12 Min. read

เมืองน่าสนใจ ไปไม่ยาก ได้อารมณ์แบบญี่ปุ่นๆ ผสมจีน มันกลายเป็นเหตุผลให้ฉันจรลีมาถึง ไทเป

ชาวไทเปนั้นเดินเก่ง การคมนาคมในเมืองส่วนใหญ่ใช้รถใต้ดินที่เรียกกันว่า เมโทร เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ฉันคว้าแผนที่ท่องเที่ยวแล้วกระโดดขึ้นรถใต้ดิน มุ่งหน้าไปสักการะ วัดหลงซาน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง วัดแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่าสามร้อยปี แต่ที่พิเศษกว่านั้นก็คือเมื่อปี ค.ศ. 1945 วัดถูกทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร วิหารทั้งหมดเสียหาย แต่รูปแกะสลักเจ้าแม่กวนอิมภายในกลับรอดพ้นอัคคีภัยมาได้อย่างปาฏิหาริย์ จึงเกิดเป็นพลังเลื่อมใสกับผู้ที่นับถือเดินทางมาสักการะกันอย่างมากมาย

วัดหลงซาน http://3.bp.blogspot.com/-SijmPq0obvI/VjiOmX7ofUI/AAAAAAAAC0M/sbKgqv9j_K4/s1600/Taiwai%2Byoyo%2B%2528635%2529.jpg

เดินเลี้ยวซ้ายออกไปข้างๆ วัด จะเป็น ถนนสมุนไพร อันโด่งดัง ออกรายการทีวีมากมาย ทุกร้านในละแวกนี้จะจำหน่ายสมุนไพรทั้งสดและแห้งกันอย่างคึกคักสุดแสนอะเมซิ่ง เพราะสารพัดยาจีน สารพัดพืชพรรณ ทั้งสด แห้ง ทั้งเปลือกไม้ แก่นไม้ รากไม้ อัดแน่นอยู่เต็มร้านตลอดทั้งถนน เจ้าของร้านจะบอกสรรพคุณ เพื่อนำไปใช้ในการปรุงยารักษาอาการต่างๆ เป็นเวชศาสตร์แบบเฉพาะถิ่น อุดมไปด้วยความหลากหลายทางพืชพรรณ กลิ่นยาจีนคละคลุ้ง เดินทอดน่องชมไปแล้วก็ตื่นตาตื่นใจยิ่ง

เนื่องจากฉันซื้อตั๋วรถเมโทรแบบเหมาวันมา ก็ต้องใช้รถใต้ดินกันให้คุ้มค่าสักหน่อย จุดหมายต่อไปมุ่งหน้าไปยังสถานี Ximen ที่เป็นย่านช้อปปิ้งสินค้าวัยรุ่น โดยแวะไปเยือน THE RED HOUSE เป็นจุดแรก

ประวัติของอาคารเรดเฮ้าส์นั้นก่อสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1908 (สิริอายุกว่าร้อยปีแล้ว) โดยสร้างเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ตัวอาคารทรงแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ออกแบบโดยสถาปนิก Kondo Juro ชาวญี่ปุ่น แรกเริ่มนั้นเป็นศูนย์รวมร้านขายสินค้าจากญี่ปุ่นแล้วเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์ จนในปัจจุบันเขาปรับปรุงเป็นสถานที่ไว้รองรับจัดการแสดงต่างๆ มีครีเอทีฟ บูติกช้อปของศิลปิน นักออกแบบ ร้านค้าเก๋ๆ ฮิปๆ ร้านกาแฟน่านั่ง นั่นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมละแวกนี้จึงมีกลิ่นอายแบบเดินถนนญี่ปุ่น นับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญสุดแสนคลาสสิกของย่านนี้

THE RED HOUSE, Taipei

ละแวกซีเมนติงนี้นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม วัยรุ่นนิยมมาเดินเล่นซื้อหาสารพันสินค้าที่มีกลิ่นอายแบบฮาราจูกุ สารพันสินค้าญี่ปุ่น แฟชั่นวัยรุ่นสมัยใหม่ แรงๆ ล้ำๆ นับเป็นย่านการค้า และถนนคนเดินที่แสงสีตระการตา สืบต่ออิทธิพลทางประวัติศาสตร์มาจากย่านการค้าซึ่งชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์วางรากฐานไว้ ฟังดูแล้วน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

มื้อกลางวัน ฉันแวะเข้าไปที่ร้านขายราเมน ตกแต่งแบบโมเดิร์นเป็นกระจกโปร่งๆ แลเห็นครัวร้อนด้านในที่มีควันจากหม้อต้มน้ำพวยพุ่ง ราเมนร้านนี้เขาเป็นราเมนเส้นสด ซึ่งพ่อครัวจะแสดงกรรมวิธีการผลิตเส้นตั้งแต่การนวดแป้งแล้วฟาดแป้งไปมา ยืดเส้นจากก้อนแป้งก้อนใหญ่ๆ จนกลายเป็นเส้นราเมนหนาๆ แล้วใช้กรรมวิธีแรงคน ม้วนพับยืดไปยืดมา ละม้ายคล้ายรำมวยจีน

