4 Min. read

เมื่อพูดถึงจังหวัดนครราชสีมา คุณนึกถึงอะไร?!?

เขาใหญ่กับปราสาทหินพิมายน่าจะเป็นสองชื่อที่ตีคู่กันมาโดยตลอด แต่ทั้งสองชื่อก็ยังเป็นลำดับที่สองที่ใครต่อใครจะนึกถึงเมื่อพูดถึงโคราช เพราะอันดับหนึ่งตลอดกาลคือ ท่านท้าวสุรนารี หรือ คุณย่าโม วีรสตรีอันเป็นความภาคภูมิใจของชาวโคราชอย่างแท้จริง ความเฉลียวฉลาด เด็ดเดี่ยว ความกล้าหาญ ความเป็นผู้นำ และความเสียสละ ประจักษ์แจ้งแก่ใจไทยทั้งมวลด้วยวีรกรรมอันลือลั่นทุกสิบทิศ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หญิงกล้าเพียงหนึ่งเดียวซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ศรีเมืองดูแลประชาราษฎร์ แต่ในยามคับขันขีดสุดได้ตัดสินใจเด็ดขาดหาญรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อสยามบนแผ่นดินนครราชสีมาวางกุศโลบายท้าสู้กับข้าศึกเรือนพันเรือนหมื่นที่เข้ายึดเมืองย่อยยับ … ทัพยิ่งใหญ่อันชาญศึกที่หมายใจจะเข้าประชิดชนกรุงเทพฯให้แตกราพณาสูญ กลับต้องปราชัยให้กองกำลังชาวบ้านซึ่งไม่มีแม้ดาบพร้าจนแตกพ่าย 

แปลกอะไรที่ ‘คุณหญิงโม’ จะได้รับเกียรติให้เป็นสามัญชนหญิงคนแรกที่มีอนุสาวรีย์จำหลักไว้อยู่กลางเมือง เป็นเกียรติประวัติและศักดิ์ศรีให้แซ่ซ้องตราบนานเท่านาน 

แปลกอะไรที่ชาวโคราชทุกผู้ทุกนามจะภาคภูมิใจในแผ่นดินเกิด เรียกตัวเองว่า ‘ลูกหลานย่าโม’ อย่างเต็มหัวใจ 

แปลกอะไรที่ไม่ว่านานเท่าใดก็ยังมีคนมากมายจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ศรัทธาในคุณย่าโม 

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

นับตั้งแต่ท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) ได้ต่อสู้กับกองทหารเวียงจันทน์ 2,000 คนอย่างกล้าหาญชาญชัย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ปี พ.ศ. 2369 จนถึงวันนี้ ก็นับเนิ่นมานานถึง 191 ปีมาแล้ว จะเราจะมาเล่าถึงวีรกรรมนั้นกันอีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านซึ่งมีต่อแผ่นดินนครราชสีมา … หากไม่มีท่านในวันนั้น หากท่านไม่ตัดสินใจทำการต่อสู้ในวันนั้น ณ วันนี้เมืองโคราชอาจเปลี่ยนโฉมและไม่เป็นเช่นวันนี้ จริงไหม?

สืบเท้ามูลเหตุ ‘กบฏเวียงจันทน์’ |

ข้อมูลจากประชุมจดหมายเหตุเรื่อง ปราบกบฏเวียงจันทน์ ที่ พระยาสากลกิจประมวล (ม.ล.แปลก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ได้ตีพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมราชวงค์แสง ในรัชกาลที่ 4 ได้เล่าถึงสาเหตุที่เกิดกบฏและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นในตอนนั้นว่า ท้าวสุรนารีมีนามเดิมว่าโม เป็นภริยาของ พระยาสุรยเดชวิเศษฤทธิทศวิชัย (ทองคำ) ปลัดเมืองนครราชสีมา ซึ่งมันเรียกสั้นๆ ว่า ‘พระยาปลัด’

สาเหตุที่เกิดกบฏเวียงจันทน์ พ.ศ.2369 นั้นมีต้นเหตุดังนี้ … เมื่อปีวอก พ.ศ.2387 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต เจ้าอนุวงศ์ลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อปีระกา พ.ศ.2368 ประจวบเวลาที่อังกฤษให้ เฮนรี่ เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาขอทำหนังสือสัญญา ฝ่ายไทยในชั้นแรกไม่อยากทำ ต้องปรึกษาโต้ตอบกันอยู่ช้านาน ในเวลาเมื่อเจ้าอนุวงศ์อยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์ลงมาครั้งนั้น เชื่อตัวว่าได้สนิทชิดชอบกับ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเพ็ดทูลขอร้องอย่างไรคงยินยอม จึงทูลขอแบ่งพวกครัวชาวเวียงจันทน์ที่ได้ถูกกวาดต้อนลงมา เมื่อครั้งที่กองทัพไทยขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตครั้งกรุงธนบุรี จะเอากลับขึ้นไปบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พวกครัวที่ได้มาตั้งภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งอยู่หัวเมืองชั้นในแล้ว ถ้าพระราชทานไปแม้แต่พวกใดพวกหนึ่ง พวกอื่นก็จะพากันกำเริบจึงไม่พระราชทานตามประสงค์ เจ้าอนุวงศ์รู้สึกอัปยศ กลับไปเมืองเวียงจันทน์ก็ตั้งต้นคิดการกบฏด้วยเห็นญวนขยายอำนาจเข้ามาทางกรุงกัมพูชาตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ไทยก็ต้องเอาใจดีต่อญวน เพราะไทยเกรงจะเกิดทั้งศึกพม่าและศึกญวนขึ้นเป็น 2 ทาง เมื่อได้เมืองเขมรแล้วกำลังคิดจะขยายอำนาจต่อขึ้นไปทางเมืองลาว ถึงจะตั้งตัวเป็นอิสระไหนไทยจะกล้าขึ้นไปปราบปรามอย่างแต่ก่อน เจ้าอนุวงศ์จึงไปฝักใฝ่กับญวนหมายจะเอาเป็นกำลังช่วยต่อสู้กับไทย

