1 Min. read

ปักธงชัย … คือชื่อของอำเภอหนึ่งในโคราชซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตนมาช้านานจนเป็นที่เลื่องลือ ว่ากันว่าในสมัยโบราณ ปักธงชัยเป็นเมืองโบราณตั้งแต่ขอมเรืองอำนาจ โดยข้อสันนิษฐานนี้ได้มาจากหลักฐานอันเกี่ยวเนื่องกับซากปรักหักพังของปรางค์หรือเทวาลัยหลายแห่งที่เป็นศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่ขอมนิยมสร้างตามเมืองต่างๆ ที่ตนปกครองอยู่ ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามความสำคัญของแต่ละเมือง เช่น ปรางค์นาแค ปราสาทสระหิน ปรางค์บ้านปรางค์ ปรางค์กู่เกษม

เนื่องจากเป็นเมืองโบราณ ปักธงชัยจึงมีวัดวาอารามเขตพัทธสีมามากมายกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ หลายวัดมีประวัติอันยาวนานหลายร้อยปี พร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างและศิลปกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งอันประเมินค่ามิได้ วันนี้เราจึงจะขอพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ 9 วัดสำคัญในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หากมีโอกาส ก็ขอเรียนเชิญมาเที่ยวชม ไหว้พระสักการะธรรมศักดิ์สิทธิ์กันนะคะ  ขอบอกว่าแต่ละวัดมีอัตลักษณ์ที่น่าสนใจมากมาย ที่สำคัญคือเป็นเครื่องแสดงถึงความจริงที่ว่า โคราชบ้านเอ็งประกอบไปด้วยกลุ่มชนหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่มาอยู่อาศัยร่วมกันบนแผ่นดินนี้อย่างปกติสุข พร้อมทั้งมีการผสมผสานคติความเชื่อและรากเหง้าดั้งเดิมของตน วัดวาอารามทั้ง 9 แห่งนี้จึงมีความแตกต่างอันสวยงามไม่เหมือนแห่งอื่นในโลก (ซะทีเดียว)

 

วัดหน้าพระธาตุ (วัดตะคุ)

ตั้งอยู่ที่บ้านตะคุ ตำบลตะคุ เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่ชุมชนบ้านตะคุมาช้านานสันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งยังหลงเหลือหลักฐานปรากฏผ่านสถาปัตยกรรมของอุโบสถหลังเก่าที่คงสภาพได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยภายในมีภาพเขียนสีที่วิจิตรงดงามให้ได้ชม ถัดจากอุโบสถหลังเก่าทางด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ ปูชนียสถานที่ชาวปักธงชัยให้ความเคารพศรัทธา ตามประวัติกล่าวว่า ชาวบ้าน (คนลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์) ได้ร่วมกันสร้างขึ้น ใกล้ๆ กันเป็นสระน้ำมีหอไตรตั้งอยู่ใจกลางลักษณะเป็นเรือนไม้หลังคาจั่วภาคกลางแบบภาคกลาง

นอกจากความน่าสนใจทางด้านสถาปัตยกรรมแล้ว ครั้งหนึ่งที่วัดแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีตัดลูกนิมิตอุโบสถ (หลังใหม่) ณ วัดแห่งนี้ด้วย

วัดบ้านพร้าว

ตั้งอยู่ที่บ้านพร้าว ตำบลบ้านดอน จากคำบอกเล่าที่สืบทอดต่อกันมาเล่าว่า เมื่อครั้งที่ชาวลาวพรวนพร้าวถูกกวาดต้อนจากเวียงจันท์มาตั้งบ้านเรือนริมลำน้ำพระเพลิง ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘ลาวพร้าว’ ต่อมาเรียกชื่อว่า ‘บ้านพร้าว’ จนเมื่อชาวลาวพร้าวได้ตั้งบ้านเรือนเป็นหลักเป็นแหล่ง ก็ได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้นประจำหมู่บ้าน เพื่อประกอบสาธารณะกุศลต่างๆ โดยภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ โบสถ์ไม้เก่าแก่ที่ตั้งเด่นตระหง่านท้าทายกาลเวลามานับร้อยปีลักษณะโบสถ์เป็นเสาไม้ 9 ต้น สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ซึ่งชาวบ้านพร้าวได้ช่วยกันอนุรักษ์และบรูณะให้อยู่ในสภาพเดิมได้จนถึงปัจจุบัน ด้านในประดิษฐานหลวงพ่อทองพระพุทธรูปไม้แกะสลักที่เป็นที่เคารพบูชาของคนในหมู่บ้าน

