18 Min. read

วัด นอกจากจะเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา และสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่บันทึกเรื่องแห่งยุคสมัย และเป็นศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรมของชาติ MOREmove online จึงขอพาคุณผู้อ่านตามไปทำความรู้จักกับวัดวาอารามอันงดงามของเขตตัวเมืองนครราชสีมาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแง่มุมที่น่าชมมากมาย ดุจดังอัญมนีประดับเมือง ให้เป็นสง่า เป็นมรดกอันทรงคุณค่าของแผ่นดินที่น่าภาคภูมิใจ ซึ่งเราๆ ท่านๆ (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่) บางครั้งอาจคุ้นเคยและผ่านเลยไป แต่ถ้ามีโอกาสศึกษาให้ลึกเข้าไปในรายละเอียดก็จะพบว่ายังมีอะไรอื่นๆ อีกมากมายดุจขุมทรัพย์ที่ซุกซ่อนอยู่และรอให้เราเข้าไปพบเจอ

 

วัดสุทธจินดา

Highlight |

  • พระพุทธรูป ปางห้ามญาติ หน้าโบสถ์
  • สมเด็จพระเจ้าองค์ดำสุทธจินดา พระพุทธรูปสำริดศิลปะเชียงแสน (ลาว) ปางมารวิชัย
  • สะพานหน้าท่อ – บรมจินดา

วัดสุทธจินดา เดิมนั้นเป็นที่ตั้งของวัดถึงสองวัด คือวัดบรมจินดาซึ่งอยู่ทิศใต้ และวัดสมบูรณ์จิ๋วซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ วัดทั้งสองวัดมีคลอดกั้นกลางเพื่อแบ่งอาณาเขต โดยวัดทั้งสองวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมานาน สร้างขึ้นโดยใครและสร้างในสมัยใดนั้นยังไม่ทราบอย่างแน่ชัด

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2458 ทางส่วนราชการได้มีการย้ายศาลากลางจังหวัดหรือศาลากลางว่าการมณฑลนครราชสีมาในสมัยนั้น จากที่เคยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดพระนารายณ์มหาราช มาตั้งที่มุมกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ โดยสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น และได้รื้อกำแพงเมืองด้านด้านตะวันออกเฉียงใต้ออก เพื่อให้มองเห็นศาลาว่าการและสนามภายในศาลาอย่างเด่นชัด

แต่เมื่อมีการรื้อกำแพงเมืองฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ออกแล้ว ก็ทำให้เห็นวัดทั้งสองวัดชัดยิ่งขึ้น และวัดทั้งสองวัดนั้นอยู่ในสภาพที่เก่าแก่และทรุดโทรมมาก ซึ่งมองไปแล้วไม่รับกันกับศาลาว่าที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่  ทางราชการจึงมีความคิดที่จะพัฒนาวัดขึ้นใหม่ให้มีสภาพที่ดีกว่าเดิม ดั่งนั้นบรรดาข้าราชการ ทหาร พลเรือน คหบดี และพ่อค้า มีพระยาเพ็ชรปาณี (ดั่น รักดประจิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมา จึงร่วมปรึกษาและเห็นต้องกันว่า เมืองนครราชสีมาเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองเอกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรมีวัดที่สง่างามอยู่ใกล้ศาลาว่าการมณฑล จึงได้มีการรวมเอาวัดสมบูรณ์จิ๋วกับวัดบรมจินดาให้เป็นวัดเดียวกัน และสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้เป็นที่สถิตของพระมหาเถระผู้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลในขณะนั้นต่อไป

พระธรรมโสภณ (โกศล สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา

เมื่อการปรึกษาหารือเป็นที่ลงตัวแล้วการก่อสร้างวัดใหม่จึงเกิดขึ้น มีใบบอกลงมายังกรุงเทพมหานคร กราบทูลพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขอประทานพระอนุญาตรวมวัดสร้างใหม่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าประทานอนุญาต และได้ประทานนามวัดว่า วัดสุทธจินดา และโปรดฯ ให้ยกวัดนี้เป็นพระอารามหลวง เมื่อพ.ศ. 2478