พอถึงปีจอ พ.ศ. 2369 มีข่าวเล่าลือไปถึงเมืองเวียงจันทร์ว่า ไทยเกิดวิวาทกับอังกฤษ อังกฤษจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์เห็นเป็นโอกาสก็ออกหน้าก่อการกบฏสั่งให้เจ้านครจำปาศักดิ์ (โย้) ยกกองทัพนครจำปาศักดิ์เข้ามายึดเมืองหัวเมือง (มณฑลอุบล) ทางตะวันออกทางหนึ่ง ให้เจ้าอุปราช (ติสสะ) ผู้เป็นน้องคุมกองทัพลงมายึดหัวเมือง (มณฑลร้อยเอ็ด) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทางหนึ่ง

ส่วนเจ้าอนุวงศ์เอง เกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันทน์ ให้เจ้าราชวงศ์ (เง่า) ผู้เป็นบุตรคนหนึ่งเป็นกองหน้า ตัวเจ้าอนุวงศ์กับเจ้าโป๊บุตรคนใหญ่ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าสุทธิสารเป็นกองทัพหลวงยกมาเมืองนครราชสีมา การที่เจ้าอนุวงศ์ยกกองทัพมาครั้งนั้นลวงเจ้าเมืองกรมการรายทางว่ามีศุภอักษรขึ้นไปกรุงเทพฯ โปรดฯให้เจ้าอนุวงศ์เกณฑ์กองทัพเมืองเวียงจันทน์ยกลงมาช่วยต่อสู่ข้าศึก เจ้าเมืองกรมการรายทางทางไม่รู้เท่าเห็นอนุวงศ์เป็นคนโปรดปรานมาแต่ก่อนก็ยอมให้กองทัพเวียงจันทน์ยกผ่านเมืองมาและจ่ายเสบียงอาหารให้ จนถึงเมืองนครราชสีมาเผอิญเวลานั้นพระยานครรราชสีมากับพระยาปลัดไปราชการอยู่ทางเมืองขุขันธ์ มีแต่กรมการรักษาเมือง เจ้าอนุวงศ์ก็เข้ายึดเมืองนครราชสีมาแล้วให้เจ้าราชวงศ์ยกกองทัพหน้ามากวาดต้อนผู้คนที่เมืองสระบุรี

ฝ่ายกรุงเทพฯ รู้ว่าเป็นกบฏต่อเมื่อเจ้าอนุวงศ์ได้เมืองนครราชสีมาแล้ว ก็รีบเร่งกะเกณฑ์กองทัพในทันที และในขณะที่กำลังเกณฑ์กองทัพนั้นได้ข่าวซ้ำลงมาว่า ข้าศึกเข้ามาถึงเมืองสระบุรี ทางอีก 3 วันจะถึงกรุงเทพฯ ไม่ทราบว่าข้าศึกจะมีกำลังลงมามากน้อยเท่าใด ก็ต้องตะเตรียมป้องกันพระนครให้ตั้งค่ายวางรี้พลตั้งแต่ ทุ่งสามแสน รายตลอดมาจนถึงทุ่งหัวลำโพง พอเกณฑ์กองทัพพร้อมทัพหนึ่งก็โปรดฯให้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ รีบยกขึ้นไปเมืองสระบุรี เมื่อ ณ วันเสาร์ เดือน 4 แรม 6 ค่ำปี จอ พ.ศ. 2369 แต่เจ้าอนุวงศ์หาอยู่ต่อสู้ไม่

พอรู้ว่ากองทัพกรุงเทพฯยกขึ้นไปถึงท่าเรือพระพุทธบาท ก็รีบถอยหนีกลับไปเมืองนครราชสีมา กรมพระราชวังบวรฯจึงเสด็จไปตั้งรักษาเมืองสระบุรีรอกำลังที่จะยกเป็นกองทัพใหญ่ขึ้นไปตีเมืองเวียงจันทน์อยู่ ณ ที่นั่น

บทบาท ‘คุณหญิงโม’ |

ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ เมื่อตั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมา ให้กวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองนครราชสีมามาส่งขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์ ครั้งนั้นเผอิญคุณหญิงโม ภรรยาของพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาถูกกวาดต้อนไปด้วย คุณหญิงมีสติปัญญาสามารถคิดกลอุบาย วิงวอนผ่อนผันให้ควบคุมไปช้าๆ พอพวกครัวที่ถูกกวาดต้อนอื่นๆ ไปทันกันที่ทุ่งสัมฤทธิ์ พอเห็นว่ามีกำลังมากกว่าพวกที่ควบคุมก็ช่วยกันทั้งชายและหญิงเข้าแย่งศัตราวุธของข้าศึก ต่อสู้ฆ่าฟันพวกชาวเมืองเวียงจันทน์ที่ควบคุมล้มตายแตกพ่ายไป แล้วพวกครัวก็ช่วยกันตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ราษฎรชาวเมืองที่เที่ยวซุ่มซ่อนพลัดพรากอยู่นั้น ครั้นรู้พวกชาวเมืองนครราชสีมารวบรวมกำลังกันได้ ก็รีบพากันมาเข้ากับพวกครัวที่ทุ่งสัมฤทธิ์อีกเป็นอันมาก พระยาปลัดสามีคุณหญิงโม ก็ตามไปทัน ณ ที่นั่น ครั้นเจ้าอนุวงศ์ให้กองทัพยกออกไปปราบ พระยาปลัดและคุณหญิงโมก็ให้พวกครับช่วยกันตีแตกกลับมาอีก เจ้าอนุวงศ์ปราบปรามครัวชาวเมืองนครราชสีมาไม่ได้สมคิด พอได้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพฯยกขึ้นไป ก็รีบเลิกทัพกลับไปเมืองเวียงจันทน์ ให้เจ้าราชวงศ์ไปยึดเมืองหล่ม (หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์) และให้เจ้าสุทธิสารไปยึดเมืองภูเขียว (จ.ชัยภูมิ) ตั้งรักษาด่านทางทั้งปวง เตรียมต่อสู้กองทัพกรุงเทพฯที่จะยกขึ้นไป

