2 Min. read

พระนาม ‘ภูมิพล’ หมายถึง พลังของแผ่นดิน แผ่นดินประเทศไทยมีพลังก็เพราะในหลวง (รัชกาลที่ ๙) ทรงพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ เพื่อทรงซึมซับรับรู้ถึงทุกปัญหา และเพื่อทรงหาหนทางบำบัดแก้ไข เพราะทรงตระหนักดีว่า ราษฎรจะมีความสุข มีกินมีใช้ได้อย่างยั่งยืน ก็เพราะแผ่นดินมีความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

ดังนั้น การแปรพระราชฐานสำหรับในหลวง (รัชกาลที่ ๙) ไม่ได้หมายถึงการไปเที่ยวพักผ่อน แต่หมายถึงการไปทำงาน ไปพบราษฎร ไปรับฟังปัญหา เรียนรู้ปัญหา และช่วยแก้ปัญหาร่วมกับราษฎรในพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ความเชื่อ และวัฒนธรรม … โคราช เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ซึ่งพระองค์เคยเสด็จฯเยือน และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัย ทางทีมงานมอร์มูฟจึงได้รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์และเรื่องราวความประทับใจของผู้ซึ่งเคยเข้าเฝ้าใต้เบื้องพระยุคลบาทใกล้ชิดพระองค์ท่าน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาตามสถานที่สำคัญต่างๆ มาให้ทุกคนได้ร่วมเก็บภาพแห่งความทรงจำดีๆ เพื่อบอกเล่าแก่ลูกหลานสืบไป

วันที่ ๒-๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ |

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดนครราชสีมา โอกาสนี้ยังทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ทรงเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพที่ ๒ ทรงเยี่ยมกองโรงเรียนการบินทหารอากาศ ทรงสักการะพระพุทธปฏิมา ณ วัดสุทธจินดา ทอดพระเนตรกิจการของสถานีทดลองข้าวพิมาย เสวยพระกระยาหารกลางวันที่ไทรงาม ซึ่งกรมชลประทานจัดถวาย หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินที่ว่าการอำเภอพิมาย ทรงเยี่ยมราษฎร ทอดพระเนตรปราสาทหินพิมาย ทอดพระเนตรโรงเรียนทอกระสอบที่ตำบลจอหอ และประทับแรมที่ค่ายสุรนารี

•••••••••••••••••••••••

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชดำเนินไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ จำนวนมาก ทั้งราษฎรในเมือง และที่เดินทางมาจากต่างเมืองในจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันพุธที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘

•••••••••••••••••••••••

[ไทรงามปัจจุบัน]

•••••••••••••••••••••••

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ ไทรงาม อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทรงพระราชทานเหรียญที่ระลึกแก่บรรดาภริยานายช่าง และข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการรับเสด็จที่ไทรงามโดยทั่วกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘

•••••••••••••••••••••••

•••••••••••••••••••••••

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทอดพระเนตรปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘

•••••••••••••••••••••••

[ฉันจะลงไปหาราษฎรเอง ไม่ต้องให้ราษฎรขึ้นมาหรอก ให้เขาอยู่นั่นแหละ]

[มารอนานแล้วหรือยังจ๊ะ ฉันมาช้าไป เพราะราษฎรมากเหลือเกิน ต้องแวะเยี่ยมเขาตลอดทาง]

•••••••••••••••••••••••

เมื่อเสด็จฯลงจากที่ว่าการอำเภอโนนไทย เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรอย่างใกล้ชิด ทรงเป็นห่วงราษฎรในเรื่องการทำนาและเรื่องน้ำเป็นอย่างมาก ทรงมีรับสั่งกับราษฎรที่เข้าเฝ้าฯรับเสด็จโดยทั่วไป สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงมีรับสั่งกับหญิงชราผู้หนึ่งว่า “มารอนานแล้วหรือยังจ๊ะ ฉันมาช้าไป เพราะราษฎรมากเหลือเกิน ต้องแวะเยี่ยมเขาตลอดทาง”

•••••••••••••••••••••••

พ.ศ. ๒๔๙๘ เสด็จพระราชดำเนินที่ว่าการอำเภอโนนไทย ร้อยโทชิต สุโกสี นายอำเภอโนนไทยได้รอเข้าเฝ้าฯท่ามกลางราษฎรที่รอรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เดิมนายอำเภอโนนไทยจะจัดราษฎรนำสิ่งของที่จะทูลเกล้าฯถวายขึ้นมาถวายบนที่ว่าการอำเภอ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ไม่มีพระราชประสงค์เช่นนั้น ได้รับสั่งกับนายอำเภอว่า “ฉันจะลงไปหาราษฎรเอง ไม่ต้องให้ราษฎรขึ้นมาหรอก ให้เขาอยู่นั่นแหละ”

