของคู น้ำและเนินดิน เรียกกันแต่เดิมว่า “เนินนางอรพิมพ์” หรือ “เนินอรพิม” นอกจากนี้ยังพบศิลาแลงจัดเรียงเป็นแนวคล้ายซากฐานอาคารบนเนินแห่งนี้ด้วย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น “พลับพลาลงสรง” ในรูปแบบพิเศษที่ไม่เคยพบในที่อื่นๆ ของประเทศไทย อาจใช้เป็นเรือนสำหรับรับรองเจ้านายหรือเป็นวังของผู้ปกครองเมืองพนมวัน แล้วก็เป็นพลับพลาพระตำหนักรับเสด็จพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หรือผู้แทนพระองค์ที่น่าจะเดินทางมาถึงปราสาทพนมวันในยุคพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อถวายพระพุทธรูปพระชัยพุทธมหานาถ และจากการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร ทำให้เรารู้ว่าปราสาทหินพนมวันสร้างขึ้นเป็นจนเป็นยอดปราสาทโดยสมบูรณ์แต่ก็พังทลายแบบถล่มลงมาอย่างรุนแรงทำให้ชิ้นส่วนรูปสลักที่มีอยู่ไม่มากนักกระทบกันจนแตกหัก เรือนยอดปราสาทแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กจนยากที่จะซ่อม ส่วนหน้าบันก็มีหลงเหลือจนเกือบครบทุกด้าน มีทั้งที่ยังไม่เริ่มแกะสลักไปจนถึงแกะสลักเสร็จแล้ว

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

รูปแบบของปราสาทประธาน เป็นแบบเดียวกันกับปราสาทหินพิมาย  แต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ เท่า  มีจารึกที่เสาประตูทางทิศใต้ เท่าที่อ่านได้ ก็เป็นชื่อของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ที่สร้างเทวาลัยถวายแด่เทพเจ้า แต่ก็ไม่ชัดว่าถวายบูชาเทพเจ้าองค์ใด

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

สิ่งที่น่าสนใจ |

– เป็นศาสนสถานที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ถูกสร้างในแบบศาสนาพราหมณ์ แต่มีการค้นพบพระพุทธรูป

– แผนผังของปราสาทหินพนมวันมีรูปแบบเดียวกันกับปราสาทหินพิมาย ใน ศิลปะร่วมแบบบาปวน

– การก่อสร้างลำบากเพราะแถบนี้ไม่มีภูเขาหินทราย จึงต้องไปเอาหินทรายมา จากที่ไกลแล้วขนมา จึงใช้หินทรายแดงที่มีคุณภาพต่ำผสมกับหินทรายสีขาวเทาเพราะ แหล่งวัตถุดิบที่ใกล้สุดมีหินทรายทั้งสองสีผสมกัน

ความสำคัญ |

จากจารึกที่พบที่ปราสาทหินพนมวัน เรียกปราสาทหินแห่งนี้ว่า “เทวาศรม” อาคารของโบราณสถานที่เห็นในปัจจุบันมีปรางค์จัตุรมุขเป็นประธานหลัก หันหน้าสู่ทิศตะวันตก และมีมณฑปอยู่ด้านหน้าโดยมีฉนวน (ทางเดิน) เชื่อมระหว่างอาคารทั้งสอง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์มีอาคารก่อด้วยหินทรายแดง (เรียกว่าปรางค์น้อย) ตั้งอยู่ ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทหินขนาดใหญ่บริเวณโดยรอบปราสาทหินมีระเบียงคดสร้างด้วยหินทราย และสิลาแลงล้อมเป็นกำแพงอยู่ มีโคปุระ (ซุ้มทางเข้า) ทั้ง 4 ทิศ โคปุระทางทิศตะวันออกเป็นซุ้มหลักและมีอาคารแระจำมุมทั้ง 4 มุม

ภายหลังการขุดแต่งของกรมศิลปากรพบว่า แต่เดิมน่าจะประกอบด้วยอาคารอิฐ 8 หลัง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธานยังคงมีเสาประดับกรอบประตูติดอยู่กับตัวอาคารที่เหลืออยู่ เข้าใจว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่สร้างครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 15 มีการสร้างอาคารหิน (ที่เห็นสภาพในปัจจุบัน) ซ้อนทับหลังลงไปบนอาคารอิฐ