วัดปทุมคงคา (วัดนกออก)

ตั้งอยู่ที่บ้านนกออก ตำบลนกออกวัดแห่งนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2317 เป็นศาสนสถานของชุมชนมอญ ภายในวัดมีศาสนอาคารที่เก่าแก่และสำคัญคือ อุโบสถหรือสิม และ หอไตรกลางน้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อที่ พ.ศ. 2539 จากกรมศิลปากร ความน่าสนใจคือนอกจากจะได้ชมความงามของสถาปัตยกรรมเก่าอันล้ำค่าแล้ว ภายในอุโบสถและหอไตรกลางน้ำยังปรากฏความงามทางศิลปะที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพเขียนสีอันวิจิตรบรรจง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันโครงสร้างทั้งอุโบสถและหอไตรกลางน้ำยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์รายละเอียดต่างๆ อาทิ ภาพเขียนสีบนเพดาน ลวดลายการแกะสลักบนกรอบประตูอุโบสถ ก็ยังคงสภาพให้เห็นได้อย่างค่อนข้างชัดเจน

วัดโคกศรีสะเกษ

ตั้งอยู่ที่บ้านสระน้อย ตำบลนกออก ว่ากันว่า ไม่มีประวัติการสร้างวัดที่แน่ชัด มีเพียงตำนานเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา แต่จากศาสนาสถานที่ปรากฏภายในวัดทำให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าสองร้อยปี โดยเฉพาะอุโบสถที่สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2332 เพดานภายในอุโบสถปูด้วยไม้เขียนลวดลายประดับอย่างสวยงาม แต่ปัจจุบันได้หลุดร่อนจนเกือบหมด ส่วนบริเวณภายนอกมีใบเสมาทำจากศิลาแลงจารึกเป็นภาษาขอมอยู่โดยรอบ ไม่ไกลกันนักมีศาลาทรงไทยอีสานที่เรียกว่า โรงธรรม หรือ หอแจก ลักษณะเป็นศาลาไม้แบบเปิดโล่ง มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเผา เพดานภายในมีภาพเขียนสีฝีมือช่างท้องถิ่นอายุร่วมร้อยกว่าปี (กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ในปี พ.ศ. 2539) และในบริเวณเดียวกันยังมี ศาลปู่เณร ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน เพราะเชื่อกันว่าท่านเป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ขึ้นมา

บริเวณทั่วทั้งวัดลักษณะเป็นสวนป่าที่รวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆ ไว้กว่า 500 ชนิด มีเส้นทางเดินป่าอันร่มรื่นไว้ให้ญาติโยมได้เดินศึกษาธรรมชาติอีกด้วย

วัดหงส์ธรรมรักขิตาราม (วัดพระเพลิง)

ตั้งอยู่ที่บ้านพระเพลิง ตำบลนกออก เป็นวัดเก่าแก่และเป็นศูนย์กลางของชาวไทยเชื้อสายมอญจากประวัติที่ได้มีการบันทึกระบุว่า วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย (จารในใบลานแบบเป็นลายลักษณ์อักษร) มีคลองลำพระเพลิงคั่นกลางระหว่างที่ตั้งของวัดและชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างตามคติความเชื่อเรื่องทิศของคนมอญภายในวัดมีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นชุมชนมอญอย่าง ‘เสาหงส์’ ตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางวัด ใกล้กันมีรูปเคารพท่านท้าวสุรนารีประดิษฐานอยู่ นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อ ‘หลวงปู่ฉิม’ หรือ‘พระครูทักษิณารามัญ’พระเกจิที่เป็นที่เลื่องลือในเรื่องคาถาอาคม อดีตเจ้าอาวาสวัดที่ชาวบ้านให้ความเคารพและศรัทธา

วัดมนต์มาวาส (วัดป่านางเหริญ)