•••••••••••••••••••••••

อรุณ อัครปรีดี | บัวใหญ่รำลึก

คนจำนวนไม่น้อยเคยมีโอกาสได้ชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะพระองค์มิใช่กษัตริย์ผู้เก็บตัว พระองค์คือมหาราชผู้ทรงงาน เป็นกษัตริย์นักพัฒนา และโปรดการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรอยู่เป็นนิตย์ แต่คนที่เคยเข้าเฝ้าฯถวายงานใกล้ชิดนั้นมีไม่มาก หนึ่งในนั้นคือ คุณอรุณ อัครปรีดี อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลบัวใหญ่ แม้วันเวลาจะล่วงเลยมานานกว่า ๖๐ ปี แต่ความประทับใจเมื่อครั้งกระนั้นยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำมิรู้เลือน

“วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานวโรกาสให้ราษฎรบัวใหญ่เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด คุณพ่อรังษี อัครปรีดี คุณพ่อของผมในนามหัวหน้าพ่อค้าอำเภอบัวใหญ่ได้จัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาและเชิญชวนพ่อค้าบัวใหญ่ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จที่สี่แยกสถานีรถไฟบัวใหญ่ซึ่งเป็นจุดที่พระองค์เสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปตามถนนนิเวศรัตน์ไปยังพลับพลาที่ประทับบริเวณสถานีรถไฟบัวใหญ่ คุณพ่อรังษีพร้อมด้วยพ่อค้าวาณิชและประชาชนจำนวนมากได้ไปตั้งแถวรอรับเสด็จและถวายของที่ระลึกแด่พระองค์ท่าน โดยนายเสมอ อัครปรีดี พี่ชายของผมซึ่งเป็นบิดาของนายนิพนธ์ ลิ้มวงศ์ยุติ นายกเทศมนตรีเมืองบัวใหญ่คนปัจจุบันในฐานะเจ้าของเครื่องขยายเสียงได้มีโอกาสเข้าไปปรับตั้งระดับไมโครโฟนให้พระองค์ท่าน ได้สัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์ ซึ่งถือเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ส่วนผมได้แต่ดูอยู่ห่างๆ บริเวณข้างพลับพลา”

[ประชาชนชาวบัวใหญ่รอเฝ้าฯรับเสด็จอย่างเนืองแน่น]

[ทำนาเป็นอย่างไร ฝนตกดีไหม]

[นับเป็นบุญแก่ นายเสมอ อัครปรีดี ที่ได้สัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน]

“เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผมประทับใจมากและรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อตัวผม ครอบครัว และชาวอำเภอบัวใหญ่ทุกคน แต่นั่นเป็นเพียงครั้งแรกที่ผมได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จเพราะในวันที่ ๑กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ ผมได้รับพระราชทานโอกาสให้ร่วมงานพระราชทานเลี้ยงราตรีสโมสรที่สวนอัมพร ภายในงานมีแขกเหรื่อมากมายชนิดมืดฟ้ามัวฝนเพราะมาจากทุกๆ จังหวัดในประเทศไทย โดยขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ (รัชกาลที่ ๙) ทรงทักทายผู้ร่วมงานเลี้ยง ก็เป็นมงคลอย่างสูงยิ่งสำหรับผมที่พระองค์ได้ทรงหยุดและทรงตรัสถามผมว่ามาจากจังหวัดใด ผมได้กราบทูลพระองค์ว่ามาจากอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา พระองค์ได้ทรงตรัสถามต่อว่าการทำนาเป็นอย่างไรบ้าง ฝนตกดีไหม ผมได้กราบทูลว่าฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำนาได้ผลดี เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง แม้จะทรงอยู่ในที่สูงสุดแต่ในพระราชหฤทัยของพระองค์ทุกขณะจิตทรงมองลงมาที่ราษฎรระดับรากหญ้า ทรงห่วงใยการกินอยู่ของชาวไร่ชาวนามากกว่าภาคส่วนอื่นๆ สมดังคำเล่าลือแซ่ซ้องกล่าวขวัญถึงพระองค์เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป เหตุการณ์ทั้งสองนับเป็นมงคลสูงสุดแก่ครอบครัวอัครปรีดีอย่างสูงยิ่ง”