นอกจากวัดแห่งนี้จะเป็นวัดที่เชิดหน้าชูตาให้กับจังหวัดแล้ว หากมาถึงวัดแห่งนี้ก็ไม่ควรพลาดที่จะเข้ามากราบไหว้สักการะ สมเด็จพระเจ้าองค์ดำสุทธจินดา พระพุทธรูปสำริดศิลปะเชียงแสน (ลาว) ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำวัดที่มีความสำคัญ และมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก

 

วัดพระนารายณ์

Highlight |

  • หน้าโบสถ์กลางน้ำ
  • สะพานเชื่อมไปยังโบสถ์กลางน้ำ
  • หลวงพ่อใหญ่ วัดพระนารายณ์
  • พระพุทธรูปภายในศาลา

วัดพระนารายณ์ หรือเดิมชื่อว่า วัดกลาง, วัดกลางนคร เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองโคราชมานาน วัดพระนารายณ์สร้างขึ้นในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เหตุผลที่เรียกว่าวัดกลางนั้น ด้วยทำเลที่ตั้งของวัดตั้งอยู่กลางใจเมือง จึงได้ยึดเอาวันนี้เป็นจุดศูนย์กลาง และเรียกชื่อวัดอื่นๆ ตามที่ตั้งทิศต่างๆ ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง โดยมีวัดพระนารายณ์เป็นจุดศูนย์กลาง

ในอดีตวัดพระนารายณ์ใช้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของเหล่าข้าราชการในจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งให้เป็นสถานที่ทำพิธีสวดเสกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในงานพระราชพิธีเสวยราชสมบัติอีกทั้งยังเคยเป็นสถานที่ตั้งเจดีย์บรรจุอัฐิคุณย่าโม จนเมื่อปี พ.ศ.2477 ได้มีการย้ายอัฐิไปบรรจุบริเวณฐานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีย์

ปัจจุบันวัดพระนารายณ์ตั้งอยู่ติดกับศาลหลักเมือง ภายในวัดยังคงพบโบราณวัตถุ และสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยา ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาสามารถเข้าไปสักการะพระพุทธทศพลญาณประทานบารมีและพระบรมสารีริกธาตุในวิหารเพื่อความเป้นสิริมงคล และชมความงามของพระอุโบสถกลางน้ำ ที่ตั้งอยู่เกาะกลางสระบัวทิศตะวันออกของวัด ซึ่งภายในพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนังแสดงพุทธประวัติและทศชาดกจำนวน 16 ภาพ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าไปสักการะพระวิหารหลวงและเทวรูปพระนารายณ์สี่กร จำหลักด้วยหินทรายฝีมือขอมโบราณ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงพระนามผู้สร้างวัดได้อีกด้วยในปัจจุบันวัดพระนารยณ์ ยังมีศิลปะวัตถุ พร้อมทั้งแบบสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยา และปูชนียสถานภายในวัด

 

วัดบึงพระอารามหลวง

Highlight |

  • โบสถ์ทรงเรือสำเภา
  • พระพุทธรูปในโบสถ์
  • นาคแกะสลัก หน้าโบสถ์

วัดบึงพระอารามหลวง หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากในสมัยก่อนว่า ‘วัดขุนนาง’  วัดบึงเป็น 1 ใน 6 วัดที่คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ สมัยที่มีการก่อสร้างเมืองนครราชสีมาขึ้น เหตุผลที่ชาวบ้านเรียกวัดแห่งนี้ว่าวัดขุนนาง สืบเนืองมาจากศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านพระอุโบสถ พระพุทธรูปประธาน ใบเสมา และอื่นๆ ที่เราได้เห็นนั้นน่าจะสร้างขึ้นจากขุนนางและข้าราชในสมัยนั้น ทำให้วัดแห่งนี้มีความแตกต่างจากวัดอื่นๆ ที่เราเห็นบริเวณรอบๆ เมืองโคราช