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

การที่พวกครัวชาวเมืองนครราชสีมา ต่อสู้ชนะข้าศึกครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำ เหน็จตั้งคุณหญิงโมเป็น ท้าวสุรนารี แต่พระยาปลัดนั้น ถึงรัชกาลที่ 4 จึงทรงตั้งเป็นเจ้าพระยามหิศราธิบดี ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

รัชการที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงตระหนักในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถึงความแกร่งกล้าสามารถของคุณหญิงโมผู้กล้าหาญ รักชาติยิ่งชีพ ทำการกอบกู้เมืองนครราชสีมาให้พ้นจากอำนาจของเจ้าอนุวงศ์ เจ้าอนุวงศ์แพ้คุณหญิงโมต้องถอยทัพกลับไปเมืองเวียงจันทน์ ข้าศึกไม่รุกลามไปถึงกรุงเทพมหานคร เป็นความชอบในราชการแผ่นดินอย่างยิ่งใหญ่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาคุณหญิงโมให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น ‘ท้าวสุรนารี’ พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศทองคำเป็นเครื่องหมายความดีให้เป็นเกียรติสืบไป วันพระราชทานฐานันดรศักดิ์ให้แก่ท้าวสุรนารีนั้น ประวัติทางกรมศิลปากรเขียนไว้ว่า คงจะเป็นวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2370 เพราะวันนี้ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ ซึ่งทรงยกกองทัพมาช่วยรบครั้งนี้ได้กลับถึงกรุงเทพฯ และได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลข้อราชการศึกและกราบทูลถึงความกล้าหาญของแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ตลอดทั้งท่านผู้หญิงโม ดังนี้

ส่วนพระยาปลัดสวามีท่านท้าวสุรนารี ถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานฐานันดรศักดิ์เป็น ‘เจ้าพระยามหิศราธิบดี’ ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา สนองพระเดชพระคุณต่อไป

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เครื่องยศทองคำที่ท่านท้าวสุรนารีได้รับพระราชทานนั้น มีดังนี้ ถาดทองคำใส่เครื่องเซี่ยนหมาก 1 จอกหมากทองคำ 1 คู่ ตลับทองคำ 1 ใบเถา เต้าปูนทองคำ 1 คนโททองคำ 1 ขันน้ำทองคำ 1 และกระโถนทองคำ 1

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คุณงามความดี ‘ท่านท้าวสุรนารี’ เป็นที่ประจักษ์ |

อนึ่ง ประวัติศาสตร์ตอน กบฏเวียงจันทน์ ปี พ.ศ.2369 อาจารย์ถาวร สุบงกช กรุณาย่อเรื่องให้กะทัดรัดขึ้นและ พระอาจารย์ธงชัย ชยธโช แห่งวัดสุทธจินดา กรุณามอบเรื่องให้ผู้เขียนนำมาตีพิมพ์ต่อ จึงใคร่ขอขอบคุณทั้ง 2 ท่านมา ณ ที่นี้

หลังจากเหตุการณ์ปราบปรามกบฏเวียงจันทน์ พ.ศ. 2369 และเกิดวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์แขวงเมืองพิมาย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2369 แล้ว ท้าวสุรนารีกับเจ้าพระยามหิศราธิบดี มีนิวาสถานอยู่ ณ หมู่บ้านตรงข้ามกับวัดพระนารายณ์มหาราช ไปทางทิศใต้ (ใกล้บริเวณที่ตั้งตลาดเทศบาล 2 ในปัจจุบัน) ท่านทั้งสองได้บำเพ็ญกุศลวัดขึ้นแห่งหนึ่งที่ริมฝั่งขวาของลำน้ำลำตะคอง ชื่อว่า วัดศาลาลอย ต่อมาท้าวสุรนารีถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเดือน 5 ปีชวด พ.ศ. 2395 มีอายุได้ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสามีได้จัดการฌาปนกิจศพที่วัดศาลาลอย และก่อเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ ที่วัดนั้นเป็นที่บวงสรวงสืบมา

ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 พลตรีพระยาสิงหเสนี (สะอาด สิงหเสนี) ขณะเมื่อยังมียศบรรดาศักดิ์เป็น พ.อ.พระยาประสิทธิ์ศัลการข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการ มณฑลนครราชสีมา ท่านคงได้ทราบอย่างตระหนักใจถึงสติปัญญา ความแกร่งกล้าสามารถอย่างอาจหาญในการรบที่ทุ่งสัมฤทธิ์ และเกียรติคุณอันสูงเด่นของท่านท้าวสุรนารีอย่างถ่องแท้ และเห็นเป็นเยี่ยงอย่างอันดีสำหรับปวงชนต่อไปภายหน้าควรจะรู้และดูเอาเป็นเยี่ยงอย่างไว้ประกอบกรณียกิจ สำหรับตนและประเทศชาติให้เป็นผลดีสืบไปท่านจึงสละทุนทรัพย์ส่วนตัวของท่านสร้างกู่รูปสี่เหลี่ยมสี่คูหา มียอดอย่างยอดเจดีย์ขึ้นที่มุมวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) พร้อมทั้งทำสีมาศิลาจารึกปักอยู่กลางคูหา แล้วเชิญโกศบรรจุอัฐิท่านท้าวสุรนารี มาประดิษฐานไว้ภายในใต้แผ่นศิลาจารึก แล้วทำบุญเลี้ยงพระและมีมหรสพฉลอง ทั้งนี้เพราะวัดศาลาลอยในขณะนี้ได้ร้างลงไม่มีพระภิกษุอยู่