“มาบัดนี้พระองค์ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว หลุดพ้นจากความเจ็บป่วยของกายเนื้อด้วยวัตรปฏิบัติอันสูงส่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยทุกคนมายาวนานต่อเนื่องถึง ๗๐ ปีเยี่ยงเทพมาโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ บุญกุศลย่อมส่งให้พระองค์ท่านไปสถิต ณ แดนสรวงชั้นสูงสุด และผมเชื่อโดยสนิทใจว่าพระองค์ยังทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านและทรงเหลียวมาช่วยปัดเป่าความทุกข์ของพวกเราและบันดาลให้แผ่นดินของพระองค์ร่มเย็นเป็นสุขไปนานเท่านาน … แม้พวกเราจะเกิดความทุกข์โศกเศร้าหมอง จิตใจหดหู่อาลัยในการเสด็จจากไปของพระองค์จนปริ่มจะขาดใจก็ตาม ผมอยากเห็นพวกเราแปลงความเศร้าโศกให้เป็นพลังใจและพลังแห่งความรัก ร่วมกันทำความดีตามรอยพระบาทของพระองค์ ละความชั่วทั้งลดเลิกความเห็นแก่ตัวมุ่งเอาเปรียบสังคมประเทศชาติ เพื่อแทนคุณของพระองค์ที่มีต่อพวกเราตลอดไปเทอญ”

พระราชอาสน์ ๓ แผ่นดิน |

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ ภายในวัดสุทธจินดาวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา คือสถานที่จัดแสดงพระราชอาสน์ (ชุดโต๊ะ-เก้าอี้) ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ทรงประทับเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมาที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยพระราชอาสน์ชุดนี้ ประกอบไปด้วย ๑.พระราชอาสน์ที่ประทับ (เก้าอี้) ทำจากไม้กลึงทาสีขาว พนักบุผ้า ปักรูปครุฑพ่าห์ด้วยสีแดง มงกุฎและเครื่องประดับสีทอง ส่วนบนของพนักเป็นโลหะรูปหมวกชุดเกราะของกษัตริย์โรมัน ส่วนกรอบพนักประดับตกแต่งเป็นรูปอาวุธ ขวานปลายหอก ตัวเบาะบุผ้ากำมะหยี่สีแดง ๒.โต๊ะเคียง ซึ่งทำจากไม้หลัง โต๊ะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า บุผ้ากำมะหยี่สีแดง ปลายขาโต๊ะเป็นโลหะรูปอาวุธของทหารม้ายุโรปโบราณ

อนึ่ง พระราชอาสน์นี้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๓ มีอายุถึง ๑๑๖ ปี เคยใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวถึง ๓ รัชกาล … ปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี เมื่อคราวเสด็จประพาสจังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำพิธีเปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นที่ประทับรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จประพาสจังหวัดนครราชสีมา และเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เมื่อครั้งเสด็จเยือนจังหวัดนครราชสีมา และประทับให้ราษฎรเข้าเฝ้าฯที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา

[เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเจิมเสาหลักเมืองนครราชสีมา เมื่อวัน ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗]

[เสด็จพระราชทานไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ]

[เสด็จฯทรงเยี่ยมชมกิจการและผลงานของวิทยาลัยครูนครราชสีมา]

วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ |

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ ไปทรงประกอบพิธีเจิมเสาหลักเมืองนครราชสีมา และทอดพระเนตรกิจการของโรงเรียนสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในการเสด็จฯ ทอดพระเนตรกิจการโรงเรียนสุรนารีวิทยาครั้งนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กล่าวบังคมทูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติด้วย จากนั้นได้ทอดพระเนตรการปฏิบัติทางด้านวิชาการของนักเรียนด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง หลังจากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมชมกิจการและผลงานทางวิชาการของวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และวิทยาลัยครูนครราชสีมา

วัดสุทธจินดา พระอารามหลวงเมืองโคราช |

วัดสุทธจินดาวรวิหาร ตั้งอยู่ ณ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองมายาวนาน ได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารตั้งอยู่ที่ริมถนนราชดำเนินด้านตะวันตก ใกล้กับศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ และจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาโดยปัจจุบันมี พระธรรมโสภณ (โกศล สิรินฺธโร) เป็นเจ้าอาวาส วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีความสำคัญวัดหนึ่งของจังหวัด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาแล้วถึง ๒ ครั้ง

การเสด็จฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ (คราวเสด็จพระราชดำเนินภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งแรก) คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาทั้งสองฝ่าย รวม ๙๐ รูปร่วมกันรับเสด็จที่พระอุโบสถวัดสุทธจินดาฯ คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายมีพระสีหราชสมาจารมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าอาวาสวัดบึงเป็นประธานคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตนิกาย มีพระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล ป.ธ.๙) เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดาฯเป็นประธาน