ตั้งอยู่ที่บ้านเก่านางเหริญ ตำบลเกษมทรัพย์ ว่ากันว่า เดิมทีที่ตั้งของวัดเป็นป่าช้าฝังศพ ต่อมามีพระสงฆ์ได้เข้าไปอาศัยอยู่ชาวบ้านก็พากันเรียกชื่อว่า ‘วัดป่านางเหริญ’ หลังจากนั้นได้มี ผู้ใหญ่มนต์ และ นางมา ยันต์สำโรง อ้างสิทธิ์ว่าที่ดินป่าช้าเป็นของตน โดยเจ้าหน้าที่ออก น.ส.3ก ให้ แต่ทั้งสองก็ได้ทำการบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัด มหาเถรสมาคมจึงเห็นชอบให้ตั้งชื่อวัดว่า ‘วัดมนต์มาวาส’ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่ พระพุทธปรินิพพาน (พระพุทธเจ้าใหญ่) เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นตระหง่านท่ามกลางหมู่แมกไม้ และ พระพุทธโสฬสเจดีย์ เป็นเจดีย์กลางน้ำรูปทรงแปลกตาแต่สวยงาม ล้อมรอบด้วยรั้วทรงกลีบดอกบัว บรรยากาศร่มรื่น ภายในเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุ และเป็นที่สำหรับนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม

วัดป่าศรีโพธิญาณ (วัดเขื่อนลำพระเพลิง)

ตั้งอยู่ที่บ้านบุหัวช้าง ตำบลตะขบ(ทางไปเขื่อนลำพระเพลิง) เป็นสาขาของวัดหนองป่าพงลำดับที่ 102 บริเวณทั่วทั้งวัดแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีพระพุทธรูปสำคัญที่เป็นที่เคารพบูชาได้แก่ พระะพุทธศรีโพธิญาณ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สีทองอร่าม (เกิดจากปิดทองคำเปลว) บริเวณฐานพระพุทธรูปเป็นประติมากรรมนูนต่ำแสดงเรื่องราวการเจริญภาวนาของพระสายอรัญวาสี และ หลวงพ่อทันใจ ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของพระะพุทธศรีโพธิญาณ ที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถดลบันดาลให้พรที่ขอประสบผลสำเร็จ (ยกเว้นเรื่องความรัก)

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีจุดชมวิวที่คุณสามารถมองเห็นวิวของผืนป่าเขียวขจี และสายน้ำเหนือเขื่อนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาคั่นกลางระหว่างขุนเขาน้อยใหญ่ได้อีกด้วย

วัดพรหมราช

ตั้งอยู่ที่บ้านพรหมราช ตำบลตูม เป็นวัดที่ไม่ได้เป็นเพียงศาสนาสถานเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้ให้กับชาวบ้านในชุมชนและคนทั่วไป เพราะทางวัดได้จัดสรรพื้นที่บางส่วนให้เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์วัดพรหมราช ซึ่งจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และวัตถุโบราณล้ำค่า (สอบถามข้อมูล 044-441-929) ส่วนด้านนอกบริเวณลานกว้างหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์มีการจำลองวิถีชีวิตชนบทแบบดั้งเดิม จัดแสดงเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น กระเดื่องและเกวียน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอีกจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจคือ อุโบสถโถง หรือ อุโบสถโล่ง ลักษณะเป็นศาลาไม้ที่ไม่มีฝากั้น ขนาด 3 ห้อง เสาไม้ทรงแปดเหลี่ยม ก่ออิฐยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสี ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปบูชาให้ได้กราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

วัดเขาตะกรุดรัง

ตั้งอยู่ที่บ้านคลองเตย ตำบลสะแกราชภายในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ (บางส่วนอยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว) บรรยากาศภายในวัดจึงสงบร่มรื่น เพราะแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทำให้ที่นี่นอกจากจะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย โดยจุดชมวิวที่สวยที่สุดนั้นอยู่บริเวณชั้นบนของศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งสามารถมองทัศนียภาพที่สวยงามของทิวเขาและทุ่งนาได้แบบพาโนราม่า เป็นที่ประดิษฐานสมเด็จพระพุทธไตรโลกนาถมุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่เขาตะกรุดรัง ที่ว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่และสวยงามที่สุดของอำเภอปักธงชัยและวังน้ำเขียว ส่วนด้านล่างใต้ฐานองค์พระมีห้องจัดเก็บพระบรมสาริริกธาตุ และอัฐิธาตุของพระสาวก


Writer : จิตรา แก้วลอยมา
Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ

Comments

Powered by Facebook Comments