 

ศิลปะที่โดดเด่นและบ่งบอกว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ พระอุโบสถทรงเรือสำเภา ที่ก่อสร้างขึ้นด้วยการก่ออิฐถือปูน พระอุโบสถมีขนาดกว้าง 12.15 เมตร ยาว 22 เมตร สูง 30 เมตร หลังคาลาด 4 ชั้น เครื่องบนเป็นไม้มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ฐานมีลวดลายบัวโค้งเป็นฐานสำเภา เรียกตามภาษาช่างว่า โค้งปากตะเภา สองข้างผนังชั้นนอกมีคันทวยข้างละ 6 ตัว รวม 12 ตัว ทำเป็นรูปนาคแกะสลักไม้ประดับด้วยกระจกสี ประตูทางเข้าด้านหน้ามี 3 ประตู ด้านหลังมี 2 ประตู อกเลาประตูแกะสลักลวดลายไทย มีหน้าต่งด้านละ 5 ช่อง รวม 10 ช่อง ด้านบนของพระอุโบสถ ด้านทิศตะวันออกหน้าบันไม้แกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อยู่ตรงกลางรอบข้างเป็นลายก้านขด

พระราชสีมาภรณ์ (วันชัย กนฺตจารี) รักษาการเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดบึง (พระอารามหลวง)

 

ทิศตะวันตกหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทางครุฒวาหนะท่านกลางก้านลายขด มีช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์ประดับด้วยกระจกสีเภา พระอุโบสถทรงเรือสำเภานี้ถือได้ว่าเป็นพระอุโบสถหลังสุดท้ายที่ยังคงศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ จนได้รับประกาศเชิดชูเกียรติจากศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดนครราชสีมา ในวันอนุรักษ์มรดกไทย พ.ศ.2534 ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

สำหรับผู้ที่มาถึงวัดบึงแห่งนี้ นอกจากจะได้ทำบุญและชมความงามภายในพระอุโบสถแล้ว ยังสามารถเข้าไปกราบไหว้ ที่มีขนาดหน้าตัก กว้าง 6 ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิราบพระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปปางมารวิชัย (หลวงพ่อโตอู่ทอง) พระพุทธรูปที่มีลักษณะศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

 

วัดพายัพ

Highlight |

  • ศาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  • หน้าโบสถ์ใหม่
  • ใบธรรมจักร โบสถ์ใหม่

วัดพายัพ เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดของจังหวัดนครราชสีมา สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมๆ กับการสร้างเมืองนครราชสีมา วัดพายัพตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมือง ทางทิศพายัพของเสาหลักเมือง จึงได้ชื่อว่า ‘วัดพายัพ’

วัดพายัพ ได้มีการบูรณะปฎิสังขรณ์เรื่อยมา โดยศิลปะที่ใช้สร้างพระอุโบสถของวัดนั้นเป็นศิลปะสมัยอยุธยา พระอุโบสถเดิมจะเป็น ลักษณะทรงสำเภา ก่อสร้างขึ้นโดยการก่ออิฐถือปูน หลังคาเป็นหลังคาไม้ คาดว่าน่าจะมีอายุราวๆ 300 ปี มีลูกนิมิตเป็นใบเสมาคู่รอบพระอุโบสถเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