โดยเมื่อประธานคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายเบิกตัวถวายของที่ระลึกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงตรัสว่า “พระองค์ได้ทราบข่าวนานแล้วว่าคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมามีความสามัคคีกันเป็นอันดีได้มาพบเห็นด้วยพระองค์เองจึงพอพระทัยมาก ขอให้คณะสงฆ์ร่วมกันรักษาความดีไว้ตลอดไป” คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นสัจธรรม ธรรมที่ไม่ตาย จึงร่วมกันปฏิบัติตราบเท่าทุกวันนี้

การเสด็จฯ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๗ (คราวเสด็จทอดพระกฐินต้นวัดสุทธจินดาฯ) ก่อนเสด็จกลับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงตรัสปรารภกับคณะสงฆ์วัดสุทธจินดาฯว่า “เสด็จทอดกฐินต้นวันนี้ได้พบเห็นชาวจังหวัดนครราชสีมาเป็นจำนวนมากและทรงทอดพระเนตรวัดและคณะสงฆ์วัดนี้ มีความพร้อมเพรียงเรียบร้อยดีพระองค์ทรงพอพระทัยมาก แต่อยากให้วัดนี้ได้ช่วยเหลือเด็กเรียนภาษาไทยโดยเฉพาะอีกทางหนึ่งด้วย” ด้วยพระราชปรารภนี้ จึงเป็นจุดกำเนิดของโรงเรียนวัดสุทธจินดา ซึ่งเปิดทำการเรียนการสอนมาจนปัจจุบันกว่า๓๒ ปี ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์มาแล้วมาย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อพสกนิกรโดยแท้จริง

คุรุสัมมนาคาร | อนุสรณ์สถานบนทุ่งตะโกราย

อาคารคอนกรีตสีขาวที่มีรูปทรงหวือหวาบิดแผ่นหลังคาโค้งไปมาเป็นมุมต่างๆ กัน เมื่อมองมาที่อาคารปลายแหลมทั้ง ๓ ของอาคารพุ่งทะยานแทรกยอดไม้สู่ท้องฟ้า ราวจะบอกถึงเรื่องราวของกวีนิพนธ์คอนกรีตแห่งยุคสมัย ในห้วงเวลาแห่งความเฟื่องฟูของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นบนราชอาณาจักรไทย อาคารคอนกรีตสีขาวหลังนี้ได้ปรากฏตัวอยู่บนปลายล่างของแผ่นดินที่ราบสูงแอ่งโคราช ณ ทุ่งตะโกราย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ที่ตั้งของวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนั้น

คุรุสัมมนาคารแห่งนี้นี่เอง เป็นสถานที่ซึ่งเคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อันนำความปลื้มปิติในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านมาสู่กลางใจของผู้บริหาร คณาจารย์ และลูกศิษย์ลูกหาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่รู้ลืม … ผศ. ดร.วิโรจน์ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้กล่าวไว้ว่า

“เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จฯมาที่วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้เพื่อทอดพระเนตรอาคารหลังนี้ที่เรียกว่า อาคารคุรุสัมมนาคาร ซึ่งออกแบบทรง Hyperbolic Paraboloid พระองค์ท่านทรงพบในแมกกาซีนที่อเมริกาโดยผู้ออกแบบคือ อาจารย์วทัญญู ณ ถลาง อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทีมงาน โดยอาคารหลังนี้แต่เดิมจะใช้เป็นลานกิจกรรมของนักศึกษา”

ทั้งนี้ ผศ.ชูชัย ต.ศิริวัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ในวโรกาสที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยี่ยมวิทยาลัย ได้มี ม.ล.ปิ่น มาลากุล รมต.กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น ดร.พงษ์ศักดิ์  วรสุนทโรสถ อธิบดีกรมอาชีวศึกษาในสมัยนั้น พร้อมด้วย อาจารย์วทัญญู ณ ถลาง คณาจารย์ และนักศึกษาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หลังจากที่พระองค์ทอดพระเนตรอาคารคุรุสัมมนาคาร พระองค์ก็เสด็จไปเยี่ยมเยียนอาคารสอง (สมัยนั้นมีอาคารเรียนแค่สองอาคาร – ตอนนี้อาคารนี้ถูกรื้อแล้วเปลี่ยนเป็นอาคารห้องประชุม ดร.วทัญญู ณ ถลาง) จากนั้นก็เสด็จฯทอดพระเนตรนักศึกษาลงมือปฏิบัติงาน ณ โรงฝึกงาน”

[ทรงวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี]

[ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่มาเข้าเฝ้าฯรับเสด็จที่สนามกีฬาโรงเรียนบุญวัฒนา]

[ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดสุทธจินดา]

[สโมสรร่วมเริงไชยในปัจจุบัน]

วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ |

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ (พระยศในขณะนั้น) และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดสุทธจินดา ทรงวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี แล้วเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังโรงเรียนบุญวัฒนา เพื่อทรงเปิดโรงเรียน ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ อยู่ที่สนามกีฬาโรงเรียนบุญวัฒนา แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังสโมสรร่วมเริงไชยกองทัพภาคที่ ๒ เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวัน

[เสด็จฯทรงเปิดโรงเรียนบุญวัฒนา]

โรงเรียนบุญวัฒนา |

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงห่วงใยในการศึกษาของเยาวชนในชาติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการศึกษาคือรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาตน พัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญวิวัฒนาตามลำดับ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระองค์พระราชทานให้แก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ความว่า “ … ความรู้ที่สะสมเอาไว้ในตัวเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเสมือนประทีปสำหรับนำทางเราไปในการปฏิบัติตนในชีวิต จะเป็นการศึกษาต่อก็ตาม หรือจะเป็นการไปประกอบอาชีพการงานก็ตาม ความรู้นั้นจะเป็นเครื่องนำทางไปสู่ความเจริญ ความรู้ทางวิชาการก็จะสามารถให้ประกอบอาชีพการงานที่มีประสิทธิภาพเท่ากับเป็นสิ่งที่จะเลี้ยงตัวเลี้ยงกายเรา ความรู้ในทางการประพฤติที่ดี จิตใจที่เข้มแข็ง ที่ซื่อสัตย์สุจริตนั้นจะนำเราไปได้ทุกแห่ง  …”

ดังนั้น เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินโรงเรียนบุญวัฒนารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เบิกตัว นายสมาน แสงมลิ รองอธิบดีกรมสามัญศึกษา ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา และครูใหญ่โรงเรียนบุญวัฒนา พร้อมด้วยคณะครูอาจารย์และนักเรียนเข้าเฝ้าฯรับเสด็จ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กราบบังคมทูลถวายรายงานประวัติโรงเรียนบุญวัฒนา จนได้เวลาอันเป็นปฐมฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯขึ้นสู่อาคารเรียน เพื่อทรงเจิมแผ่นป้ายดวงฤกษ์ แล้วจึงเสด็จฯไปยังห้องเพื่อลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยมของโรงเรียนบุญวัฒนา หลังจากนั้น คุณบุญธรรมและคุณบุญพริ้ง ต.สุวรรณ ได้เข้าเฝ้าฯ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครูใหญ่โรงเรียนบุญวัฒนาว่า “จำนวนนักเรียนในปีการศึกษาหน้าจะมีเท่าไร” ครูใหญ่กราบบังคมทูลว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมในปีการศึกษาหน้าจะมีนักเรียนประมาณ ๑,๐๐๐ คน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ” พระองค์จึงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่ครูใหญ่โรงเรียนบุญวัฒนา ความว่า

… การเป็นครูนี้ปัจจุบันมีความลำบาก ในการอบรมดูแลนักเรียน เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ครูต้องศึกษาและเรียนรู้ถึงวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสมในการอบรมและดูแลนักเรียน ไม่ควรที่จะยินยอมตามที่นักเรียนเรียกร้องทุกครั้ง โดยมิได้คำนึงถึงเหตุผล และหลักการที่ถูกต้อง นอกจากนั้นขอให้พยายามและอดทนทำงานเพื่อเยาวชนของเรา  ในการอุทิศตนทำงานในอาชีพครูนี้ได้กุศล ขออย่าได้ท้อถอย  เพราะเหตุการณ์ในบ้านเมืองของเรา ขณะนี้เป็นอย่างไรก็รู้อยู่แล้ว ขอฝากไว้ให้ช่วยกันเพื่อประเทศชาติของเรา …” พระราชดำรัสข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีต่อการศึกษาซึ่งมิใช่เพียงในเมืองเท่านั้น แต่เป็นโดยมหภาคทั้งประเทศ

“พระราชดำรัสดังกล่าวถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราชาวบุญวัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะผู้บริหารน้อมสำนึกมาโดยตลอด และแม้ความเป็นครูจะยากลำบากเพียงใดในฐานะเรือจ้าง แต่พวกเราก็จะเพียรพยายามสั่งสอนเยาวชนของชาติทุกๆ คนทุกๆ รุ่นให้เป็นคนดีมีคุณภาพสมกับที่พระองค์ท่านทรงชี้แนะนำทางตลอดไป” นายอนันต์ เพียรเกาะ ผู้อำนวยการโรงเรียน และ นายศิลปสิทธิ์ ทับทิมธงไชย ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบุญวัฒนา กล่าวทิ้งท้าย

[เรือนที่ประทับแรมพิเศษ ภายในค่ายสุรนารี]

วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๑ |

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปทรงประกอบพิธีตัดลูกนิมิตอุโบสถวัดหน้าพระธาตุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ |

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มาประทับที่จังหวัดนครราชสีมา ในโอกาสนี้ได้ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วย

วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ |

เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานธงประจำรุ่นแก่ลูกเสือชาวบ้านจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน ๒๔ รุ่น ที่โรงเรียนอาจวิทยาคาร ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๖ |

เสด็จพระราชดำเนินไปทรงพระสุหร่าย และทรงปิดทองลูกนิมิตวัดหน้าพระธาตุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

วัดหน้าพระธาตุ |

วัดหน้าพระธาตุ หรือ วัดตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย เพราะถูกสร้างขึ้นในราวสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จุดเด่นของวัดคือมีความโดดเด่นด้วยงานจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ และโบราณสถานซึ่งยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

อนึ่ง วัดแห่งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์โดย หลวงพ่อเจริญ กิตติวุฒิโฒ เจ้าอาวาสปัจจุบันได้เปิดเผยว่า “วัดนี้ก็ถือว่าเป็นวัดที่โชคดีเพราะทั้งในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทั้งพระสังฆราชเคยเสด็จฯ … ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงพ่อได้บวชในช่วงเดือนมีนาคม พอช่วงเดือนเมษายนทางวัดได้มีการจัดให้มีการผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ปีนั้นจำได้ว่ามีเหตุอันน่าอัศจรรย์มากมายหลายอย่าง โดยธรรมดาเดือนเมษายนฝนไม่เคยตก แต่ช่วงนั้นฝนตกเฉอะแฉะ ๒-๓ วันติดกันจนทางวัดซึ่งนำโดยเจ้าอาวาสสมัยนั้น พระครูอภิบาลธรรมธาตุ (น้อย โชติเวโท) และชาวบ้านต้องไปเอาหินละเอียดมาปูเพื่อเป็นทางเสด็จฯ”

“นับเป็นบุญอันมาจากหลวงปู่สมเด็จพระธีรญาณมุนี ที่ท่านเกิดที่นี่ และถือว่าเป็นพระภิกษุองค์แรกในโคราชที่มีเปรียญธรรม ๙ ประโยค ราชทินนามอยู่ในชั้นสมเด็จ พระธีรญาณมุนีท่านเป็นผู้อัญเชิญพระสังฆราชและในหลวง (รัชกาลที่ ๙) ให้เสด็จฯมาในงานผูกพัทธสีมาตัดหวายลูกนิมิต ปรากฏว่ามีประชาชนแห่มาจองพื้นที่เฝ้าฯรับเสด็จจนแน่น มารอกันตั้งแต่ประมาณเจ็ดโมงเช้า ใครกินข้าวเสร็จก็มาจองที่ทาง วันนั้นแดดเปรี้ยงเลย คนที่รอก็รอด้วยความกระวนกระวายใจ จนกระทั่งเวลา ๑๔.๐๐ น. ท่านก็เสด็จฯมา จากแดดเปรี้ยงลดวูบเลย ตั้งแต่ช่วงบ่ายสองโมงไปจนถึงหกโมงเย็นไม่มีแสงแดดส่องขึ้นมา นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก ตอนนั้นรู้สึกว่าท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้แก่มูลนิธิจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ซึ่งได้นำมาตั้งเป็นมูลนิธิสมเด็จพระธีรญาณมุนีเพื่อส่งเสริมการศึกษาของบุตรหลานจนถึงปัจจุบัน … ที่ปักธงชัยก็น่าจะมีแค่วัดนี้เท่านั้นล่ะที่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาถึง 4 พระองค์”

ดอกไก่โอก | ดอกไม้ป่าในสายพระเนตร

ไม่มีอะไรเลยแม้สิ่งซึ่งเป็นเพียงวัชพืชในสายตาของคนทั่วไปที่จะไร้ค่าในสายพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่เห็นเด่นชัดคือ ผักตบชวา ที่หลายคนเห็นว่าไร้ประโยชน์แถมยังรกลำน้ำ แต่พระองค์ทรงนำผักตบชวามาแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียอย่างได้ผล หรือจะเป็น หญ้าแฝก ที่พระองค์ทรงนำมาใช้ในการป้องกันการชะล้างพังทลายและรักษาความชุ่มชื้นของดิน นั่นเพราะพระองค์ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลและไม่ทรงเหน็ดเหนื่อยที่จะละวางสายพระเนตรจาก ‘ดิน’ ของพระองค์นั่นเอง

