4 Min. read

ผู้เขียน              :           พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์

สำนักพิมพ์       :           โพสต์บุ๊กส์

HIGHLIGHT |

  • ชอบอ่านประวัติศาสตร์โลกแบบไม่น่าเบื่อ ออกรสออกชาติ เล่มนี้คือถูกจริตมาก อ่านไปลุ้นไป แถมได้ความรู้อีกต่างหาก (แต่อย่าเชื่อถือแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะอย่างไรก็ขาดความเป็นจริงอย่างรอบด้านไปบ้างตามประสาหนังสืออ่านเล่น ไม่ใช่ตำราประวัติศาสตร์)
  • แง่คิดที่คุณจะได้แน่ๆ คือสัจธรรมของชีวิต มีรุ่งโรจน์มีมืดดับ มีกลางคืนก็มีกลางวัน ชีวิตไม่แน่ไม่นอน ขอเพียงมีสติ ตั้งรับ และไม่ยอมแพ้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เอง อีกประเด็นที่น่าสนใจและใกล้เคียงกับความเป็นสัจธรรมของโลกก็คือ สงครามไม่เคยทำให้ใครดีขึ้น มีแต่เลวลงและแย่ลง 
  • ภาษาและสำนวนที่ใช้ถือว่าอ่านง่าย มีความน่าติดตาม แต่จะวางลงแล้วออกไปทำโน่นนี่นั่นก็ได้ ไม่เร้าใจถึงขนาดที่ว่าวางไม่ลง อรรถรสในการอ่านถือว่าผ่าน 
  • ซื้อเก็บไว้อ่านไม่ถือว่าขาดทุน

สำหรับใครที่ไม่ออกไปไหน (หรือออกไปไหนไม่ได้) ในช่วงสงกรานต์ ไม่มีอะไรจะดีสำหรับหนอนหนังสืออย่างเราๆ ท่านๆ ไปกว่าการมีหนังสืออ่านสนุกคู่ใจสักหนึ่งเล่มในช่วง ‘หน้าน้ำ’ แบบนี้ และนี่คือหนังสือสารคดีเล่มสวยที่ผมเลือกมาแนะนำ ขอกระซิบดังๆ ว่ามีความน่าสนใจทั้งสาระและความบันเทิงซึ่งคุณไม่ควรพลาดทีเดียว

หนังสือที่บันทึกเรื่องราวของชนชาติหนึ่ง … ถูกรังเกียจ … ถูกหวาดกลัว … ถูกกดขี่อย่างหนักหนาสาหัสมากที่สุด แต่กลับมีอิทธิพลต่อชาวโลกมากที่สุด พวกเขาถูกเรียกว่า ‘ยิว’

โลหิตอิสราเอล เล่มนี้ โดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่หน้าปกที่สวยมาก! โดยเนื้อหาภายในเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวล้วนๆ ตั้งแต่ในยุคตำนานจนถึงยุคสมัยใหม่ซึ่งชนเผ่านี้ได้ประสบชะตากรรมทั้งดีและร้ายมาแล้วต่างๆ นานา ต้องบอกว่าไงดีล่ะ ถ้าถามว่าชนชาติใดเก่าแก่มากที่สุดในโลก คำตอบคงหนีไม่พ้นชาวยิว ด้วยเรื่องเล่าที่กล่าวขานกันมานานนับพันๆ ปีตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศักราชที่ไม่ใช่เพียงแค่เล่าสู่กันฟังต่อๆ มา แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จารึกไว้อย่างชัดเจน สามารถนำมาเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการกำเนิดของชนชาติ การสร้างอาณาจักร การสูญเสียอาณาจักร การถูกขับไล่ ซึ่งทำให้ชนกลุ่มที่ทั้งเก่งกาจและห้าวหาญนี้ต้องระหกระเหินไปอาศัยตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผ่านสงครามใหญ่น้อยที่ทั้งยืดเยื้อและซับซ้อนซึ่งมีแต่ความโหดร้ายทารุณเข่นฆ่าล่าชีวิตกันเป็นผักปลา จนกระทั่งในที่สุดก็สามารถกลับมาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอิสราเอลซึ่งเป็นถิ่นเดิมตั้งแต่ครั้งอดีตกาลได้ในที่สุด

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“สงครามและความขัดแย้งไม่ได้นำมาซึ่งความสงบและสันติภาพ มีแต่จะสร้างรอยแตกแยกและความร้าวฉานยิ่งขึ้นไปทุกที เมื่อวันใดที่อีกฝ่ายอ่อนแอระสำระสาย คงไม่แคล้วให้ฝ่ายที่แข็งแรงกว่าเห็นช่องโหว่นั้นจนคิดทำสงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่อยู่ร่ำไป”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

https://f.ptcdn.info/017/041/000/o46sicftm5xOHkTfMj9-o.jpg

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องราวของพวกเขาจะจบลงอย่าง Happy Ending เพียงเท่านั้น … เพราะทุกวันนี้ยังคงมีข่าวคราวของสงครามและข้อกระทบกระทั่งขัดแย้งระหว่างอาหรับ (ชาวปาเลสไตน์) กับอิสราเอล (ชาวยิว) อยู่เรื่อยๆ เนื่องจากทั้งสองชนชาติเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาช้านาน แต่หารู้ไม่ว่าต่างก็มีจุดกำเนิดร่วมกันซึ่งปรากฏในนิทานปรัมปราจากคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาเดิมว่า … ชายคนหนึ่งชื่อ อับราฮัม ซึ่งอาศัยอยู่แถบเมโสโปเตเมียได้ยินเสียงสวรรค์บอกให้เขาไปสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ชื่อคานาอัน ซึ่งพระเจ้าให้สัญญาแก่อับราฮัมว่าเขาจะได้เป็นต้นตระกูลของชนชาติอันยิ่งใหญ่และจะมีกษัตริย์มากมายสืบเชื้อสายมาจากเขา แต่จนแล้วจนรอด ซาราห์ ภรรยาของเขาที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราก็ยังไม่สามารถมีลูกได้ เขาจึงยก ฮาการ์ สาวใช้ให้เป็นภรรยาน้อยจนมีบุตรชายชื่อ อิสมาเอล (ต้นตระกูลของชาวอาหรับ) ฮาการ์อาศัยข้อนี้กระด้างกระเดื่องต่อซาราห์จนเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เนืองๆ

หลังจากนั้น 14 ปี พระเจ้าก็ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ซาราห์ที่อายุเก้าสิบปีเศษซึ่งเลยวัยมีประจำเดือนมานานตั้งครรภ์จนกำเนิดบุตรชายชื่อ อิสอัค (ต้นตระกูลชาวยิว) เมื่อซาราห์มีบุตร นางก็ใช้สิทธิความเป็นเมียหลวงขับไล่ฮาการ์และอิสมาเอลออกไปจากบ้านเพื่อไม่ให้แย่งมรดกกับอิสอัคได้ หลังจากถูกขับไล่ทำให้สองแม่ลูกต้องเร่ร่อนไปทั่วจนอิสมาเอลเติบโตขึ้นเป็นนักแม่นยำธนู ได้พบรักและแต่งงานกับหญิงชาวอียิปต์ เรื่องราวจุดเริ่มต้นความขัดแย้งต่างๆ จึงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น

ถึงแม้ว่าจะมีบางเรื่องราวที่ดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเหลือเชื่อสักทีเดียวนัก เพราะสามารถสืบค้นหาความจริงได้ตามหลักฐานที่จารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Comments

Powered by Facebook Comments