แต่ในปัจจุบันนี้พระอุโบสถหลังเก่าได้ชำรุดและผุพังลงไปมาก จนไม่สามารถที่จะบูรณะปฎิสังขรณ์ได้แล้ว ทางวัดจึงได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นมาแทน โดยพระอุโบสถหลังใหม่นี้ยังคงเป็นลักษณธเรือสำเภาในสมัยอยุธยาเช่นเดิม เพิ่มเติมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และประดับด้วยหินอ่อนและหินแกรนิตทั้งหลัง ทำให้เป็นที่สะดุดตาแกผู้คนที่เข้ามาทำบุญที่วัดแห่งนี้เป็นอย่างมาก ด้วยความโดดเด่นของตัวพระอุโบสถที่มีความใหญ่โต โอ่อ่า รวมไปถึงศิลปะและสถาปัตยกรรมที่นำมาใช้มีทั้งความวิจิตรและงดงามเป็นที่ดึงดูดสายตาเป็นอย่างยิ่ง

และเพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในบริเวณพระอุโบสถหลังใหม่จึงมี พระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในท่าประทับยืนสง่าผ่าเผยประดิษฐานอยู่ในศาลาทรงไทย และต้นศรีมหาโพธิ์ ทั่นเชิญมาจากหน่อพุทธคยา ประเทศอินเดีย และเมื่อมาถึงวัดแห่งนี้แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยนั่นก็คือ ถ้ำหินงอกหินย้อย สถานที่ Unseen ที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองโคราช ซึ่งภายในถ้ำหินงอกหินย้อยจะประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองที่มีอายุกว่า 300 ปี ให้ประชาชนได้กราบไหว้ และชมความงามภายในถ้ำ

 

วัดศาลาลอย

Highlight |

  • กราบไหวอัฐิคุณย่าโม
  • ชมความงามอุโบสถหลังใหม่
  • พักผ่อนหย่อนใจหลังทำบุญ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

วัดศาลาลอย เป็นอีกหนึ่งวัดที่สำคัญของชาวโคราช เนื่องจากเป็นวัดที่คุณย่าโม หรือท้าวสุรนารี วีรสตรีคนสำคัญของชาวโคราช ที่มีดำริให้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น ภายหลังจากที่รบชนะกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ 2370 ซึ่งได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และอนุสรณ์สถานเจดีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีขึ้นภายในวัด ภายหลังที่ท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

วัดศาลาลอยก่อสร้างขึ้นมาร่วม 200 กว่าปี จากประวัติศาสตร์เล่าขานกันว่า “เมื่อครั้งท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม เสร็จศึกสงครามจากทุ่งสัมฤทธิ์ ขณะยกทัพกลับเมืองนครราชสีมา ได้แวะพักบริเวณท่าตะโก และได้สั่งให้ทหารทำแพเป็นรูปศาลาเสี่ยงทายลอยไปตามลำตะคอง พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน หากแพรูปศาลานี้ลอยไปติดอยู่ ณ ที่แห่งใดจะสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งแพได้ลอยไปติดอยู่ริมฝั่งขวาของลำตะคอง ซึ่งเป็นวัดร้าง จึงได้สร้างพระอุโบสถ เป็นวัดศาลาลอยในปัจจุบัน”

นอกจากความเก่าแก่และเป็นวัดที่บรรจุอัฐิของคุณย่าโมแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีความโดดเด่นอยู่ที่อุโบสถหลังใหม่ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นแนวบุกเบิกอาคารทางศาสนาจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ปี พ.ศ. 2516 และรางวัลจากมูลนิธิเสฐียรโกเศศและนาคะประทีป อุโบสถหลังนี้ใช้วัสดุพื้นเมืองคือกระเบื้องดินเผาด่านเกวียนนำมาประดับตกแต่ง เช่น ผนังด้านหน้าอุโบสถเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ผนังด้านหลังเป็นภาพตอนพระเจ้าเปิดโลก ส่วนบานประตูเป็นโลหะลายนูน ภาพเล่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดก (13 กัณฑ์) ภายในมีพระประธานปูนปั้นสีขาว ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปยืนประทับ ณ ประตูเมืองสังกัสนคร พระนามว่า ‘พระพุทธประพัฒน์สุนทรธรรมพิศาล ศาลาลอยพิมาลวรสันติสุขมุนินทร์’ หน้าประตูอุโบสถมีปูนปั้นรูปท้าวสุรนารีนั่งพนมมือกลางสระน้ำ ตัวอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วรูปเสมา สัญลักษณ์ของเมืองเสมาเดิม ด้านข้างมีสถูปขนาดเล็กซึ่งเคยใช้เป็นที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี ปัจจุบันอาคารเจดีย์ที่ใช้บรรจุอัฐิท้าวสุรนารีได้รับการออกแบโดยศิลปินแห่งชาติ