กู่ที่สร้างขึ้นนี้อยู่ใกล้กับถนนสี่แยก คือมีถนนอัษฎางค์และถนนสุรนารีมาบรรจบกันและมีถนนประจักษ์ไปตัดที่ตรงมุมวัดพอดี ทั้งนี้เพื่อให้ปวงชนได้เห็นถนัดอยู่ใกล้ทาง จะได้เตือนตาเตือนใจแก่ผู้ที่สัญจรไปมาว่า นีล่ะอนุสาวรีย์วีรชนผู้ที่ได้ทำคุณงามความดีเด่นให้แก่ชาติบ้านเมืองอันเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งในกาลที่แล้วมามาก และจะได้ไม่มีวันเลือนลบหายไปจากโลกนี้ตราบเท่าฟ้าดินจะสลาย ไว้ให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่างทางที่ดี ซึ่งจะสถิตสถาพรเชิดชูเกียรติคุณท่านท้าวสุรนารีวีรสตรีไปชั่วกาลนาน ดังนี้

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

คำจารึกด้านตะวันตกมี 5 บรรทัด
อนุสาวรีย์
ท่านท้าวสุรนารี (โม)
อายุ 81 ปี
ถึงแก่กรรมเดือนห้า ปีชวด จัตวาศก
จุลศักราช 1214

คำจารึกด้านตะวันออกมี 7 บรรทัด
ท่านพระยาประสิทธิศัลการ
ข้าหลวงเทศาภิบาล
สำเร็จราชการมณฑลนครราชสีห์มา
องค์มนตรี รัฐมนตรี ฯลฯ
ได้ออกทุนทรัพย์สร้าง
สำเร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 32
ปี ร.ศ. 118

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ทั้งนี้ เมื่อ ปี พ.ศ.2476 พระเทวาภินิมมิต ศิลปินเอกแห่งยุคนั้นได้นำโขนหลวงจีนขึ้นไปแสดงที่นครราชสีมาเป็นครั้งแรก ในงานเผาศพทหารผู้เสียชีวิตไปในคราวกบฏพระองค์เจ้าบวรเดช อีกทั้งยังได้ร่วมกับพระยากำธรพายัพทิศ ข้าหลวงประจำจังหวัดนครราชสีมา และพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมลฑลทหารบนที่ 3 จัดงานสมโภชศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดนครราชสีมา อย่างมโหฬารอีกด้วย

ครั้งนั้น พระเทวาภินิมมิตได้ร่วมมือช่วยกันสืบค้นอัฐธาตุท้าวสุรนารีได้ทราบว่า กู่ที่ประดิษฐานอัฐิธาตุท้าวสุรนารีชำรุดทรุดโทรมมาก จึงดำริย้ายมาไว้ที่อนุสาวรีย์บริเวณประตูชุมพล ตรงกลางใจเมือง

ดังนั้น พ.อ.พระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 เป็นหัวหน้า พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ข้าหลวงประจำจังหวัดนครราชสีมา กับพ่อบ้านแม่เรือนต่างเห็นพ่องต้องกันว่า กู่ที่ประดิษฐ์อัฐิธาตุของท่านท้าวสุรนารี ซึ่งพล.ต.พระยาสิงหเสนี สร้างไว้ที่วัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ดังกล่าวมาข้างบนนั้น ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก จะบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นพื้นที่ก็คับแคบไม่กว้างขวาง และไม่สง่างามพอที่ปวงชนจะไปทำการเคารพสักการะให้เกียรติได้ ยิ่งมีมหรสพขึ้นอีกแล้วก็ขัดข้องมาก เหตุนี้ พ.อ.พระเริงรุกปัจจามิตร พร้อมด้วยข้าราชการทหาร พลเรือน ตำรวจพ่อค้าตลาดชาวนครราชสีมา ได้ปรึกษาเห็นพร้อมใจกันจัดการย้ายไปสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมาใหม่ ที่ประตูชุมพลดังที่เป็นอยู่บัดนี้ อันเป็นสถานที่ที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และสง่างามสมเกียรติท่านวีรสตรี เพราะวีรชนเช่นนี้นับตั้งร้อยๆ ปีจะมีสักคนหนึ่งก็แสนยากที่จะมีขึ้นได้ เมื่อสร้างอนุสาวรีย์ที่ประตูชุมพลเสร็จแล้ว ก็จัดการตกแต่งสถานที่ประดับประดาด้วยธงทิวและโคมไฟขึ้นอย่างมากมาย และทำอย่างวิจิตรที่อนุสาวรีย์ ตลอดจนปรำและจัดอาสนสงฆ์ และตั้งโต๊ะหมู่พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชาขึ้นพร้อมเสร็จ นอกจากอนุสาวรีย์ที่ประตูชุมพลแล้วก็ได้จัดการตกแต่งที่กู่ ณ วัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ปลูกศาลบวงสรวงเทพยดาอารักษ์และที่สักการะดวงวิญญาณผู้กล้าหาญขึ้นพร้อมสรรพ และนิมนต์พระสงค์มาเจริญพระพุทธมนต์เย็นทั้งสองแห่งพร้อมในวันที่ 15 มกราคม 2477