หลักฐานประเภทจารึกที่พบในบริเวณปราสาทหินส่วนใหญ่ปรากฏอยู่บนกรอบประตูหรือเสาซุ้มประตูจำนวนหลายแผ่นด้วยกัน เอ่ยถึงศักราชที่ต่างกันออกไปบ้างแสดงให้เห็นถึงอายุที่ยืนยาวหลายสมัยของตัวโบราณสถาน จารึกที่สำคัญบนแผ่นกรอบประตูด้านทิผสใต้กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีพระบรมราชโองการให้พระอนุชา, ขุนนาง ดูแลและถวายสิ่งของแก่ “เทวาศรม” หรือที่สถิตของเทวะแห่งนี้ ในบรรดาสักราชที่ปรากฏพบว่า 1625 ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด จึงสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 เป็นต้นมา โดยแต่เดิมสร้างขึ้นตามคติของศาสนาฮินดูและต่อมาได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อใช้เป็นพุทธสถานในราวพุทธศตวรรษที่ 18 – 19

บริเวณรอบๆ นอกจากปราสาทที่มีร่องรอยของคูน้ำและสระน้ำรวมทั้งเนินดินด้านทิศตะวันออกห่างจากโบราณสถานประมาณ 270 เมตร เรียกว่า “เนินอรพิม” หรือ เนินอรพินท์ บนเนินนี้ยังพบร่องรอยศิลาแลงถูกนำมาจัดเรียงเป็นแนวอยู่บ้าง นอกจากนี้ จากการขุดขยายพื้นที่ทางทิศตะวันออกของปราสาท พบโครงกระดูกมนุษย์ฝังร่วมกับภาชนะดินเผา ทรงกระโถนปากแตรเหมือนกับที่บ้านปราสาท กำหนดอายุได้ประมาณ 2,500 ปีมาแล้วอีกด้วย

นิทานชาวบ้าน (Folk Tale) |

….เมื่อกาลครั้งหนึ่ง ที่ผู้ชายกับผู้หญิงเริ่มมีความบาดหมาง ไม่เข้าใจและทะเลาะกันบ่อยครั้ง ความรักเริ่มห่างหาย เพราะเหตุด้วยผู้ชายชอบวางอำนาจ ทำตัวเป็นเจ้านาย ถือว่าตัวมีร่างกายกำยำและกำลังที่แข็งแรงกว่า เหล่าผู้หญิงเลยมารวมตัวปรึกษากัน ครั้นจะลงโทษไม่ให้ฝ่ายชายเข้าบ้าน ไม่ให้ร่วมหลับนอนด้วยก็กลัวว่าจะถูกใช้กำลังบังคับ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มี พ.ร.บ.ข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของตัวเองโดยไม่ยินยอม ก็อาจจะพลาดท่าเสียทีได้

ครั้นจะไม่ยอมทำอาหารให้ ผู้ชายก็คงหากินได้เอง  ไอ้ที่เดือดร้อนก็เห็นจะเป็นลูกเด็กเล็กแดงที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ จะพาลเดือดร้อนไปด้วย เมื่ออดรนทนไม่ไหว จึงประกาศขอประลองกำลัง ท้าทายฝ่ายชายด้วยการแข่งขันสร้าง “ปราสาทหิน” ฝ่ายชายก็รับคำท้า โดยสัญญาถ้าหากฝ่ายชายของตนพ่ายแพ้ ก็จะยอมเป็นเบี้ยล่างให้เหมือนวัวควาย แต่ถ้าหากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายแพ้ ก็จะต้องเป็นนางทาสประจำบ้านไปตลอดกาล (ซึ่งปกติก็คล้ายๆ อยู่แล้ว)