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่อยู่ภายในวัดแล้ว ภายในวัดยังมีการทำบุญรูปแบบต่างๆ ให้ร่วมทำบุญกัน และยังมีการปรับภูมิทัศน์ภายในวัด ให้มีความร่มรื่น มีการสร้างน้ำตกจำลองขนาดใหญ่และตกแต่งด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ สำหรับเป็นที่พักให้แก่ญาติโยมที่มาทำบุญกันอีกด้วย

 

วัดสระแก้ว

Highlight |

  • อุโบสถหลังใหม่
  • พระพุทธรูปปางห้ามญาติ
  • พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยปางมารวิชัย
  • หลวงพ่อติกขวโร หรือพระติกข์ พระพุทะรูปเก่าแก่ปางถวายเนตร

วัดสระแก้ว เป็นวัดที่สร้างขึ้นในเขตกำแพงเมือง สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนานรายณ์มหาราช ทรงให้สร้างเมืองนครราชสีมา ช่วงราวๆ ปี พ.ศ. 2220

ที่มาที่ไปของคำว่า วัดสระแก้ว ก็เพราะวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสระแก้ว สระน้ำเก่าแก่ที่มีมานาน เป็นสระน้ำคู่บ้านคู่เมืองของคนโคราช วัดสระแก้วก่อสร้างขึ้นโดยกลุ่มขุนนาง พระอุโบสถหลังเดิมนั้นก่อสร้างด้วยศิลปสมัยอยุธยา เป็นพระอุโบสถที่มีความวิจิตรงดงาม  ว่ากันว่าในสมัยที่คุณย่าโมยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้ทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์เสนาสนะวัดแห่งนี้อยู่เรื่อยมา  แต่ในปัจจบันพระอุโบสถมีความเก่าและทรุดโทรมลงไปมาก จึงได้มีการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นมาแทน พระอุโบสถหลังใหม่นี้สร้างขึ้นในสมัยไหนและใช้ศิลปแบบไหนไม่มีใครทราบแน่ชัดรู้เพียงว่า ในพระอุโบสถไม่มีเสา กรอบหน้าต่างจะมีผนังที่หนามาก สลับกับเสาใหญ่ระหว่างช่องหน้าต่าง

สำหรับผู้ที่มาถึงวัดสระแก้วแห่งนี้แล้ว นอกจากการมาทำบุญก็ไม่ควรพลาดที่จะไปเยี่ยมชมและสักการะพระพุทธรูปประธานที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยปางมารวิชัยที่มีความเก่าแก่ และยังมีเรื่องเล่าขานสืบกันมาว่า เมื่อ พ.ศ.2493 หลังคาพระอุโบสถของวัดได้พังลงมา แต่องค์พระประธานกลับไม่ได้รับความเสียหายแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสเป็นอย่างมาก  นอกจากองค์ประปธานแล้ว หากเดินอ้อมไปทางด้านของพระอุโบสถ จะพบกับที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อติกขวโร หรือพระติกข์ พระพุทะรูปเก่าแก่ปางถวายเนตรที่ได้อัญเชิญมาจากอยุธยา ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากๆ

 

วัดสระแก

Highlight |

  • อุโบสถ ที่ถูกสร้างอย่างวิจิตรบรรจงและอลังการ
  • สิงห์คู่ ทางขึ้นอุโบสถ
  • หน้าอุโบสถ
  • ด้านบนอุโบสถ

