3 Min. read

สังเกตไหมว่าสังคมไทยมีข่าวคราวเรื่องที่ผู้ใหญ่ทำร้ายเด็กบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ แถมวิธีการทำร้ายเด็กก็รุนแรงและซับซ้อนขึ้นอีกด้วย ชนิดที่แทบไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในเมืองพุทธ

จำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมีข่าวใหญ่สะเทือนขวัญคนในสังคมไทยสุดๆ เมื่อมีคนใจทรามบุกเข้าข่มขืนและทำร้ายเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบอย่างทารุณภายในห้องน้ำโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทุกคนตระหนกและช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สื่อต่างๆ ตีเป็นข่าวใหญ่และยาวนานเป็นเดือน เชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ว่านี้อีกแน่นอน แต่ซ้ำร้ายกลับเกิดขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง หดหู่ที่สุดคือเปลี่ยนจากคนไกลๆ เป็นคนใกล้ตัวเด็ก ที่ร้ายสุดคือเหมือนสังคมเคยชิน เศร้าแต่รับได้แบบกลายๆ สังเกตจากการให้ความสำคัญของหนังสือพิมพ์ จากข่าวหลักบนหน้าหนึ่งเปลี่ยนเป็นข่าวกรอบจิ๋วบอกรายละเอียดสังเขปช่วงท้ายๆ เล่ม

เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมการกระทำความรุนแรงต่อเด็กจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เรามา Talkative กันครับ …

หลายคนอาจคิดว่าการทำร้ายหมายความเพียงการทำให้เลือดตกยางออก แต่การทำร้ายไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดือนก่อนมีข่าวที่เสพแล้วรู้สึกไม่สบายใจเป็นข่าวที่คุณแม่คนหนึ่งเล่าเรื่องของลูกที่เรียนอยู่อนุบาล 1 ลูกถูกตีที่หลังเป็นรอยแดงสามสี่รอย สาเหตุก็เพราะเขียนหนังสือไม่ได้หรือข่าวของเด็กผู้หญิงวัยอนุบาลหยิบกระดาษที่เป็นงานของรุ่นพี่มาเล่นเสียหาย (เด็กไปเล่นที่ตึกเด็กโต) ครูเลยให้ไปตามเด็กอนุบาลคนนั้นมาแล้วให้รุ่นพี่ใช้สกอตเทปมัดมือ กระดาษทิชชู่พันรอบตา และปิดเทปกาวไว้ นัยว่าต้องการสั่งสอนให้รู้ว่าถ้าโตไปแล้วถูกตำรวจจับขังคุกจะเป็นอย่างไร แม่เด็กเห็นภาพลูกที่นอนสะอึกสะอื้นตัวสั่นเทาด้วยความกลัวแล้วรับไม่ได้จึงมาขอความเป็นธรรมจากโรงเรียน ผอ.โรงเรียนบอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาที่ครูจะสอนเด็ก อีกข่าวมาเป็นคลิปที่คุณครูทำร้ายเด็กเพราะไม่พอใจที่เด็กวาดรูปแล้วฉีกกระดาษ มีการทำความรุนแรงทางร่างกายด้วยภาพที่เห็นรุนแรงพอสมควรและน่าสลดใจ ไม่เพียงแต่คุณครู เมื่อไม่กี่เดือนก่อนก็เคยมีข่าวแม่คนหนึ่งทำร้ายลูกฝาแฝดและมีเพื่อนบ้านแอบถ่ายคลิปเอาไว้เพราะทนเห็นเด็กถูกทำร้ายซ้ำๆ ไม่ได้

อ่านข่าว ผู้ใหญ่ ‘รายที่ว่า’ ให้เหตุผลประกอบการทำโทษรุนแรง (?) ว่าเป็นอีกวิธีอบรมสั่งสอนให้เด็กรู้ถูกผิด รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีว่างั้น บางคนบอกว่าที่ลงโทษไปเพราะอารมณ์ ควบคุมความโกรธไม่ได้อ่านแล้วก็สลดใจ ผมไม่ได้จะ ‘โลกสวย’ ว่าลงโทษเด็กไม่ได้นะครับ เพราะที่โตมาจนรู้ผิดชอบชั่วดีพอสมควรก็เพราะฤทธิ์ไม้เรียวล้วนๆ แต่การลงโทษของผู้ใหญ่สมัยก่อนมีเหตุผลสมควรมากกว่าปัจจุบัน ที่สำคัญคือลงโทษแบบไม่เกินกว่าเหตุ อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจได้

พูดกันจริงๆ แล้วการใช้ความรุนแรงในการทำโทษเด็ก ถือเป็นการทารุณกรรมเด็ก หรือ Child Abuse อย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการตีเด็กรุนแรงบ่อยครั้ง การใช้คำพูดรุนแรง ประชดประชัน ตีตรา การกระทำที่สร้างความกลัวทำให้เด็กรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยทางจิตใจ การทอดทิ้งทางร่างกายและอารมณ์ความรู้สึก การที่เด็กต้องอยู่ในบ้านที่ทะเลาะเบาะแว้งใช้ความรุนแรง การถูกล่วงละเมิดทางเพศฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้สร้างผลกระทบ กลายเป็นบาดแผลทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตา

ได้มีโอกาสอ่านข้อความในแฟนเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา  โดย พ.ญ. เบญจพร ตันตสูติ ก็ให้กระจ่างใจว่าไม่ใช่แค่เราที่คิดไปเอง คุณหมอระบุเอาไว้ว่า “ประสบการณ์ความทรงจำที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจในวัยเด็ก หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Adverse Childhood Experiences (ACE) ที่รุนแรงและเกิดในเวลานานต่อเนื่อง จะทำให้เกิด Toxic Stress Response คือปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อความเครียด ซึ่งจะส่งผลถึงการใช้ชีวิตต่อมาจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้มีผลกระทบทั้งในเรื่องของสุขภาพกายและใจ โดยจากการวิจัยพบว่าเด็กที่มีประสบการณ์ร้ายๆในวัยเด็กเล็กจะมีปัญหาการเรียนรู้ ความจำไม่ดี มีปัญหาการเรียน (เพราะความเครียดส่งผลต่อการเจริญพัฒนาของเซลล์ประสาท) เด็กจะเติบโตมาเป็นคนที่มีแนวโน้มไม่พึงพอใจกับชีวิต เป็นคนที่ทุกข์ง่าย มีความเครียดสูง มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ มีความอดทนต่ำเมื่อเผชิญกับความเครียดหรืออุปสรรค อาจจะแสดงออกด้วยความก้าวร้าว ต่อต้าน ทำผิดกฎระเบียบ หรือวิตกกังวล ซึมเศร้า บางคนใช้ยาเสพติดเพื่อบรรเทาความทุกข์ในใจ และหลายคนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีลูกหลาน พบว่ามักลงโทษลูกหลานด้วยความรุนแรงแบบที่ตัวเองเคยได้รับมา

“นอกจากผลกระทบทางจิตใจ พบว่าผู้ใหญ่ที่มีอาการเจ็บป่วยต่างๆ ทางร่างกายตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด โรคความดันโลหิตสูง เมื่อซักประวัติไปในอดีตพบว่าคนไข้มักมีประวัติที่มีประสบการณ์ร้ายๆ ในวัยเด็ก และเรื่องราวนั้นยังเป็นแผลเป็นร้าวลึกในใจมาจนปัจจุบัน คงคล้ายๆ กับเมื่อจิตใจเจ็บป่วย ร่างกายก็จะมีผลกระทบตามมา กายและใจเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ได้และพบว่าคนเหล่านี้ที่มีประสบการณ์ร้ายๆ ในวัยเด็ก ก็มักจะมีอายุขัยที่สั้นกว่าคนทั่วไป”

อีกเพจที่โพสต์ในเวลาไล่เลี่ยกันซึ่งผมมองว่าให้ความกระจ่างได้ดีอีกเช่นกันคือแฟนเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน โดย พ.ญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี “การสอนที่นำมาซึ่งความหวาดกลัว ทำให้มนุษย์เราตอบสนองโดยใช้สมองส่วนสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ที่จะตอบสนองเพียง 3 แบบเท่านั้น สู้ (ก้าวร้าว รุนแรง) หนี (วิตกกังวล หวาดกลัวง่าย) และ ยอม (รู้สึกตัวเองต่ำต้อย ไม่มีความสามารถ) ซึ่งทั้งหมดนำมาซึ่งผลลัพธ์เชิงลบ เราสอนเด็กได้โดยไม่ต้องทำให้พวกเขารู้สึกแย่ เด็กจะประพฤติตัวดีขึ้น เมื่อพวกเขารู้สึกดีขึ้น (สมองมนุษย์ทำงานแบบนั้น)”

การเรียนรู้ ไม่จำเป็น ‘ต้อง’ อาศัยความรุนแรง อย่าเชื่อว่าความรุนแรงจะสร้างคนดี เพราะหลายครั้งเราก็เห็นได้ว่าความรุนแรงสร้างผู้ใหญ่แบบไหนขึ้นมาในสังคม อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เด็กถูกทำร้ายไปแล้วจะแก้ไขอย่างไรบ้าง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากบาดแผล คุณหมอทั้งสองท่านพูดในทำนองเดียวกันว่า ‘ตรงนี้ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้’ จุดแรก หากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สามารถปกป้องเด็กจากเรื่องเลวร้าย หรืออย่างน้อยก็อย่าเป็นคนที่สร้างบาดแผลทางใจให้กับเด็กเสียเองก็คงจะดี ปกป้องเด็กในความดูแลให้ดำรงชีวิตด้วยความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ให้ถูกทำร้ายซ้ำซาก จุดที่สองคือพ่อแม่และคุณครูที่ทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ ควรมีวิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดของตัวเอง ถ้าจัดการด้วยตัวเองไม่ได้จริงๆ ต้องหาตัวช่วย เช่น พบผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อการช่วยเหลือที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งดีกว่าเอาความเครียดของตัวเองไปลงที่เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

สุดท้าย หากเด็กที่ถูกทำร้ายมีผลกระทบทางจิตใจที่ตามมาเช่น ภาวะเครียดภายหลังจากเหตุการณ์ ซึ่งจะแสดงออกด้วยปัญหาอารมณ์และพฤติกรรมต่างๆ ควรจะให้เด็กได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ที่ผมอยากจะบอกคือ อย่าปล่อยให้การกระทำความรุนแรงต่อเด็กเป็นเรื่อง (เสมือน) ปกติ การเพิกเฉยเมื่อเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เด็กถูกทำร้ายเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเราก็ถือเป็นการยื่นมือเข้าไปช่วยกระหน่ำซ้ำเติมเด็กให้รุนแรงซ้ำๆ ไปอีก โปรดอย่านิ่งนอนใจ สามารถโทรแจ้งหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล เช่น มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก 0-2412-0739 ครับ


Source : FB : เข็นเด็กขึ้นภูเขา / เลี้ยงลูกนอกบ้าน

Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Comments

Powered by Facebook Comments