15 Min. read

นี่ๆ เดือนนี้มีหนังสยองขวัญเข้าใหม่ด้วยล่ะ ข่าวล่าแจ้งว่าน่าดูมากๆๆ นะเออ ชื่อเรื่องว่า Get Out ลวงร่างจิตหลอน ข่าวบอกว่าเป็นหนังที่ควรดูแบบแบลงค์ๆ ห้ามโดนสปอยล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้อรรถรสในการชมดิ่งลึกลงเหว ผมยังไม่ได้ดู แต่กำลังตั้งตารอดู

http://www.foxforcefivenews.com/wp-content/uploads/2017/02/get-out-mainstage-dated-58828bab73e20-1.png

จะว่าไป พอพูดถึงหนังสยองขวัญสั่นประสาท ผมก็ต้องนึกถึงหนังสยองขวัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทั้งฝังทั้งติดในมโนสำนึกที่สุด พูดถึงหนังแนวๆ นี้ทีไรต้องไพล่ไปนึกถึงเรื่องนี้ก่อนเป็นเรื่องแรก เป็นหนังที่สร้างจากเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญอย่าง Stephen King … The Mist คือเรื่องที่ผมอยากพูดถึง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

บางสิ่งยิ่งเห็นชัด ยิ่งคลุมเครือ

บางสิ่งยิ่งคลุมเครือ ยิ่งเห็นชัด

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในชีวิตประจำวัน แม้ทุกอย่างจะสามารถเห็นได้ง่าย มองได้ชัด แต่มันก็อาจมี ‘หมอก’ บางชนิดปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเรา ซ่อนความคิดความเชื่อบางอย่างไว้ลึกๆ ภายใน ครั้นยามเจอวิกฤติ ยามนั้นอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ชักนำเอาตัวตนจริงๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในให้ออกมาโลดแล่น

http://ihorror.com/app/uploads/mist-1.jpg

จริงอยู่ที่ The Mist โดย Frank Darabont (เจ้าของผลงาน The Shawshank Redemption, The Green Mile และ The Majestic) คือหนังสัตว์ประหลาดบุกเมืองที่หากดูเผินๆ มันก็อีหรอบๆ แต่พอมองให้ลึกลงไปก็ตระหนักได้ว่าสัตว์ประหลาด ความตาย ความตื่นเต้น และความสยดสยอง คืออาหารจานรอง เพราะจานหลักจริงๆ คือ ‘เรื่องจิตใจของผู้คน’ ที่ว่าด้วยหมอกลึกลับที่คืบคลานมาปกคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ซึ่งถ้าเป็นหมอกธรรมดาก็ไม่มีปัญหา แต่เผอิญมันมี ‘บางสิ่ง’ อยู่ในนั้น และมันก็พร้อมจะฆ่ามนุษย์ให้ตายอย่างสยดสยองอีกต่างหาก ทีนี้ก็มีคนกลุ่มหนึ่งติดอยู่ในซูเปอร์มาร์เกต ต้องมองผ่านกระจกใสด้วยความผวาว่ามันจะมีอะไรโผล่มาหรือไม่ และมันจะบุกเข้ามาในนี้ได้หรือไม่ แต่ปัญหาที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือคนในซูเปอร์เริ่มขัดแย้งกันเอง จนเรียกได้ว่าข้างนอกก็น่ากลัวในสายหมอก และข้างในที่เหมือนจะปลอดภัยก็แฝงไว้ด้วยคลื่นใต้น้ำที่น่ากลัวไม่แพ้กัน

 

ทีเด็ดจากการอ่านนิยายของ King พบว่า เขามักแทรกตัวละครที่คลั่งศรัทธา คลั่งลัทธิ หรือหมกมุ่นในอะไรสักอย่างอย่างผิดๆ และกลายเป็นตัวอันตรายในที่สุด ตรงนี้เหมือนเขาจะพยายามเตือนผู้คนผ่านนิยายของเขาว่า การจะเชื่อในอะไรนั้นควรระมัดระวัง อย่างมงายหมกมุ่นจนถึงขั้นคลั่ง ไม่เช่นนั้นเราอาจลงเอยเป็นตัวอันตรายในนิยายชีวิตจริงของตัวเองหรือของใครคนอื่นก็เป็นได้

ขณะเดียวกัน King ก็ยังเตือนให้เราตระหนักว่าโลกนี้มีความเชื่อหลากหลายมากมายนัก บางอันก็ดี ที่มุ่งหมายให้เราตื่นรู้มีสติก็มาก แต่บางอันก็มุ่งครอบงำเราอย่างแยบคาย ซึ่งอย่างหลังมักอาศัยยามที่เราอ่อนแอที่สุด ตื่นกลัวที่สุด แล้วก็ฉวยโอกาสหว่านล้อมให้เราตกเป็นทาสในความเชื่อนั้น ประดุจแมงมุมที่หว่านใยที่แสนบางเบา แต่กว่าเราจะรู้ตัวเราก็ดิ้นไปไหนไม่รอดแล้ว

สำหรับบทสรุปของหนังนั้นก็ยังคงย้ำธีมที่ Darabont พูดเสมอครับ นั่นก็คือ ‘ความหวัง’ หากเรื่องราวใน The Shawshank Redemption คือตัวอย่างแห่งการไม่ยอมแพ้และมีความหวังจนในที่สุดทุกอย่างก็จบลงด้วยดี เรื่อง The Mist นี่ก็เป็นตัวอย่างของการทิ้งความหวังทั้งที่เรื่องราวยังไม่ถึงที่สุด ปัญหายังไม่จบ ถนนยังมีให้ไปต่อ แม้ทางข้างหน้าจะมากด้วยหมอกและไม่เหลือน้ำมันแล้วก็ตาม

แต่ก็อีกนั่นล่ะครับ การจะสรุปว่าพวกเขาตัดสินใจผิดก็คงยากจะกล่าว เพราะสำหรับคนที่เจอแต่เรื่องเลวร้ายมามากขนาดนั้น เราจะยังมีความหวังเหลือได้แค่ไหน ลองว่าเราไม่ได้เจอเท่าที่พวกเขาเจอก็คงสรุปไม่ได้ว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างนั้นหรือไม่

บางครั้งการตัดสินใจที่จะจบชีวิตตนหลังทนปัญหามานานแล้วยังหาทางออกไม่เจอ ก็อาจเป็นทางออกที่เหมาะที่สุดสำหรับบางคน แต่เราจะเลือกแบบนั้นหรือไม่ย่อมอยู่ที่ตัวเรา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความหวัง’

และมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสิ้นหวัง’ มันอยู่ที่เราจะเลือกว่าเราจะเลือกเชื่อเลือกรับสิ่งไหน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

http://decaymag.com/wp-content/uploads/2016/07/The-Mist.jpg


Writer : หมูกระป๋องละสองบาท

Comments

Powered by Facebook Comments