3 Min. read

หากจะกล่าวว่า ‘บ้าน’ หรือเรียก ‘เรือน’ ตามอย่างไทยโบราณ คือสิ่งแสดงอัตลักษณ์ของเจ้าบ้านเจ้าเรือนและขนบแวดล้อมแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดีที่สุดสิ่งหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องโอ้อวดเกินจริง … บ้านแต่ละหลัง เรือนแต่ละแห่ง ล้วนมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตนตามใจผู้อยู่ มีกลิ่นอายความทรงจำที่ตรงนั้นตรงนี้ทั่วไป เรียกได้ว่าแทบจะแนบแน่นไปในอณูเนื้อของเสา ผนัง เพดาน หรือเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น แม้หลายๆ หลังจะมีหน้าตาที่คล้ายกันด้วยจริตเอาอย่างตามสมัยนิยมหรือด้วยอาศัยความง่ายสบายๆ ไม่คิดมากอย่างการออกแบบบ้านจัดสรรในปัจจุบัน แต่รายละเอียดของแต่ละหลังก็ต่างกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดต้องการสื่อถึงอะไร?

สิ่งที่ต้องการจะสื่อคือ หากอยากทำความรู้จักกับใครให้ถ่องแท้ คุณสามารถหาคำตอบสุดท้ายที่ใช่และง่ายดายที่สุดได้จาก ‘บ้าน’ เพราะบ้านคือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดอันแสดงตัวตนของแต่ละคนได้ถูกต้องที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความคิด สังคม สิ่งแวดล้อม กรอบความคิด ประสบการณ์ รสนิยม เอกลักษณ์ ภูมิปัญญา จิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์ความรู้สึก การอบรมเลี้ยงดู หรือแม้แต่ศรัทธาความเชื่อ ฯลฯ นั่นก็เพราะบ้านคือตัวแทนทั้งหมดของเรา เราอยู่บ้าน เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้าน ทิ้งบางอย่าง เก็บบางอย่าง หรือซ่อนบางอย่างไว้ที่บ้าน เราปลอดภัยเป็นส่วนตัวในบ้านของเรา … ยิ่งหากเป็นบ้านที่มีอายุยาวนานข้ามพ้นกาลเวลา จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่น และอีกรุ่นยิ่งมีคุณค่าเอนกอนันต์ที่น่าศึกษาทำความเข้าใจ

เรือนโคราช หรือ เฮือนโคราช คือบ้านอีกหนึ่งแบบที่น่าสนใจ และไม่มีใครเหมือน

‘เฮือนโคราช’ คืออะไร |

เฮือนโคราช คือเรือนไทยโคราชที่มีรูปแบบที่แปลกไปจากเรือนไทยภาคกลางและเรือนไทยอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหมือนอย่างที่ ผศ.นฤมล ปิยวิทย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “เอกลักษณ์ของเรือนโคราชที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครคือความเป็นสามระดับ สูง กลาง ต่ำ ความเป็นสามระดับนี้อาจจะประณีต อาจจะหยาบ แล้วแต่กำลังทรัพย์และความต้องการของเจ้าบ้านและผู้อยู่เรือน เหตุที่เรือนโคราชมีสามระดับก็เพราะว่ามันแสดงถึงรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างที่นอนต้องสูงสุด จะไปนอนต่ำๆ ก็ไม่ได้ ส่วนช่องที่มันว่างอยู่เขาก็เอาไว้รับแขก แขกกลุ่มไหนที่จะได้อยู่ตรงนี้ก็ต้องเป็นพระ พระที่นิมนต์มาก็ให้อยู่สูงสุด ทีนี้ตรงบริเวณระเบียงเชื่อมระหว่างเรือนสองหลังนี้ก็จะต่ำลงมาหน่อย เป็นที่สำหรับทำกิจกรรมของครอบครัว นั่งกินข้าว ถ้าไม่นั่งหน้าครัวก็นั่งตรงนี้ ถ้ามีแขกมาเยอะๆ ก็กินข้าวตรงนี้ นอนตรงนี้”

“เพราะฉะนั้นการสร้างเรือนให้เป็นสามระดับ ก็เพื่อให้สอดคล้องกันกับการใช้ประโยชน์ในการเป็นที่อยู่อาศัย บันไดจะพาดกับตัวเรือน ซึ่งบันไดก็อาจจะมีห้าขั้นถึงเจ็ดขั้น เรือนโคราชจำเป็นจะต้องมีสองเรือน เรือนหนึ่งเอาไว้นอน อีกเรือนเอาไว้รับแขก หรือจะนอนก็ได้ ส่วนใหญ่จะไม่มีฝาปิดรอบขอบชิดแบบนี้”