ในตอนเช้าวันที่ 16 มกราคม 2477 เมื่อเสร็จพิธีการต่างๆ ตลอดจนพราหมณ์ได้บวงสรวงเทพยดาอารักษ์และดวงวิญญาณท่านผู้กล้าหาญ พร้อมทั้งขอประทานอภัยทุกสถานในการแปลเปลี่ยนเคลื่อนย้าย หากจะมีการบกพร่องประการใดต้องขออภัยทุกอย่าง ครั้นแล้วพราหมณ์กล่าวโองการเชื้อเชิญดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมทั้งอัฐิธาตุของท่านท้าวสุรนารีวีรสตรีขึ้นประดิษฐานเหนือเครื่องรองรับ ซึ่งจัดและตกแต่งอย่างประณีตบรรจงเป็นพิเศษเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งวิจิตรตระการตาอย่างงดงาม

กองเกียรติยศทหารและลูกเสืออย่างละ 1 กองร้อยกระทำการเคารพแตรเดียวเป่าเพลงคำนับ 1 จบ กระบวนแห่ก็เคลื่อนจากบริเวณกู่ไปตามถนนประจักษ์ ผ่านศาลเจ้าเมืองหลักแล้วเลี้ยวไปตามถนนจอมพล แตรเดี่ยวเป่าเพลงเดิน ทั้งสองข้างถนนมีอาณาประชาชนมาชมขบวนอย่างเนืองแน่นตลอดไป เมื่อขบวนแห่ไปถึงอนุสาวรีย์ที่ประตูชุมพลแล้วหยุดที่หน้าอนุสาวรีย์ เจ้าหน้าที่กล่าวคำเชื้อเชิญดวงวิญญาณและเชิญอัฐิท่านเท้าสุรนารี ขึ้นประดิษฐานยังไพที่อนุสาวรีย์พร้อมทั้งแผ่นศิลาจารึก ตอนที่บริเวณอนุสาวรีย์นอกจากข้าราชการทหาร พลเรือนตำรวจ และมีพ่อค้าคหบดี ทั้งนักเรียนหญิงชาย และอาณาประชาชนมาในงานนี้อย่างแออัด เมื่อเชิญดวงวิญญาณและอัฐินี้ประดิษฐาน แถวทหารตำรวจและนักเรียนกรกะทำการเคารพพร้อมกับกองเกียรติยศ แตรเดี่ยวเป่าเพลงคำนับ 1 จบ เสร็จแล้วถวายอาหารบิณฑบาตเลี้ยงพระสงฆ์ 81 รูป (จำนวนเท่าชนมายุของท่านเท้าสุรนารี) มีพระโพธิวงศาจารย์(มหาสังข์ทอง พันธุเพ็ง นาควโร) เป็นประธานฝ่ายคณะสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว เวลา 09.00 น. ได้เริ่มกระทำพิธีไปตามลำดับการณ์ ดังนี้

พระยากำธรพายัพทิศ ข้าหลวงประจำจังหวัดนคราชสีมา จุดธูปเทียนโต๊ะหมู่บูชาสักการะอนุสาวรีย์แล้ว พราหมณ์กล่าวคำเชื้อเชิญชุมนุมเทวดา ขบวนแถวต่างๆ ตลอดกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในท่าตรง อาณาประชาราษฎรต่างยืนเต็มไปหมด ข้าหลวงประจำจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเปิดอนุสาวรีย์มีใจความสำคัญว่า

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“การส่งเสริมคุณงามความดีแด่ท่านเท้าสุรนารีที่แล้วมา ยังไม่สมที่ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติด้วยความกล้าหายอย่างยิ่ง ทำการรบได้ชัยชนะแก่ข้าศึกด้วยความคิดอย่างสุขุมคัมภีรภาพมีคุณงามความดีอย่างรุ่งโรจน์และดีเด่นไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน จึงสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้นมาใหม่ให้สมเกียรติของท่านจะได้เป็นมิ่งเมืองต่อไปชั่วกาลนาน”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เมื่อกล่าวพรรณนาเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนอวสานจบลงแล้ว ท่านข้าหลวงประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้ตัดแพรแถบปล่อยเงื่อนคลุมองค์อนุสาวรีย์ แล้วผ้าคลุมก็ค่อยๆ เปลื้องออกเห็นรูปท่านท้าวสุรนารีอยู่ในเครื่องยศมือขวากุมดาบยืนตระหง่านอยู่เหนือไพที่อย่างสง่าผ่าเผย ขณะผ้าคลุมเริ่มคลี่กองเกียติยศและแถวขบวนต่างๆ กระทำการเคารพแตรเดี่ยวเป่าเพลงคำนับ พิณพาทและแตรวงบรรเลง เพลงมหาชัย และทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างเปล่งเสียงร้องไชโยดั่งสนั่นหวั่นไหวและพราหมณ์อ่านโองการคาถาแล้วเบิกบายศรีเบิกแว่นจุดเทียนชัยแล้วเวียนเทียนสมโภชฉลองอนุสาวรีย์ เมื่อเวียนรอบอนุสาวรีย์ครบสามรอบแล้วพราหมณ์ดับเทียนชัยโหมควันสักการะองค์อนุสาวรีย์แล้วท่านข้าหลวงประจำจังหวัดนคราชสีมาเจิมอนุสาวรีย์ด้วยแป้งหอมพุทธมนต์ 3 จุดที่แผ่นทองรองรับอนุสาวรีย์

