30 Min. read

หากจะบอกว่า ‘เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า’ … ผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าที่ประเทศชาติพึงประสงค์เป็นอย่างไร!!?

ถ้าจะถามผม ขอมองว่า นอกจากจะเป็นคนดี พึ่งพาตัวเองได้ และมีประโยชน์ตามสมควรต่อสังคมโดยรวมแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าสังคมไทยยังขาดและมีแนวโน้มความต้องการสูงในอนาคตคือ ภาวะความเป็นผู้นำ การรู้จักรับผิดชอบ-ทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และสำคัญที่สุดคือมีจิตสาธารณะ โดยเฉพาะจิตสาธารณะต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งนับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย

ไม่อยากบอกว่าตอบโจทย์ที่ผมตั้งไว้ เพราะไม่ได้คาดหมายตั้งแต่แรก เมื่อได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมซึ่งบอกตรงๆ ว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ในไทย (ตกข่าวแรง) ทั้งๆ ที่เค้ามีกันมานานถึง 12 ครั้งแล้ว สำหรับ โครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ‘เพาเวอร์กรีน’ (The Power Green Camp) 

ลองอ่านรายละเอียดที่แทบมาพร้อมเทียบเชิญก็ได้รู้ว่า ‘ค่ายเพาเวอร์กรีน’ ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนเน้นให้เยาวชนรู้จักนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้แก่เยาวชน สร้างแกนนำและเครือข่ายเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 สายวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

คุณเอ็มโซเฟีย เบญจเมธา เจ้าของบริษัท เบญจเมธา เซรามิก จำกัด ขณะบรรยายสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อชุมชน

ทั้งนี้ กิจกรรมของค่ายฯ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม-เรียนรู้สู่การปฏิบัติ’ เน้นให้เยาวชนได้เรียนรู้การพัฒนากระบวนการคิด ได้ฝึกฝนทักษะผ่านการเรียนภาคทฤษฎี และฝึกปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ส่วนตัวชอบมากที่สุดคือ การจัดทัศนศึกษาในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะมองว่าถ้าไม่มีกิจกรรมในส่วนนี้ โครงการนั้นๆ จะน่าเบื่ออยู่ในกรอบแคบๆ ไม่ตอบโจทย์ และไม่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ เพราะการทัศนศึกษาในเรื่องที่พวกเขากำลังเรียนรู้อยู่นั้นทำให้เด็กๆ ได้เห็นสภาพพื้นที่จริงและสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้

“กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ค่ายเพาเวอร์กรีนได้บ่มเพาะเยาวชนหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อมไปแล้วกว่า 900 คนทั่วประเทศ รวมทั้งขยายเครือข่ายเยาวชนทางด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” อ่านตรงนี้แล้วแพ็คกระเป๋าไปชมบรรยากาศจริงแทบไม่ทัน

คุณอุเทน ภุมรินทร์ นักสื่อสารธรรมชาติ ขณะให้ความรู้ด้านหลักการวาดภาพเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Illustration) และการบันทึกธรรมชาติ (Nature drawing)

บอกก่อนว่า ปีที่ 13 นี้เค้ามีธีมว่า การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งในแต่ละปีที่จัดโครงการจะมีแนวคิดไม่ซ้ำกัน โดยเขาจะเลือกนำความเคลื่อนไหวหรือประเด็นเด่นๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนในวงกว้างมาเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินกิจกรรมค่ายฯในแต่ละปี อาทิ ชีวิตที่พอเพียง เพื่อพลังงานที่เพียงพอ, การใช้วิทยาศาสตร์ตามรอยเท้าพ่อ เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน หรือ ปี 2012 โลกจะเกิดพิบัติภัยจริงหรือ แล้วเราจะเตรียมพร้อมและรับวิกฤติได้อย่างไร เป็นต้น

น้องๆ ขมีขมันทำงานกลุ่มโครงงานย่อย

อนึ่ง ในปีนี้ทางค่ายเพาเวอร์กรีนได้คัดเลือกเยาวชนหน้าใสชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 สายวิทยาศาสตร์จำนวน 70 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศรวม 389 คน ร่วมเข้าค่ายฯระหว่างวันที่ 18 – 25 ตุลาคม 2561 ณ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รุ่งเช้าของวันที่ 19 ตุลาคม 2561 ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมประจำการสัมผัสกับประสบการณ์ชาวค่าย บอกตรงๆ แอบตกประหม่าเล็กน้อยเพราะด้วยช่วงอายุของผมกับเด็กๆ มัธยมปลายก็ช่างห่างกันจนแทบเรียกได้ว่าเป็นลุงของเด็กๆ เหล่านั้น … ชื่นชมแววตามุ่งมั่นสดใสและอยากเรียนรู้ของเด็กๆ เหลือเกิน