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ทั้งสองฝ่ายตกลงว่า ถ้าฝ่ายใดสร้างปราสาทหินเสร็จก่อน ก็จะต้องส่งสัญญาณโดยปล่อยโคมโลมขึ้นสู่ท้องฟ้าให้อีกฝ่ายเห็น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ฝ่ายหญิงก็รู้ตัวดีว่า ศึกประลองกับชายครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จึงขอไปสร้างปราสาทในที่ไกลบ้าน โดยอ้างว่า ถ้าผู้ชายอยู่ใกล้จะทำให้เสียเปรียบ เพราะจะได้ยินคำนินทาว่าร้าย ถากถางว่าร้าย พาลทำให้เสียกำลังใจ !!! ฝ่ายชายก็ตกลงเป็นมั่นเหมาะ เพราะก็คงอยากจะรีบแข่งขันให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว จะได้มีข้าทาสคนใหม่มาใช้ให้หนำใจ ฝ่ายหญิงจึงรวมตัวกันทั้งหมู่บ้านเดินทางไปยังเมืองพิมาย แล้วก็เริ่มสร้างปราสาทหินพิมายขึ้นอย่างใหญ่โต

ฝ่ายชายที่อยู่ในหมู่บ้านก็เร่งสร้างปราสาทหินพนมวันที่มีขนาดเล็ก เพราะไม่รู้จะสร้างใหญ่ไปทำไม ไม่ได้ตกลงเรื่องขนาดก็เอาไว้นี่หว่า เพียงยกแรกฝ่ายชายก็เป็นต่อหลายขุม เพราะผู้หญิงทำอะไรคิดมาก ชอบคิดเล็กคิดน้อย ไม่ประมาณตัว ไม่ชอบวางแผน ปราสาทหินเลยออกมาใหญ่โต ฝ่ายหญิงก็ละเมียดละไมในการแกะสลัก ฝ่ายชายก็สร้างไปถมไป ก่อไปจนยอดก่อนแล้วกะว่าจะกลับมาแกะสลักทีหลัง

จนปราสาทหินพนมวันของฝ่ายชายสร้างขึ้นไปถึงยอดและแกะสลักบัวกลุ่มยอดปราสาทให้สวยงามเป็นอันดับแรก เพื่อประกาศศักดาข่มขวัญ ซึ่งก็ได้ผล ฝ่ายหญิงเห็นยอดปราสาทก่อขึ้นมาก็ให้ตกใจ เสียขวัญกันใหญ่ ก็ผู้ชายเขาร่วมมือร่วมใจกัน งานนี้ฝ่ายหญิงเราเสร็จแน่ๆ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

แต่ในหมู่ของสตรีก็มีสติปัญญาเป็นอาวุธที่สำคัญ พวกเธอจึงปรึกษากันว่า เราพลาดมากันแล้วที่ก่อปราสาทใหญ่จนเกินไป ฝ่ายชายอีกไม่กี่วันก็คงจะสร้างเสร็จ จึงคิดออกอุบาย สร้างโครงไม้ขึ้นเป็นยอดปราสาท ห่อหุ้มด้วยผ้าขาว ทำให้ปราสาทหินพิมายมีสีขาวเด่น มองเห็นได้มาแต่ไกล แล้วจึงให้ปล่อยโคมลอยขึ้นท้องฟ้าในค่ำคืนนั้น รวมทั้งจัดงานเฉลิมฉลอง เต้นรำส่งเสียงกันเป็นที่สนุกสนานเพื่อให้ดูสมจริงสมจัง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ฝ่ายชายเห็นโคมลอย ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงส่งหนุ่มน้อยหน้ามนตร์มาเป็นสปาย แอบไปดูว่าฝ่ายหญิงว่าสร้างปราสาทเสร็จจริงแล้วหรือ ชายหนุ่มก็แอบล่องเรือขึ้นมา แล้วจึงถือโอกาสแวะมาหาคนรักที่ต้องแยกกัน เพราะต่างต้องมาช่วยฝ่ายของตัวเองในการแข่งขัน !!! หนุ่มมาเจอสาวเป็นยาม จึงเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยความคิดถึง หันไปเห็นปราสาทขาวแต่ไกล  ก็ยังไม่เชื่อสนิทใจ แต่สาวเจ้าผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ  ก็ได้โปรยพิศวาสและโอ้โลมรักให้หนุ่มคนรัก เพื่อให้เชื่อสนิทใจว่า ปราสาทของฝ่ายหญิงสร้างเสร็จแล้วจริงๆ เมื่อความรักมันยิ่งใหญ่กว่าการแข่งขัน หนุ่มน้อยจึงเดินทางกลับมายังหมู่บ้านแล้วแจ้งข่าวกับหัวหน้าฝ่ายชายว่า ปราสาทฝ่ายหญิงสร้างเสร็จแล้วตามที่ให้สัญญาณโคมลอยมาทุกประการ