เมื่อพราหมณ์ดับเทียนชัยโหมควันสักการะองค์อนุสาวรีย์นั้น พระสงฆ์ 81 รูปสวดชัยมงคลคาถาชะยันโต จนเสร็จการเจิมจึงหยุด แล้วข้าราชการทหารพลเรือนตำรวจตลอดนายสิบและพลทหารตำรวจนักเรียนหญิงชายโรงเรียนต่างๆ ทั้งพ่อค้าคหบดีและประชาชน ต่างน้ำดอกไม้ธูปเทียนจุดแล้วนำมาน้อมเคารพสักการะแด่ดวงวิญญาณอันกล้าหาญ พร้อมด้วยระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านท้าวสุรนารี วีรสตรีที่ท่านได้บำเพ็ญเกิดประโยชน์อันใหญ่ยิ่งให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองแต่โบราณกาลโน้น ท่านเป็นผู้มีเกียรติคุณอย่างรุ่งโรจน์ควรได้รับความเคารพสักการะตลอดไปโดยทั่วกัน ทั้งนี้ แสดงให้ประะจักษ์แก่สายตาชาวโลก และเทพยดาอารักษ์ทั้งอินทร์พรหม ยมโลกทั้งหลายว่า ชาวเรามิได้ลืมพระคุณของท่านเลย

ต่อไปได้จัดให้มีมหรสพฉลองทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ถึงวันที่ 21 มกราคม 2477 รวมห้าวันห้าคืน มีโขน ละคร เพลง ลิเก มวย หมอลำ เขมร เจียง งิ้วและอื่นๆ แสดงอย่างครึกครื้น เป็นงานอันมโหฬารยิ่ง ซึ่งไม่เคยมีปรากฎแต่ก่อนเลย เวลากลางคืนที่องค์อนุสาวรีย์และประตูเมืองสว่างไสวด้วยไฟฟ้าอย่างรุ่งโรจน์ มีแสงสว่างอย่างบรรเจิดจ้าเกือบๆ จะเป็นกลางวันตลอดงาน และที่สนามวงกลมของอนุสาวรีย์เวลากลางคืนนอกจากรุ่งโรจน์ไปด้วยไฟฟ้าประดับแล้ว ยังมีดอกไม้พุ่มดอกไม้กระถางประดับปักรายรอบอนุสาวรีย์ ซึ่งท่านผู้เป็นประธานของงานไปจุดสักการะท่านเท้าสุรนารีเวลาราว 20.00 นาฬิกาทุกคืนตลอดงาน นอกจากนั้นยังมีพลุ ตะไลจุดสักการะเฉลิมฉลองเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทั้งห้าคืน อาณาประชาชนมาชมงานอย่างเนืองแน่นตลอดงานกิจการทั้งหลายเป็นไปอย่างตื่นตาตื่นใจต่องานอันมีเกียรติอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นงานใหม่พึงแรกมีในเมืองไทย สำหรับบุคคลสามัญที่ได้ทำคุณงามความดีเด่น ได้รับความยกย่องสมเกียรติอย่างสูงสุดในครั้งนี้ อนุสาวรีย์จึงเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมืองทั้งเป็นมิ่งขวัญที่รวมจิตใจของมวลชนตั้งแต่บัดนั้นมา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในปัจจุบันนี้วันที่ 23 เดือนมีนาคม ถึงวันที่ 2 เมษายน ของทุกปี จะมีงานฉลองกันสนุกสนานใหญ่ยิ่งมโหฬารที่สุดในเมืองโคราชทีเดียว ณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหน้าประตูชุมพล

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อัฐิคุณย่า |

อนึ่ง อัฐิธาตุท่านเท้าสุรนารี ซึ่งพล.ต.พระยาสิงหเสนี จัดประดิษฐานไว้ที่กู่นั้น อัฐิบรรจุอยู่ในโกศโถลายเบญจรงค์มีเชิง และมีชั้นกระดาษ (กระดาษฟุลสแก็ป) เขียนหนังสือด้วยเส้นหมึกว่า อัฐิท้าวสุรนารี ม้วนอย่างมวลใบตองมวนบุหรี่รวมอยู่กับอัฐิ (กระดาษและเส้นหมึกกลายเป็นสีน้ำตาลไปเพราะอยู่ในโกศนั้นมานาน) มีแผ่นหินสี่เหลี่ยมชัดอย่างเรียบปิดปากโถไว้อย่างสนิท ประดิษฐานอยู่ใต้แผ่นศิลาจารึก ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าท่านผู้สร้างนี้ได้กระทำไปด้วยความคารวะอย่างสูงและเรียบร้อยดีมาก และแสดงให้เห็นชัดอีกว่า ท่าน พล.ต.พระยาสิงหเสนี แลเห็นการข้างหน้าไปได้ไกลมาก ทำให้การสร้างอนุสาวรีย์ที่ประตูชุมพลสะดวกขึ้นอย่างมากมาย ทุกคนที่รู้เห็นดังจารนัยมานี้ย่อมจะรู้สึกและขอบพระคุณ ท่าน พล.ต.พระยาสิงหเสนี อีกสถานหนึ่งด้วย

รูปท้าวสุรนารีที่ประดิษฐานอยู่ ณ ประตูชุมพลบัดนี้ ที่ประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาได้ลงมติขอให้ทางกรมศิลปากรหล่อด้วยทองแดงรมดำ ตามตัวอย่างที่ข้าราชการทหารพลเรือนตำรวจพ่อค้าคหบดีและชาวนครราชสีมาได้ประชุมปรึกษากำหนดแบบตัวอย่างให้ ซึ่งที่ประชุมให้พิจารณากันอย่างถี่ละเอียดถี่ถ้วนทุกแง่ทุกมุมหลายหนหลายครั้ง ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา กำหนดรูปขึ้นเป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงแล้ว เมื่อหัวปีที่แรกรูปที่กำหนดขึ้นมากมายหลายสิบชนิด ทุกครั้งที่ประชุมพิจารณาทีไรแก้ไขกันไปด้วยเหตุผล ผลที่สุดลงมติเป็นเอกฉันท์คือรูปที่ประดิษฐานอยู่บัดนี้ทางกรมศิลปากรจัดการหล่อให้ได้ตามแบบ จึงเป็นที่สบสมใจท่านข้าราชการและชาวนครราชสีมาเป็นอย่างยิ่ง ต่างพากันมีความปิติยินดีและขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเป็นอย่างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ท่านอธิบดีกรมศิลปากร นายเฟโรคี และพระเทวาภินิมมติ