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (ซ้าย) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ รศ.ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ (ขวา) รองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการ ค่ายเพาเวอร์กรีน ปีที่ 13

เปิดงานด้วยคำกล่าวโดย คุณอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่ได้กล่าวไว้น่าสนใจว่า การทัศนศึกษาลงพื้นที่ของน้องๆ ที่เข้าค่ายในครั้งนี้จะช่วยเปิดโลกทัศน์และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความสมดุลระหว่างการนำทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างรายได้ กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้อยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน เราหวังว่าน้องๆ จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการคิดและนำเสนอโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์ รวมทั้งนำไปปรับใช้ต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนของตนให้มีความสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของบ้านปูฯ ที่ว่า “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา”

คุณโดม ประทุมทอง นักธรรมชาติวิทยา นักเขียนและช่างภาพด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะให้ความรู้ด้านการถ่ายภาพความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ในเชิงวิทยาศาสตร์

ภายในค่ายฯมีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้น้องๆ เยาวชนทั้ง 389 คนได้ลงมือปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อชุมชน โดย คุณเอ็มโซเฟีย เบญจเมธา เจ้าของบริษัท เบญจเมธา เซรามิก จำกัด เวิร์คชอปถ่ายภาพความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ในเชิงวิทยาศาสตร์ โดย คุณโดม ประทุมทอง นักธรรมชาติวิทยา นักเขียนและช่างภาพด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเวิร์คชอปหลักการวาดภาพเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Illustration) และการบันทึกธรรมชาติ (Nature drawing) โดย คุณอุเทน ภุมรินทร์ นักสื่อสารธรรมชาติ พร้อมรับฟังเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Art & Nature การเพิ่มมูลค่าให้ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสร้างสรรค์” โดย ดร.ธรรมรัตน์ พุทธไทย อาจารย์จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คุณไชยพันธุ์ คุ้มวิเชียร เจ้าของธุรกิจแอร์ออร์คิด ซุปเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้ คุณจรัญพร เลิศสหกุล ประธานกรรมการ บริษัท กรีน สไตล์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และ คุณโชคนิธิ คงชุ่ม ผู้ก่อตั้งกลุ่มทำงานอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อ ‘กลุ่มใบไม้’

น้องๆ ขณะนำแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อชุมชน มาสร้างสรรค์เป็นโครงงานย่อย ฝึกปฏิบัติจริงด้านการถ่ายภาพความหลากหลายทางชีวภาพ และวาดภาพเชิงวิทยาศาสตร์

ตั้งใจกันมากๆ

บอกตามตรง ไม่ใช่แค่น้องๆ เยาวชนในค่ายฯที่ได้ความรู้และความสนุกสนาน ผมเองก็ได้รับไม่ต่างกันเช่นกัน ขอบอกว่าการฟังเสวนาพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ Art & Nature … เป็นบุญหูจริงๆ สามารถต่อยอดทางความคิดได้หลากหลายมาก

หลังจากเรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้ทรัพยากรทางชีวภาพในเชิงพาณิชย์ผ่านแนวคิด “สามพรานโมเดล” น้องๆ ก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวสวนที่ “โรงเรียนชาวสวนคลองจินดา” และ พูดคุยกับพ่อค้า-แม่ค้าที่ตลาดสุขใจเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์

น้องๆ เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวสวนที่โรงเรียนชาวสวนคลองจินดา 1

รุ่งขึ้น ผมและน้องๆ ชาวค่ายได้ออกเดินทางไปทัศนศึกษาต่างจังหวัด ที่ จ.นครปฐม และ จ.กาญจนบุรี … เหล่าชาวค่ายฯได้เรียนรู้พร้อมลงมือปฏิบัติจริงในหลากหลายกิจกรรม หนึ่งในนั้นคือการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่เพื่อนำมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ โดย นายทิวา สุดประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่เรียนรู้แนวคิดการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนไปพร้อมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์และผลิตผลท้องถิ่น

ฟังเสวนาให้ความรู้ดีๆ จาก นายชฤทธิพร เม้งเกร็ด และ นายฌาญา ปานเจริญ

นายทิวา สุดประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งในชุมชนที่เรียนรู้แนวคิดการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนไปพร้อมๆ ไปพร้อมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์และผลิตผลท้องถิ่น โดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่เพื่อนำมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์

กลุ่มเยาวชนเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นไม้ และป่าไม้ของชุมชน