“ทีนี้เด็กๆ รุ่นหลังที่เข้ามาเยี่ยมบนเรือนก็จะบ่นว่าเดินยาก ทำไมต้องทำพื้นหลายระดับซับซ้อน เดินไม่ดีมีล้มคว่ำคะมำหงาย ทำไมประตูแคบ ต่ำ ไม่เหมือนอย่างบ้านแบบสมัยใหม่ที่พวกเขาคุ้นเคย จริงๆ คนโบราณมีกุศโลบาย เมื่อเอาตัวมาอยู่บนเรือนต้องสงบสำรวม ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ ทำ ต้องรู้จักระวังและมีสติอยู่ทุกขณะ มิฉะนั้นก็จะสะดุด ล้มกลิ้ง หรือชนปะทะจนเจ็บตัว หรืออย่างหน้าต่างก็ต้องทำแคบและมีจำนวนไม่มาก เพราะเรามีไว้ให้ลมผ่าน ไม่ได้มีไว้ให้ใครปีนเข้ามาหรือปีนออกไป แต่ไม่ต้องกลัวร้อนหรืออึดอัดหายใจไม่ออก เพราะเขาตีระแนงเป็นทางผ่านของลมทางด้านบนติดกับหลังคา นี่ล่ะคือภูมิปัญญาของคนโบราณอันน่าภูมิใจ”

โดยหากพูดถึงเรือนโคราช หลายคนคงนึกถึงเรือนโคราชใน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ที่นี่มักถูกใช้เป็นโลเกชั่นในการถ่ายละครและภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับอีสานเป็นประจำ ล่าสุดคือ เรือนนางสาหร่าย ที่ถูกใช้เป็นบ้านคำแก้ว ในละครฮิตแห่งปี 2559 ‘นาคี’ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่องสาม แต่ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงความสมบูรณ์สวยงามมากที่สุด เห็นจะเป็น เรือนนางเผอะ ที่งดงามถึงขนาดได้รับเลือกให้เป็นเฮือนโคราชรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2558 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เลยทีเดียว

‘เฮือนนางเผอะ’ ความงดงามเชิงสถาปัตย์และวัฒนธรรมพื้นถิ่น | 

ในส่วนของคุณค่าความสำคัญของเรือนนางเผอะนี้ ผศ.ปริญญา ชูแก้ว อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เคยเขียนเอาไว้ว่าใน thaitribune.org ความว่า เรือนนางเผอะ เดิมตั้งอยู่ที่ตำบลพลกรัง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นเรือนครูสำหรับการเรียนรู้เรื่องเรือนโคราชมาเป็นเวลานาน เพราะเป็นเรือนโคราชที่สมบูรณ์และคงสภาพเดิมได้มากที่สุดหลังหนึ่งในจำนวนไม่กี่หลังที่เหลืออยู่ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปสมัยรัชการที่ 4 เรือนหลังนี้ถูกสร้างและใช้เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวนายสร้อยและนางแหร่ม ทรัพย์สูงเนิน โดยอยู่กันต่อมาจนยกให้ลูกสาวคนสุดท้อง คือ นางเผอะ เพ็งพลกรัง ซึ่งแต่งงานกับ นายฉ่ำ เพ็งพลกรัง ทั้งคู่ได้ขยายเรือนออกมาด้านข้างเพิ่มเติมจากของเดิม ก่อนจะมาอยู่ในความดูแลของนางอัมพร ยศตรา ลูกสาวของนางเผอะ

ทั้งนี้ในปีพุทธศักราช 2551 ได้ถูกย้ายมาไว้ที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การครอบครองของ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมงานสถาปัตยกรรม ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีของภาคอีสานให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้มรดกอันทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษของชาวอีสาน

อย่างไรก็ตาม เรือนโคราชไม่ใช่เรือนไทยภาคกลางและไม่ใช่เฮือนอีสาน แต่ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งสองภาคจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรือนโคราช ซึ่งความโดดเด่นทั้งหมดนี้พบได้ที่เรือนนางเผอะ เนื่องจากตัวเรือนมีการสร้างในสองช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยช่วงแรกสร้างในส่วนเรือนนอนและเกยที่ได้รับอิทธิพลมาจากเรือนไทยภาคกลางอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกใต้ถุนสูง หลังคามีองศาที่ชันรูปร่างคล้ายจอมแห มีระบบการก่อสร้างเป็นระบบสำเร็จรูป สามารถถอดประกอบได้ทุกชิ้น เสาเรือนเป็นเสากลมยอดเสามีหัวเทียน ฝาบ้านคล้ายฝาปะกนแต่เป็นเพียงลวดลายมิใช่เกิดจากการเข้าไม้ มีการลดระดับของแต่ละส่วนมากกว่า 40 เซนติเมตร จนเกิดช่องว่างที่เรียกว่าช่องแมวลอด ประตูหน้าต่างยึดด้วยสลักเดือยโดยเปิดเข้าภายในห้อง การปลูกเรือนจะวางสันของหลังคาตามร่องตะวัน (หันหน้าจั่วไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก)

