1 Min. read

รู้สึกไหมครับว่าคนไทยชอบดราม่าจุงเบย ไม่ได้เพิ่งมาชอบนะ ชอบมานานแล้วด้วย สังเกตจากรายการทีวีในช่วงไพรม์ไทม์สิครับ รายการต่างประเทศมักจะเสิร์ฟรายการที่หลากหลาย ซีรีส์บ้าง ทอล์กโชว์บ้าง วาไรตี้โชว์บ้าง สารคดีบ้าง แต่รายการแบบไทยๆ ฉายละครเพียบ แถมเป็นละครในแนวทางเดิมๆ ซ้ำๆ วนกันเรื่อยไประหว่างตบจูบกับตบตี นั่นเพราะคนไทยชอบเสพเรื่องดราม่าฮาร์ดคอร์แบบเข้าเส้น

อย่างที่บอก คนไทยไม่ได้เพิ่งจะมาชอบดราม่า แต่ที่ยุคนี้ดูจะพีคกันหนักข้อขึ้นก็เพราะอิทธิฤทธิ์ของโซเชียลมีเดียนี่ล่ะ ที่ทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ มีพื้นที่สื่อให้แสดงออกมากกว่าการพูดคุยกันกับเพื่อนข้างบ้าน บางเรื่องไม่ทันจะเป็นดราม่า หรือดราม่าเบาๆ ก็โหมกระพือเสียใหญ่โตเกินเหตุ

เข้าเรื่อง ไม่นานมานี้มีดราม่าเกิดขึ้นอีกแล้วครับท่าน เป็นดราม่าที่เกิดขึ้นในรายการดังจากวิกน้อยสี เป็นรายการประเภทประกวดเฟ้นหาดารานางแบบหน้าใหม่มาประดับวงการที่ก่อให้เกิดการถกเถียงมากมาย เมื่อผู้เข้าแข่งขันอายุไม่ถึงสิบแปดปีคนหนึ่งยอมรับว่าตนเอง ‘กลัวกะเทย’ เหล่าเมนเทอร์ก็จัดเลยเต็มที่ “ไม่ได้นะ เธอจะกลัวกะเทยไม่ได้ ถ้าเธอกลัวเธอก็อยู่วงการนี้ไม่ได้ เพราะในวงการนี้มีความหลากหลายทางเพศสูง เธอต้องเปลี่ยนความคิดนะ”

รายการจบคนไม่จบ เกิดกระแสต่อเนื่องโดยแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่าน้องคนที่พูดว่ากลัวกะเทยเป็นจำเลยสังคม เป็นคนเหยียดเพศ อีกฝ่ายมองว่าน้องเป็นเหยื่อของสังคม เหยื่อของรายการ ถูกละเมิด ถูกตีตรา โดยเฉพาะเมื่อน้องคนที่ว่าออกมาทวีตใน Twitter ส่วนตัวว่า “จริงๆ ที่หนูบอกว่ากลัว หนูไม่ได้กลัวแบบเกลียด แต่หนูกลัวเพราะหนูรู้สึกว่าสู้ไม่ได้ พวกพี่ๆ เขาสวยกันมาก สวยกว่าหนู หนูก็เลยบอกว่ากลัว”

ก่อนจะวิเคราะห์กันไปไกล ขอย้อนกลับมาเช็คบริบทของรายการที่ว่ากันก่อน รายการนี้เป็นรายการเฟ้นหาดารานางแบบหน้าใหม่มาประดับวงการ มีมาสามซีซั่นแล้ว ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากผู้ชมล้นหลาม เรียกว่าเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ในแทบทุกตอนที่ฉายออกไป ซีซั่นนี้มีความเก๋และแสดงออกซึ่งนัยสำคัญทางสังคม คือการเปิดโอกาสให้กลุ่ม Transgender หรือกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) สามารถเข้ามาประกวดประชันกันด้วย มองในแง่ลบหน่อยก็มองว่า รายการใช้ตรงนี้เป็นมาร์เก็ตติ้งเรียกกระแส ซึ่งก็ถือว่าไม่ผิดเพราะรายการเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ย่อมต้องการความสนใจ แต่หากมองในแง่บวก ก็นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่สร้างมาตรฐานใหม่ของแวดวงสื่อไทยที่ให้กลุ่มความหลากหลายทางเพศมาแสดงความสามารถจริงๆ (ไม่ใช่แค่แสดงตลกโปกฮาไปวันๆ) เข้าแข่งขันกันโดยไม่ถูกแบ่งแยกกีดกัน โดยพื้นฐานถือว่าเจตนาดีต่อสังคมโดยรวม

 