ขนาดของรูปทรงสูง 1.85 เมตร หล่อด้วยทองแดงหนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่เหนือไพที่สี่เหลี่ยมซึ่งสูง 2.50 เมตร รวมความสูงของอนุสาวรีย์นี้ 4.35 เมตร มีพื้นฐานอัฒจันทร์สามชั้นซ้อนรองรับไพที่ พร้อมทางเข้าแสดงความเคารพสักการะทั้งสี่ทิศลาดด้วยซีเมนต์ อนุสาวรีย์อยู่กึ่งกลางสนามครึ่งวงกลม ซึ่งก่อด้วยคอนกรีตรูปนูนกลางคล้ายรูปกระทะคว่ำ อยู่ห่างจากประตูชุมพลไปทางทิศตะวันตก นับจากประตูไปถึงขอบสนามด้านตะวันตกออกระยะ 13 เมตร ปลูกหญ้าปลูกต้นไม้ประดับไว้อย่างสวยงาม กลางคืนมีไฟสว่างไสว

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

รูปท้าวสุรนารีตัดผมทรงดอกกระทุ่มถอนไรอย่างที่เป็นอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่งกายด้วยเครื่องยศที่ได้รับพระราชทาน ผ้านุ่งผ้ากรองทองมีลายเชิง เสื้อกรองทอง ผ้าห่ม (สะพัก) สไบกรองทอง ยืนอยู่เหนือไพที่ นุ่งจีบคาดเข็มขัด สไบห่มเฉียงซ้าย สวมตุ้มหู้ สวมตะกรุดพิสมรมงคล 3 สายทับสไบ นิ้วก้อยนิ้วนางทั้งสองมือสวมแหวนนิ้วละวง มือขวากุมดาบ ด้ามดาบจำหลักลาย สอดอยู่ในฝัก จำหลักสายปลายจรดพื้น มือซ้ายเท้าสะเอวหันหน้าเฉียงซ้ายนิดหน่อย ก้มหน้าหน่อยๆ อยู่ในท่าอันผึ่งผายสง่างาม วางอารมณ์เยือกเย็นอย่างลึกซึ้ง เข้มแข็งราวกับเหล็ก เพียบพร้อมไปด้วยเกียรติกันสูงส่ง ภาคภูมิไปด้วยอิทธิศักดิ์เต็มที่

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หันหน้าไปทางทิศตะวันตกแสดงคาระใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระมหากษัริย์ ณ ราชธานี มีซุ้มประตูหินและกำแพงแห่งนครโบราณเป็นฉากหลัง ออกตอนรับมหาชนเถลิงความมีชัยชนะแก่ข้าศึกที่ทุ่งสัมฤทธิ์ในวาระมงคลสมัยงานฉลองสมโภชแสดงเกียรติอันรุ่งโรจน์ซึ่งจะไม่มีเลือนลับดับสูญจะยืนยงคงอยู่เป็นสิริมงคลแก่ชาติบ้านเมืองไปชั่วนิรันดร

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่กล่าวตั้งแต่ต้นจนถึงนี้ สรุปลงเป็นรูปคล้ายคำจารึกเขียนถึง 14 บรรทัดดังนี้คือ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ท้าวสุรนารี (ท่านผู้หญิงโม) วีรสตรี
ทำศึกอย่างเฉลียวฉลาด และองอาจกล้าหาญ
รบกับข้าศึกอย่างใจเด็ดถึงตะลุมบอน
ให้ชัยชนะแกข้าศึกที่ทุ่มสัมฤทธิ์ด้วยความคิดของตนเอง
มีคุณแก่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยิ่ง
ได้รับความชอบอย่างใหญ่หลวง
มีเกียรติยศและเกียรติคุณอย่างรุ่งเรือง
เป็นที่สรรเสริญของนักปราชญ์ราชบัณฑิตและทหารหาญอยู่เสมอ
ท่านเป็นบุคคลสามัญในสมัยโน้น
ซึ่ง ณ บัดนี้ได้มีอนุสาวรีย์ขึ้นเป็นคนแรกในเมืองไทยอย่างสง่างาม
ประดิษฐานอยู่หน้าประตูชุมพลทางด้านตะวันตกเมืองนครราชสีมา
เป็นที่เคารพสักการะระลึกของมหาชนทั่วไป
และเป็นมิ่งขวัญอันสูงส่ง
ซึ่งชนทั้งหลายทั้งหญิงทั้งชายนำมาซึ่งเป็นตัวอย่างไปชั่วนิรันดร์

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ประวัติย่อจารึกตัวลึกลงในแผ่นทองรมดำ ติดอยู่ ณ ไพที่ด้านตะวันตกด้วยอักษรไทย 21 บรรทัด ดังมีข้อความต่อไปนี้ คือ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ประวัติย่อ
พุทธศักราช ๒๓๖๙
เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เป็นกบฏ
ต่อกรุงเทพมหานคร
ยกกองทัพเข้ายึดเมืองนครราชสีมาได้
แล้วกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองนครราชสีมา
ไปถึงทุ่งสัมฤทธิ์ ท่านผู้หญิงโมรวบรวมกำลัง
ชายหญิงเข้าต่อสู้อย่างตะลุมบอน
กองทหารเวียงจันทน์แตกพินาศ เจ้าอนุวงศ์
ถอยกลับ ในที่สุดกองทัพไทย
ยกไปตามจับตัวเจ้าอนุวงศ์ได้
ท่านผู้หญิงโมผู้กล้าหาญได้นามเป็น
วีรสตรี กอบกู้อิสรภาพนคราชสีมา
ไว้ได้ด้วยความสามารถ มีคุณต่อ
ประเทศชาติอย่างยิ่ง พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา
ท่านผู้หญิงโมเป็น ‘ท้าวสุรนารี’
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาปลัดเมืองนครราชสีมา
(ทองคำ) ผู้เป็นสวามีท่านเท้าสุรนารีเป็น ‘เจ้าพระยามหิศราธิบดี’
ปรากฏในพงศาวดารมาจนทุกวันนี้