อีกสิ่งที่ถือเป็นประจักษ์พยานได้ดีอยู่ที่โคราชนี่เอง … เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในระหว่างทางซึ่งพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กำลังเสด็จฯไปจังหวัดชัยภูมิ ทั้งสองพระองค์ได้รับสั่งให้หยุดรถพระที่นั่งบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๓๙๑ ณ พื้นที่บริเวณป่าหญ้ารกร้างในบ้านโนนนาดอน หมู่ ๒ ตำบลโนนไทย อำเภอโนนไทย และเสด็จฯไปทอดพระเนตรดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอกไก่โอก เป็นพันธุ์ไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามข้างทาง ทั้งสองพระองค์ทรงทอดพระเนตรอย่างใกล้ชิดและทรงถ่ายภาพคู่กับดอกไม้ดังกล่าวก่อนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์จะทรงปักดอกไม้ไว้กับฉลองพระองค์ตลอดทั้งวันในวันนั้นและยังทรงเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้นเมื่อถึงสถานีรถไฟบัวใหญ่ เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะทรงแสดงให้เห็นถึงความใส่พระราชหฤทัยใน ‘ดิน’ ของพระองค์แล้ว ยังทรงแสดงให้เห็นว่า ดอกไม้ป่าที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นบน ‘ดิน’ ของพระองค์นั้นมีค่าควรประดับพระภูษาอีกด้วย

วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ |

เสด็จพระราชดำเนินไปยังกองบิน ๑ นครราชสีมา เพื่อประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ณ บริเวณเขาสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ในโอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายไสว พราหมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาและคณะ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาป่าหนองเต็ง-จักราช ในท้องที่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา

วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๘ |

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ไปทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่บุษบกเหนืออุโบสถวัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

[มึงรู้ไหม มือพระองค์เป็นมือคนทำงานอย่างก๊ะชาวไร่ชาวนา แข็งกระด้างมากๆ]

วัดบ้านไร่ | เมื่อเทพเจ้าแห่งด่านขุนทดได้พบกับพระเจ้าแผ่นดิน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เชื่อว่าชาวโคราชจำได้ไม่รู้ลืมคือ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ได้เสด็จฯวัดบ้านไร่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่บุษบกเหนือพระอุโบสถวัดบ้านไร่ เหล่าพสกนิกรต่างก็มารวมตัวกันมากมายเพื่อชื่นชมในพระบารมี เฝ้าฯรับเสด็จทั้งสองพระองค์อย่างเนืองแน่น

อนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความลำบากยากแค้นของชาวด่านขุนทดซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำทุกปี จึงพระราชทานพระราชดำริและเงินจำนวนหนึ่งให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการพัฒนาลำน้ำสาขาห้วยสามบาทอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวด่านขุนทด

[ทรงปลูกต้นคูณไว้ กลางวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา]

ในครั้งนั้นพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ พระเกจิแห่งบ้านไร่ได้ทูลเกล้าฯถวายเงินปัจจัย ๗๒ ล้านบาทโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย คนกว่าสองแสนชีวิตต่างพากันมีความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะหลวงพ่อคูณเองที่เรียกได้ว่าเป็นผู้เนรมิตงานประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นได้สำเร็จ

ทั้งนี้ หลวงพ่อคูณได้เปิดเผยกับลูกศิษย์ภายหลังว่า “กูรู้สึกดีใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บุญทานอื่นทำมามาก แต่ทำบุญกับพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ได้ทำ … ทำบุญกับท่านยิ่งใหญ่นัก ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ๗๒ ล้านบาท ภูมิใจมหาศาล เงินที่ลูกหลานบริจาคทีละเล็กละน้อยสะสมรวมไว้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย พี่น้องจะได้รับอานิสงส์ด้วย พี่น้องรู้ว่าทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัวก็ดีใจมาก ชาวต่างประเทศก็มากันมาก จีนก็มา เกาหลีก็มา อินเดียก็มา ทำแล้วแต่กำลัง คนละสิบบาท ยี่สิบบาท มากันทุกวัน ยิ่งถ้ามาช่วยกันแล้วก็ไม่ได้มาหาสิ่งตอบแทนอะไร เขามาด้วยศรัทธากันจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีงานใหญ่ บรรดาลูกศิษย์ต่างก็พากันเป็นห่วง กลัวว่าหลวงพ่อคูณท่านจะพูดราชาศัพท์ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อท่านก็บอกว่า “จะไปยากอะไร ก็พูดว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร หรือไม่ก็ถวายพระพรคุณโยม ท่านสบายดีหรือ … ท่านคงจะไม่ถือ เพราะท่านเป็นจอมปราชญ์ พูดอย่างไรกับท่าน ท่านก็ย่อมรู้ดี” … ไหวพริบและวิจารณญาณของหลวงพ่อคูณช่างน่ายกย่อง ท่านเลือกใช้คำพูดอย่างถูกกาลเทศะ และทราบถึงพระจริยวัตรและน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชดีว่าพระองค์ท่านไม่เคยถือตัวถือตนว่าเป็นพระมหากษัตริย์เลย ยังความปลาบปลื้มและความสุขอันประมาณไม่ได้มาสู่ชาวบ้านไร่และหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ยิ่งนัก “มึงรู้ไหม มือพระองค์เป็นมือคนทำงานอย่างก๊ะชาวไร่ชาวนา แข็งกระด้างมากๆ”

