5 Min. read

“เขาว่ากันว่า … มาเที่ยวโตเกียว แล้วไม่มาย่านอาซากุสะ ไม่มาถ่ายรูปคู่โคมแดงยักษ์เหมือนมาไม่ถึงโตเกียว”

ย่านอาซากุสะ เป็นย่านที่มีคนท้องถิ่นอาศัยอยู่ ทำให้มีกลิ่นอายความเป็นดั้งเดิมของญี่ปุ่นสมัยก่อน บรรยากาศของเมืองเก่าเป็นจุดดึงดูดหลักของการท่องเที่ยว ร้านค้าเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีตั้งอยู่มากมาย พร้อมแหล่งช้อปปิ้งใหม่ๆ ที่ทยอยผุดขึ้นตามซอยเล็กซอยน้อย และสถานที่สำคัญของย่านนี้ที่ทุกคนต้องเดินไปหาคือ ‘วัดเซ็นโซจิ’ วัดที่เก่าแก่ของโตเกียว ตั้งเด่นเป็นสง่าเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของย่านอาซากุสะ

วัดเซนโซจิ น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับแรกๆ ที่คนมาเที่ยวญี่ปุ่นต้องห้ามพลาด เนื่องจากวัดนี้อยู่ในย่านอาซากุสะ และมีโคมแดงขนาดใหญ่แขวนอยู่หน้าวัดเป็นสัญลักษณ์ให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายรูป ในหมู่นักท่องเที่ยวไทยนิยมเรียกวัดเซนโซจินี้ว่า วัดอาซากุสะ หรือ วัดโคมแดง

ตามตำนานกล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชา พระโพธิสัตว์คันนง เมื่อประมาณปี ค.ศ. 628 มีชาวประมงสองพี่น้อง ชื่อว่า ฮิโนคุมะ ฮามานาริ และ ฮิโนคุมะ ทาเคนาริ เดินทางออกหาปลาที่แม่น้ำสุมิดะทุกวัน แต่มีอยู่วันหนึ่ง ที่วันทั้งวันจับปลาไม่ได้สักตัว ทั้งสองจึงอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้สักตัว เพื่อนำกลับไปทานเป็นอาหารเย็น แต่พอเหวี่ยงแหออกไป สิ่งที่ติดแหขึ้นมากลับเป็นพระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิมทองคำ สูง 5 นิ้ว สองพี่น้องจึงนำไปให้หัวหน้าหมู่บ้านชื่อว่า ฮาจิโนะ นากาโมโตะ หัวหน้าหมู่บ้านได้ตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิม จึงได้เปลี่ยนแปลงบ้านของตนในอาซากุสะให้กลายเป็นวัดขนาดเล็ก สำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ เพื่อให้คนในหมู่บ้านมากราบไหว้บูชา ทั้งชาวบ้านและเหล่าซามูไรมักจะเดินทางมาขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมเป็นประจำ และสิ่งที่ขอพรไปนั้นก็มักจะสมปรารถนาอยู่เสมอๆ ทำให้ชาวบ้านและเหล่าซามูไรมีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก จนชื่อเสียงในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์เจ้าแม่กวนอิมนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วญี่ปุ่น มีคนจากทั่วสารทิศเดินทางมาวัดอาซากุสะ เพื่อสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิม จนล่ำลือไปถึงท่านโชกุน ท่านโชกุนจึงได้ให้มีการสร้างอาคารหลังใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 645 และต่อเติมส่วนต่างๆ เรื่อยมาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน (ข้อมูลจาก Wikipedia)

นั่นแหละ … จุดเด่นของญี่ปุ่นคือ ทุกสถานที่มักมีเรื่องราว ไว้ให้ได้เรียนรู้และจดจำเสมอ

วัดนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 6.00 – 17.00 น. ในช่วงเวลากลางวันของวัดแห่งนี้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่พร้อมใจมาเดินเบียดเสียดเพื่อเข้าไปไหว้พระขอพร แย่งกันหามุมที่ดีที่สุดสำหรับถ่ายรูปคู่โคมแดงยักษ์ที่แขวนอยู่ที่ประตู ‘คามินาริมง’ (ประตูฟ้าคำรณ) บริเวณทางเข้าวัด

ต้องทำใจไว้เลยว่า การที่จะถ่ายรูปคู่กับโคมแดงเก็บไว้เป็นที่ระลึกสวยๆ สักรูปนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะของมุมกล้องและความรวดเร็วในการกดชัตเตอร์เป็นอย่างมาก

ด้วยมนต์เสน่ห์บางอย่างของวัดเซนโซจิแห่งย่านอาซากุสะ ทำให้รู้สึกว่ายังมีบางอย่างที่ค้างคาในใจ หากมีโอกาสได้กลับไปญี่ปุ่น จะต้องพาตัวเองไปเยือนที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง

การกลับมาอีกครั้ง ประสบการณ์จากครั้งก่อน ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีหามุมมองใหม่ของสถานที่แห่งนี้ เราเลือกช่วงเวลากลางคืน ช่วงเวลาที่ประตูวัดปิดให้เข้าชมภายในวัดแล้ว ร้านค้ามากมายบริเวณวัดก็ปิดหมด แต่สิ่งที่ไม่เคยปิดคือความสวยงามของวัดนี้ ดวงไฟที่ประดับประดาอยู่ภายในวัด การจัดแสงสีเฉพาะจุด ทำให้ภาพที่เห็นภายในวัดสวยงามในมุมมองใหม่ที่น่าประทับใจอย่างมาก

การเดินทางมาวัดอาซากุสะ ทำได้หลายวิธี

นั่งรถไฟใต้ดินสายกินซ่า (Ginza Line) ลงที่สถานีอาซากุสะ (G19) ออกทางออกหมายเลข 1 หรือใช้รถไฟสายอาซากุสะ (Asakusa Line) รถไฟสายเก่า ลงที่สถานีอาซากุสะ (A18) ออกประตู 4 หรือ 5 เดิน 3-5 นาทีก็ถึงประตูสายฟ้า (สถานีรถไฟอาซากุสะทั้งสองสายแม้จะชื่อเดียวกันแต่เป็นคนละสถานี)

อีกหนึ่งวิธีคือ เดิน เหตุผลที่หลายๆ คนเลือกเดิน เพราะวางแผนการท่องเที่ยวโตเกียวด้วยตั๋วรถไฟแบบเหมาจ่าย 1 วัน ที่เรียกว่า ONE DAY หากใครซื้อตั๋วของ JR LINE ก็จะสามารถนั่งรถไฟสาย JR ไปลงสถานี Asakusabashi Station สิ้นสุดสถานีรถไฟสาย JR ในย่านนี้ ทำให้ต้องเดินอีก 2 กิโลกว่า หรือไปต่อรถไฟสาย Asakusa Line ซึ่งต้องเสียค่าตั๋วเพิ่ม

วิธีการเดินทางของเราในครั้งนี้คือ เดิน 2 กิโลกว่าๆ ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม เพียงเพราะต้องการชมความสวยงามยามค่ำคืนของเมืองนี้ก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับความงกไม่ยอมจ่ายค่าตั๋วรถไฟใดๆ ทั้งสิ้น

บทสรุปของคำว่าเขาว่ากันว่าต้องไป มันเป็นแค่คำพูดลอยๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตัวเราเองที่เป็นคนออกเดินทาง เราเท่านั้นที่ให้คำตอบที่ใช่ ในมุมมองของเรา และฉันเชื่อเสมอ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฉันจะได้กลับมาญี่ปุ่นอีกครั้ง และอีกครั้ง และการกลับมาอีกครั้ง จะเลือกไปเที่ยวซ้ำ ณ จุดเดิม เพราะ ‘ญี่ปุ่นครั้งเดียวไม่เคยพอ’ อันนี้สิ ของจริง!

Comments

Powered by Facebook Comments