พ่อครัวสะบัดลวดลายโชว์ลูกค้าในร้าน จากเส้นหนาๆ ก็กลายเป็นเส้นเล็กๆ ก่อนปล่อยลงไปลวกในน้ำเดือดๆ กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวราเมนหนึ่งชามที่แลดูพิถีพิถัน เพราะทำกันชามต่อชาม ก่อร่างสร้างเส้นแบบถ้วยต่อถ้วย น่าสนใจยิ่งนัก ยังไม่ทันได้ลองลิ้มตักชิมเข้าปากก็น้ำลายสอรออร่อยอยู่แล้ว แบบว่าเป็นการแสดงกระบวนการปรุงอาหารเรียกน้ำย่อยได้ดียิ่งนัก

อิ่มท้องจากร้านราเมน เดินเล่นในสถานีรถใต้ดิน ผ่านมายังร้านขายโมจิ ที่กำลังนวดแป้งข้าวเหนียวกันแบบสดๆ ก่อนจะมาคลุกงา คลุกน้ำตาล เครื่องปรุงต่างๆ เขาทำกันแบบตามสั่ง แค่เห็นก็น้ำลายไหล อยากลองลิ้มชิมรส … รู้สึกได้เลยว่าเมืองนี้ เขาใช้วิชาพรีเซนเทชั่นกันแทบทุกร้าน ขนมปังก็โชว์การนวดแป้ง อบขนมปังส่งกลิ่นหอมคลุ้งกันไปทั้งสถานีใต้ดิน ร้านราเมนก็โชว์การทำเส้น ใครขายอะไรก็อวดก็โชว์กัน เรียกว่าเป็นสิงห์พรีเซนต์กันแทบทุกร้าน

จะว่าไปแล้วการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงไทเปนั้น สำหรับนักย่างกระเป๋าบาง ที่ชอบตะลุยไปตามตรอกซอกซอยอย่างฉัน หัวใจก็น่าจะพองโตครึกครื้นมากเป็นพิเศษเพราะที่นี่เขามีถนนคนเดิน ตลาดกลางคืนน่าสนใจมากมายหลายแห่ง แห่งแรกห่างจากวัดหลงซานแค่เดินห้านาที นั่นคือ ตลาดตรอกงู ที่มีชื่อว่า ‘หัวซีไนท์มาร์เก็ต’ แรกเริ่มเดิมทีตรอกแห่งนี้เคยคึกคักคลาคล่ำไปด้วยร้านค้าที่เต็มไปด้วยกรงขายงู ด้วยความเชื่อในสมัยโบราณว่าดีงูนั่นช่วยเสริมสมรรถภาพ แต่ในปัจจุบันนั้นหลงเหลือร้านงูอยู่ไม่กี่ร้าน แต่ก็ยังเป็นตรอกที่นิยมขายเนื้อสัตว์แปลกๆ ที่เราไม่นิยมรับประทาน อาทิ เนื้องู เนื้อกบ เนื้อตะพาบ และจระเข้ เรียกได้ว่า ดูได้แต่ตา แต่ไม่กล้าชิม เพราะมันแปลกเหลือกำลังรับ

รายรอบหัวซีไนท์มาร์เก็ต เป็นแผงขายสินค้าแบรนด์เนมปลอม แผงขายของใช้ เสื้อผ้า กระเป๋าราคาถูก รวมทั้งแผงลอยขายอาหารตามสั่ง และที่สะดุดตาคือร้านขายของเล่นและแผงขายยาซึ่งคนขายจะใส่เฮดโฟนที่มีไมโครโฟน บรรยายสรรพคุณสินค้าสลับกับการโชว์สาธิตของเล่นด้วยลีลาเสมือนนักร้องเกาหลี บรรยายไป แกก็ออกลีลาบังคับเฮลิคอปเตอร์ลำเล็ก บรรยายแสนยานุภาพผ่านเฮดโฟนที่ต่อเป็นไมค์แบบไร้สายสลับการเปิดเพลง จบจากเฮลิคอปเตอร์บังคับ แกก็มาโชว์ตัวหุ่นยนต์และไดโนเสาร์บังคับวิทยุ

ขณะที่อีกร้านซึ่งขายยาชูกำลังอยู่ข้างๆ กันก็สวมเฮดโฟนแบบเดียวกัน พูดสลับโชว์การหยิบงูเหลือมตัวโตออกมาสาธิตพันรอบๆ ร่างกายเพื่อเรียกความสนใจ ลองจินตนาการคำพูดเป็นลีลาการทอร์คขายๆ น่าจะมีถ้อยความประมาณนี้ “เห็นไหมครับว่า ร่อนได้นิ่ม จอดได้นุ่ม เฮลิคอปเตอร์บังคับสัญญาณวิทยุรุ่นใหม่ของเรา แจ่ม แจ๋ว เล่นแล้วจ๊าบบบสุดๆ” ตึก ชีท ตึก ชีท ตึก เสียงเพลงแดนซ์โหมดัง “กินยาบำรุงของเราแล้ว แข็งแรง แบบว่าหัวใจกล้าหาญ ไม่มีปอด งูตัวโตๆ เราก็มีกำลังสู้มันได้ ไม่มีกลัว” อีกร้านซึ่งกำลังขายยาชูกำลังส่งเสียงแทรกขึ้นมา

เสียงของพิธีกรสองร้านนี้ตะเบ็งแข่งกันแก่งแย่งโสตประสาทการรับฟังแบบสุดๆ เรียกได้ว่าเป็นอีกวิธีพรีเซนต์ที่ต้องบันทึกไว้ว่า เป็นการสรรหาของแปลกๆ มาโชว์ เพื่อเรียกร้องความสนใจแบบสุดยอดวิชาพรีเซนเทชั่น


Writer : ก้า อรินธรณ์

Comments

Powered by Facebook Comments