เข้าเรื่อง (อีกรอบ) ผมขอแยกประเด็นออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเรื่องของการเหยียดไม่เหยียด … โดยส่วนตัวหลังจากดูรายการนี้จบลงมองว่า ทำไมคำว่า ‘กลัว’ จึงเท่ากับ ‘เหยียด’ เราด่วนตัดสินใจและวิพากษ์วิจารณ์กันเกินไปไหม ทั้งที่ยังไม่มีการแยกแยะหรือรับรู้บริบทอะไรเลยว่า น้องคนที่พูดว่ากลัวกะเทยนั้นกลัวเพราะอะไร เราทำตัวเป็น ‘ผู้พิพากษา’ โดยที่ยังไม่ไต่สวนทวนความแม้แต่น้อย ใจเย็นๆ แล้วตั้งสติ … จะว่าไป ‘บริบท’ เป็นเรื่องสำคัญ บริบทคืออะไร บริบทก็คือปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่เราสนใจ คำว่ากลัวในที่นี้อาจไม่ใช่การเหยียดแต่อย่างใด เหมือนเราบอกว่า เรากลัวแม่ กลัวบาป กลัวครู เพราะแม่ เพราะบาป เพราะครูถือว่ามีอำนาจเหนือเรา เรารู้สึกด้อยกว่า ตรงนั้นไม่ถือว่าเป็นการเหยียดเพศ

ว่ากันตรงๆ ผมชอบที่น้องได้พูดในสิ่งที่คิด (ไม่ว่าจะด้วยความกลัวเท่ากับความเกลียดหรือไม่อย่างไรก็ตาม) เพราะอย่างน้อยน้องก็กล้าที่จะพูดความในใจออกมา ทำให้เกิดพลวัตการเรียนรู้ เปรียบเราเดินทางที่รู้จุดหมายแต่ไม่แน่ใจเส้นทาง เราไม่ถามเพราะกลัวบ้าๆ ต่างๆ นานาจนหลงทาง กว่าจะรู้ว่าหลงทาง และการจะวนรถกลับไปในทางที่ถูกต้องก็เสียทั้งเวลาและพลังงานจนเกินจำเป็น อย่างเรื่องของการเกลียดตุ๊ดกลัวกะเทยก็เช่นกัน ถ้าเรารู้สึกแบบนั้นก็สามารถพูดออกไป สมัยนี้เรากลัวการพูดความจริงความรู้สึกออกไป กลัวจนประสาทแ_กไปหมดแล้ว “พูดไม่ได้ พูดว่ากลัวกะเทยไม่ได้ เก็บไว้ๆ เดี๋ยวถูกหาว่าเหยียดเพศ” ทั้งที่ความจริงนั้นแสนกลัว กลัวเหมือนกลัวผีเพราะไม่รู้และไม่มีใครอธิบาย ผลพวงแบบนี้ทำให้ต่อไปนี้คนจะไม่พูดในสิ่งที่ตนเองคิด พอไม่รู้ก็ไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจก็เข้าใจผิดๆ ไปแบบนั้น

ถามว่าความคิดเรื่องการเหยียดผู้อื่นไม่คิดว่าควรเปลี่ยนหรือ คำตอบคือควรเปลี่ยน แต่ต้องเปลี่ยนจริงๆ ไง เปลี่ยนอย่างจริงใจ เต็มใจ เข้าใจ และยอมรับจริงๆ ดังนั้นสิ่งที่เมนเทอร์ทั้งสามควรทำก็คือการถามกลับว่า “เพราะอะไรถึงกลัว” หรือ “อะไรในตัวกะเทยที่ทำให้น้องกลัว” เป็นต้น  เมื่อพบสาเหตุก็จะได้สร้างความเข้าใจให้ตรงจุด นั่นจึงจะเกิดผล

อีกประเด็นคือเรื่องที่ว่า น้องถูกละเมิดหรือไม่ … หลายคนมองว่าน้องอายุน้อย ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้บรรลุนิติภาวะ แต่ส่วนตัวมองว่า อายุ 16 ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความคิดอ่านและสามารถดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการที่น้องกล้าเข้ามาประกวดรายการทีวี ผ่านการคัดเลือกมาหลายต่อหลายครั้ง ตรงนั้นต้องให้เครดิตว่าน้องดูแลตัวเองได้ดีกว่าคนที่อายุมากกว่าหลายคนด้วยซ้ำไป แปลกแต่จริง สังคมไทยชอบมองว่าเด็กวัยรุ่นต้องมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งเปราะบางคิดอะไรพูดอะไรทำอะไรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสมอๆ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลย คนที่อายุยังน้อยอาจมีประสบการณ์ชีวิตน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาคิด พูด หรือทำนั้นไม่มีน้ำหนัก เป็นอากาศธาตุ หากจะหาตัวอย่างว่าแบบไหนคือการเหยียด การคิดว่าสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นไม่มีน้ำหนักหรือเป็นเรื่องที่ไม่ควรถือสาต่างหากคือการเหยียดแบบครบสมบูรณ์ตามคำจำกัดความ

อย่างไรก็ตาม สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องระวังไม่ให้มีใครต้องตกเป็น ‘เหยื่อ’ เพื่อบูชายัญความรู้ใหม่นั้นๆ … คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ครับ ลองขบคิด ตั้งคำถาม และ talkative ดูสิครับ


Writer : คนหลังบ้าน

Comments

Powered by Facebook Comments