ในช่วงที่ 2 ที่มีการต่อเติมเรือนโข่งต่อออกมาจากเกยของเรือนนอนนั้นได้รับอิทธิพลมาจากเฮือนอีสานที่มีการปรับลดองศาของหลังคาลงมาเหลืออยู่ที่ 40 องศา ฝาตีแนวนอนแต่ยังคงเป็นระบบถอดประกอบได้เหมือนเดิม การต่อเติมส่วนนี้เป็นการต่อเติมเพื่อใช้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์ มิใช่เป็นการต่อเติมเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของอีกหนึ่งครอบครัว เพราะว่าภาคอีสานจะยกบ้านหลังใหม่สำหรับแยกครอบครัว และจะไม่ใช้ชานบ้านในการเชื่อมกันแต่จะเชื่อมต่อกันโดยใช้เดิ่น (ลานบ้าน) เดินทะลุหากัน

การวางแผนปรับปรุง บูรณะ และอนุรักษ์สำหรับเรือนนางเผอะ เริ่มดำเนินการก่อนที่จะมีการย้ายมาตั้งไว้ที่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ด้วยการเก็บสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ขนาดขององค์ประกอบต่างๆ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนของการรื้อ โดยในการรื้อจะทำสัญลักษณ์ไว้ทุกชิ้นส่วนเพื่อสามารถนำกลับมาประกอบใหม่ตามตำแหน่งเดิมทั้งหมดได้ ส่วนที่ชำรุดและขาดหายจะทำขึ้นใหม่และเติมให้ครบทุกส่วน สำหรับการยกเรือนใหม่นั้นได้เพิ่มฐานรากที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับรับเสาทุกต้นเพื่อยืดอายุของตัวเรือนให้อยู่ได้นานที่สุด มีการปรับเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาจากสังกะสีเป็นแป้นไม้ที่มีสีใกล้เคียงกับสีของตัวเรือน และไม้ส่วนต่างๆ ของเรือนจะถูกทำความสะอาดและทาน้ำยารักษาเนื้อไม้เท่านั้น เพื่อให้เห็นผิวและสีของไม้ที่อยู่ตามสภาพเดิมให้มากที่สุด หลังจากเรือนนางเผอะได้ประกอบแล้วเสร็จบนที่ตั้งใหม่ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเรือนครูสำหรับเรือนโคราชต่อไป โดยมีผู้สนใจแวะเวียนมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง ต่อมาสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้มอบรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นให้กับเรือนนางเผอะเมื่อพุทธศักราช 2558

หมายเหตุ : เรือนนางเผอะนี้ เป็นหนึ่งในเรือนโคราช ที่จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้สร้างพื้นที่ศิลปวัฒนธรรม “หมู่บ้านอีสาน” ขึ้นในปี พ.ศ. 2550 บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ โดยได้ รวบรวม และเสาะแสวงหาบ้านเก่า ช่างพื้นบ้านฝีมือดี และวัสดุ อุปกรณ์ดำรงชีวิตของชาวอีสานดั้งเดิมเพื่อจัดเก็บอย่างยั่งยืน และจัดแสดงให้เห็นคุณค่าของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น วัฒนธรรมและประเพณี รวมถึงวิถีชีวิตอันทรงคุณค่าของ ชาวอีสาน ซึ่งนับวันจะหาชมได้ยาก โดยในขณะนั้นมีการก่อสร้างเรือนแค่เพียง 3 หลัง คือ เรือนนางแป้ เรือนเหย้า และเรือนเครื่องผูก
ต่อมาในปี 2551 จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้รวบรวมเอา “เรือนโคราช” ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานที่ผสมผสาน ความวิจิตรของช่างจากภาคกลางและความสมถะตามวิถีชีวิตของชาวโคราชเข้าไว้ด้วยกันทำให้เรือนโคราชมีความแตกต่างไปจากเฮือนอีสานที่พบเห็นทั่วไปถ้ามองผ่านๆหลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็น บ้านทรงไทย และนอกจาก “เรือนโคราช” แล้ว ยังมีบรรยากาศชนบทอีสาน มียุ้งข้าวแบบต่างๆ รวมถึง เถียงนา (กระท่อมกลางนา) ตูบ คอกควาย และกองฟางด้วย


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : Shutterstock  // Banana Studio

Special Thanks : ผศ.นฤมล ปิยวิทย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา // ผศ.ปริญญา ชูแก้ว อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

Comments

Powered by Facebook Comments