กลุ่มเยาวชนขณะศึกษาและลงมือนำไม้ไผ่มาแปรรูป

“ด้วยการสนับสนุนด้านองค์ด้านรู้ความจากมหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ชุมชนได้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วในชุมชนมีสายพันธุ์สัตว์และพืชพรรณมากมาย ชุมชนจึงช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้จนปัจจุบันป่าของเรามีนกเงือกมาอาศัยอยู่ แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยก็ยังเข้ามาช่วยให้ความรู้และส่งเสริมการขยายอาชีพเสริมให้กับชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ไม้ไผ่ของชุมชนสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย สร้างรายได้ให้กับชุมชนและกระจายรายได้ไปยังชุมชนรอบข้างได้อีกด้วย”  นายทิวา กล่าว

หลังจาก 2 วันที่ชาวค่ายฯได้เที่ยวทัศนศึกษา ในที่สุดวันสุดท้ายก็มาถึง สรุปงาน!! ลืมบอกไปว่า งานนี้มีจัดประกวดด้วยนะเออ โดยหลังจากเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว เยาวชนชาวค่ายฯจะนำความรู้ที่ได้จากตลอดกิจกรรมมาตกผลึกเป็นโครงการกลุ่มนำเสนอให้แก่คณะกรรมการค่าย รางวัลชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษามูลค่าสูงถึง 10,000 บาทเลยทีเดียว!! ซึ่งโครงงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในปีนี้ พร้อมรับทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท ได้แก่ โครงงาน Tannin Banana Peel ที่มาพร้อมกับแนวคิดในการนำสารแทนนินที่เป็นคุณสมบัติภายในของเปลือกกล้วยมาสกัดจนได้เป็นสารแทนนินในรูปแบบผง ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ในอนาคต เช่น ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย อุตสาหกรรมฟอกย้อม และป้องกันศัตรูพืช โดยโครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อนำเอาเปลือกกล้วยที่เหลือจากการบริโภคมาเพิ่มมูลค่า สร้างให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ไปพร้อมกับลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจากเปลือกกล้วย ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อของค่ายฯ ในปีนี้เป็นอย่างมาก

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (กลาง) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ รศ.ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ (กลาง) ประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน ปีที่ 13 และน้องๆ เยาวชนทีมชนะเลิศการประกวดโครงงานฯ

นางสาววรรณ์วิสา ผู้ช่วย หรือ มด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนเคียนซาพิทยาคม อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตัวแทนทีมชนะเลิศ จากโครงงาน “Tannin Banana Peel”

“รู้สึกดีใจที่ตัดสินใจมาร่วมเข้าค่ายเพาเวอร์กรีนในปีนี้มากๆ เพราะนอกจากได้เรียนรู้ในห้องเรียนและออกไปเรียนทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดแล้ว ค่ายนี้ยังช่วยให้ได้ลองเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่ มีวิทยากรมาช่วยให้ความรู้ด้านศิลปะคู่กับการนำวิทยาศาสตร์ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ได้สนุกมากๆ สามารถนำเอาการเรียนรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกเหนือจากความรู้แล้ว ค่ายนี้ยังทำให้ได้เจอเพื่อนๆ ที่ชอบวิทยาศาสตร์ด้วยกันจากทั่วประเทศ ได้รับมิตรภาพมากมาย อยากให้พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนสมัครเข้าค่ายในปีต่อๆ ไป เพราะการศึกษาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก” นางสาววรรณ์วิสา ผู้ช่วย หรือ มด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนเคียนซาพิทยาคม อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตัวแทนทีมชนะเลิศ กล่าว

สุดท้าย ในโอกาสปิดค่ายฯ รศ.ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน 13 เสริมว่า การมีความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างถูกต้อง ทั้งในแง่ทฤษฎี การปฏิบัติ ประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากการทัศนศึกษานอกสถานที่ รวมทั้งการประยุกต์ใช้ทักษะด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะช่วยให้เยาวชนสามารถยกระดับ เพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์แล้ว ยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

หลังจบค่ายฯเพาเวอร์กรีน ผมกลับบ้านมาด้วยความรู้สึกราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เหนือสิ่งอื่นใด ผมมองเห็นประกายความเจิดจ้าของ ‘แสงสว่างของชาติ’ จากเด็กกลุ่มหนึ่งที่จะก้าวไปเป็นขุมกำลังในอนาคต เด็กที่เปี่ยมล้นด้วยพลัง พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ที่เรียนรู้-ยืนหยัดผสานนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตไปพร้อมๆ กับสำนึกจิตสาธารณะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน-สร้างสรรค์

แล้วเราจะได้พบกันอีก สวัสดี.

Comments

Powered by Facebook Comments