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

บรรดาชนทั้งหลายทั้งหญิงชาย ที่บุคคลทั้งหลายจะยินยอมนอบน้อมยกย่องผู้ใดเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรีนั้น ผู้ถูกยกย่องต้องได้บำเพ็ญกรณียกิจด้วยความองอาจกล้าหาญ ยอมเสียสละทุกอย่างแม้ชีวิต แล้วบังเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่ยิ่ง มีคุณงามความดีเด่นกว่าผู้อื่น ชนะประวัติการณ์ในกรณีนั้นๆ อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ดังนั้น ในพงศาวดารและประวัติศาสตร์ที่ล่วงมาแล้วนับตั้งหลายร้อยปี จึงปรากฏมีวีรชนสักคนหนึ่งก็ทั้งยาก ยิ่งสตรีแล้วยิ่งยากแสนยาก เพราะโอกาสสนับสนุนมีอยู่น้อยนัก ยิ่งในการรบพุ่งชิงชัยด้วยแล้วน้อยนักหนาที่จะมีโอกาสอย่างชาย และเมื่อมีจะต้องเป็นผู้เฉลียวฉลาดสามารถอาจหาญจึงจะฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ซึ่งไม่ใช่เป็นของง่ายนัก สมองต้องไวและรอบคอบคะเนการณ์ล่วงหน้าได้ไกลอย่างถูกต้อง และมีไหวมีพริบเต็มตัวอยู่เสมอ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น อุทิศร่างกายและจิตใจให้แก่ชาติบ้านเมืองทั้งหมด ดังนั้น การที่ชาวเรามีอนุสาวรีย์ท่านยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูเมืองอย่างสง่างามนั้น ย่อมเป็นที่เชิดชูเกียรติแก่ชาติไทยเรามากและเป็นตัวอย่างอันดีไปชั่วกาลนาน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

กล่าวคือเจ้าอนุวงศ์ยกทหารมาตีบ้านเมืองทำให้ผู้คนระส่ำระสายเดือดร้อนกันทั่วไปทั้งกลางวันกลางคืนไปทุกหย่อมหญ้า อดตาหลับขับตานอน อดอยากยากแค้นสารพัด คุณหญิงโมท่านคิดและทำการรบกับกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ไปตามลำพังของท่านเอง ไม่มีใครบอกไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครบังคับอย่างใด การคิดและการทำของท่านก็ยากแค้นแสนเข็ญจริงๆ เพราะตกเป็นเชลยเข้าทั้งเมือง ต้องอยู่ในการควบคุมระหว่างเดินทางไปอย่างเข้มงวดกันทุกฝีก้าวทั้งกลางวันและกลางคืน ขาดอิสระทุกสิ่งทุกอย่าง ซ้ำมีดพร้าจอบเสียมถูกทหารเวียงจันทร์เข้าค้นแล้วเก็บริบเอาไป ทั้งหมดยังสามารถทำการรบชนะกองทัพเจ้าอนุวงศ์ซึ่งมีกำลังอย่างมหาศาล ซึ่งเจ้าอนุวงศ์กะว่า มีมากพอที่จะโจมตีทำลายล้างยึดเอากรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นจะยกมาทำไม ทั้งหมดได้มาถูกท่านเท้าสุรนารี วีรสตรีชาวโคราชรบเอาชัยชนะดังกล่าวมาแล้วนั้นจึงเห็นเป็นการประหลาดและพิศวง ปรากฏการณ์ทั้งหลายตั้งแต่ต้นจนอวสานที่ท่านปฏิบัติไปแล้วนั้น ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อนเลย ท่านจึงเป็นวีรสตรีสมเอกภาพอย่างสมบูรณ์และพึ่งทราบโดยตระหนักใจเถิดว่าอนุสาวรีย์นั้น ไม่ใช่อนุสาวรีย์รุกราญเที่ยวตีบ้านแย่งเมืองของใครๆ เป็นอนุสาวรียืนรักความสงบสุข มีสันติอย่างแท้จริง ข้าศึกมารุกราน ท่านรบ รบเอาจนได้ชัยชนะ ทั้งตัวท่านเต็มไปด้วยเลือดรักชาติยิ่งกว่าชีวิต จึงเป็นอนุสาวรีย์ที่สูงศักดิ์มีเกียรติอย่างรุ่งโรจน์ จักสถิตสถาพรเชิดชูเฉลิมชาติบ้านเมืองไปชั่วนิรันดร

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••


Source : คัดลอกเนื้อหาบางส่วนในหนังสือ “แผ่นดินย่า … ร่มเย็น” โดย วิชัย ไตรตระกูลสินธุ์ // หนังสือ “บันทึกเจ็ดสิบปีที่โคราช โดยเทศบาลนครนครราชสีมา // จดหมายเหตุ เรื่องมณฑลนครราชสีมา พ.ศ.2467 // จดหมายเหตุนครราชสีมา พ.ศ.2497 // จดหมายเหตุนครราชสีมา พ.ศ.2528

Re-Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Comments

Powered by Facebook Comments