ค่ายสุรนารายณ์ | อุดมการณ์บนปณิธานมุ่งมั่น

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ กรมตำรวจได้ปลูกสร้างสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อใช้เป็นโรงเรียนตำรวจภูธรภาค ๓ แต่ยังมิทันจะได้ดำเนินการก็ได้เกิดสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจจากกลุ่มคอมมิวนิสต์เวียดมินห์ซึ่งได้ยกกำลังเข้าประชิดอาณาเขตชายแดนไทย บริเวณจังหวัดนครพนมที่ติดต่อกับประเทศลาว อันส่อให้เห็นว่าจะคุกคามเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันภัยดังกล่าว กรมตำรวจจึงได้เปิดทำการฝึกอบรมตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นโดยให้ชื่อว่า ค่ายสุรนารายณ์ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เหตุการณ์ด้านชายแดนได้สงบลง กรมตำรวจจึงได้ยุบค่ายสุรนารายณ์และได้มอบอาคารสถานที่ต่างๆ ให้กับกองบังคับการตำรวจภูธรภาค ๓ ตามเดิม

นี่ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือน โดยเรื่องนี้ถูกเปิดเผยจาก พล.ต.ต.วณัฐ อรรถกวิน ผู้บังคับการประจำตำรวจภูธรภาค ๓

“พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ค่ายฯเพื่อที่จะมาเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ตำรวจทุกคน ทางค่ายสุรนารายณ์จึงได้จัดตั้งศาลาตรงนี้เพื่อเป็นพลับพลาที่ประทับของพระองค์ท่าน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ทางค่ายฯก็ยังเก็บรักษาศาลาเอาไว้อย่างดี เสมือนเป็นหนึ่งสัญลักษณ์แทนพระองค์ท่าน … ขณะนี้ทางค่ายฯกำลังพยายามค้นหาพระราชอาสน์ที่ทั้งสองพระองค์ทรงประทับ ตั้งใจจะนำมาบูรณะให้คงสภาพเดิมที่สุด เพื่อตั้งไว้ให้ประชาชนสามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้ในอนาคต”

“ในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการตำรวจ ปฏิบัติการอยู่ในส่วนของการบำบัดทุกข์บำรุงสุขโดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนต่างพระเนตรพระกันต์ของพระองค์ เราก็ต้องยึดกรอบการทำงานที่พระองค์ท่านได้สั่งสอนไว้  เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บริการประชาชนให้ได้รับความพึงพอใจในการทำงาน  นี่คือสิ่งที่เราต้องยึดเป็นกรอบโดยยึดจากระเบียบข้อบังคับ และวินัยอุดมคติของตำรวจเป็นสำคัญ มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตอนหนึ่งที่พระราชทานเนื่องในพิธีพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตร เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งผมประทับใจและน้อมนำมาปฏิบัติและอบรมนักเรียนตำรวจในความดูแลของผมเสมอ ความว่า ‘ …ผู้ที่เข้ามาเป็นตำรวจ ย่อมทราบกันดีทุกคนว่า งานในหน้าที่ของตำรวจนั้นเต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ทั้งยังมีภัยอันตรายที่ต้องพาตัวเข้าเสี่ยงอีกเป็นอันมาก ในภารกิจและสถานการณ์ที่ล่อแหลมทั้งปวง ตำรวจทุกคนจึงต้องตั้งตัวตั้งใจให้มั่นด้วยความเพียรพยายาม ความกล้าหาญ อดทน เสียสละ และด้วยสติปัญญา ความรู้เท่าให้ถึงการณ์ นอกจากนั้น ยังต้องฝึกฝนความรู้ความคิดวินิจฉัยของตนให้กระจ่างแจ่มชัด … ต้องระลึกเสมอว่า ตำรวจนั้นเป็นฝ่ายที่ตั้งอยู่ในความถูกต้องและเป็นธรรม ย่อมอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าผู้กระทำผิด และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่มีทุจริตชนคนใดจะเอาชนะความดีและความสามารถของตำรวจได้ …” 


Re-Writer+Interview : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Comments

Powered by Facebook Comments