 หัวหน้าฝ่ายชายและทีมงานช่างผู้เข้มแข็ง ก็ให้รันทด มือไม้อ่อนแรงลงเพราะพ่ายแพ้ต่ออิสตรี  จึงหันไปหาไหเหล้า“อุสาโท”มาดื่มเพื่อย้อมใจ ไหน ๆ ก็จะกลายเป็นขี้ข้าภรรยาตัวเองตามที่ลั่นสัจจะวาจาไว้ ศักดิ์ศรีและความทรนงแห่งความเป็นชายหายไปจนสิ้นแล้ว บางคนก็ยังคงแกะสลักต่อ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ก็หยุดสร้างและไม่อยากจะแกะสลักต่อไปอีกแล้ว บางคนก็เลยประชดด้วยการไปรื้อหินส่วนที่สร้างขึ้นไปแล้วลงมา ไหนๆ ก็แพ้แล้วนี่หว่า

หนุ่มน้อยก็พาเพื่อนหนุ่มทั้งหลายไปที่เมืองพิมาย เพื่อแจ้งข่าวการยอมแพ้ แต่เมื่อไปถึง ก็พบว่าฝ่ายหญิงก็ยังสร้างปราสาทไม่เสร็จ ในทีแรกก็คิดจะโกรธ แต่จะโกรธไปทำไม ในเมื่อคนที่เขา”รัก”ต่างก็ต้องมาตกระกำลำบาก ใช้แรงงานเพื่อสร้างปราสาทขนาดใหญ่ แข่งขันประลองเพียงเพื่อต้องการให้ชายรู้สำนึกว่า ควรจะให้เกียรติ ดูแลทะนุถนอม เอาใจใส่พวกเธอบ้าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายไม่อยากจะทำ แต่ก็คงหลงลืมไปบ้าง หลังจากได้อยู่กินเป็นผัวเมียจนเคยตัว ชายหนุ่มทั้งหลาย ก็เลยตัดสินใจลงมือช่วยฝ่ายหญิงให้สร้างปราสาทหินพิมายจนสำเร็จสะเด็ดน้ำ กลายเป็นปราสาทที่มีลวดลายแกะสลักที่งดงาม เป็นดั่งอนุสรณ์สถานแห่งความรักและความเข้าใจที่กลับคืนมาของหญิงและชาย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในขณะที่ปราสาทหินพนมวัน ไร้ร้างและไม่สมบูรณ์ ดั่งอดีตของความขัดแย้งเพราะไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะไม่มีทางสมบูรณ์เลย หากทั้งสองฝ่ายไม่ยอมหันหน้าเข้าหากัน ยอมได้ก็ควรยอม ผู้ชายบ้านพนมวันจึงยอมรับ ไม่โกรธเคืองอุบายของฝ่ายหญิง ที่ทำไปเพราะอยากจะสอนให้พวกเขาเป็นชายสมชาย และที่สำคัญ ความคิดถึงเมื่อยามต้องห่างไกลกันของทั้งสองฝ่าย ก็ได้ละลายความบาดหมางที่มีอยู่มลายหายไปจนสิ้น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เพราะเหตุหญิงชายต่างได้หยุดสร้างความไม่เข้าใจกันลงได้ ปราสาทหินพนมวันจึงหยุดสร้างและไม่เคยสร้างต่อ นับแต่วันที่ “ความรัก” ได้กลับคืนมา…..สู่บ้านพนมวันในครั้งนั้น….!!! ”  

ที่ตั้ง |

บ้านมะค่า ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ. นครราชสีมา


Source : thai.tourismthailand.org // oknation.nationtv.tv/blog/voranai

Comments

Powered by Facebook Comments