วัดสะแกตั้งอยู่ที่ถนนสุรนารี ตำบลในเมือง หรือถ้าจะให้เรียกง่ายๆ ว่าตั้งอยู่ที่ไหนก็คงต้องบอกว่า ตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดแม่กิมเฮงนั่นเอง

วัดสะแก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2230 ไม่ปรากฎนามผู้สร้างที่ชัดเจน คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นพ่อค้า ประชาชนภายในระแวกนั้นร่วมกันสร้างขึ้น และได้รับการสถาปนาเป็นพระอาหลวง เมื่อวันที่ 1 ส.ค. พ.ศ. 2529 ปัจจุบันมีสถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี

ในสมัยก่อนนั้นวันสะแกถือได้ว่าเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเมืองและมีความสำคัญมาก เพราะเป็นที่ทำฌาปนกิจศพสืบ เนืองจากในตัวเมืองจะไม่มีการเผาศพ คนในสมัยก่อนนั้นหากมีการเสียชีวิตลงจะขนศพผ่านทางประตูไชยณรงค์ หรือประตูผีเพื่อนำศพไปทำการเผานอกเมือง วัดสะแกจึงเป็นวัดแรกที่มีการเผาศพ

เรียกได้ว่าวัดสะแกเป็นอีกหนึ่งวัดที่อยู่เมืองโคราชและเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของคนโคราชมานาน แต่หลายๆ คนอาจจยังไม่รู้ว่าวัดสะแกแห่งนี้มีความงามอะไรซ่อนอยู่ เพราะหากมองเผินๆ จากภายนอก วัดแห่งก็คงจะเหมือนกับวัดทั่วๆ ไป

และความงามที่กล่าวถึงนั่นก็คือ อุโบสถ ที่ถูกสร้างอย่างวิจิตรบรรจงและอลังการ โดยรอบอุโบสถเป็นลานกว้าง อุโบสถกว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก จตุรมุขมียอดปราสาท ๗ ชั้น มีกำแพงแก้วโดยรอบ ด้านหน้าพระอุโบสถ มีศาลาราย ๒ หลัง ด้านทิศหนือ เเละด้านทิศตะวันตก มีวิหารคต ด้านหน้าอุโบสถมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ประดิษฐานไว้ให้คนที่ผ่านไปมาได้กราบไว้ รวมไปถึงระเบียงคดที่แสดงภาพศิลปะปั้นปูนนูนต่ำขนาด 4×6 เมตร ซึ่งประกอบด้วยภาพสถานที่สำคัญของทางศาสนา 6 ภาพ ภาพเล่าเรื่องพระสุธนและสัตว์ป่าหิมพานต์ 2 ภาพ และภาะเหตุการณ์สำคัญขององค์สัมมาสัมพทธเจ้าอีก 8 ภาพ

นอกจากวัดแห่งนี้จะเป็นที่ประกอบพิธีต่างๆ ทางศาสนาแล้วที่วัดแห่งนี้ยังเป็น สำนักสอนปริยัติธรรม ก.ศ.น.(การศึกษาปริยัติธรรมนครราชสีมา) ซึ่งย้ายมาจากอำเภอด่านขุนทดอาศัยใต้ถุนกุฏิเป็นที่เรียนของนักเรียน พระสิริธรรมโสภณในฐานะเป็นเจ้าอาวาสและเจ้าสำนักศาสนศึกษาในครั้งนั้น จึงได้ขออนุญาตจัดตั้งเป็นสำนักศาสนศึกษาพระปริยัติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี ได้ให้อุปการะอย่างดียิ่งเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

วัดใหม่อัมพวัน

Highlight |

  • อุโบสถหลังเก่าอายุร่วมร้อยปี
  • อุโบสถหลังใหม่ ศิลปะการสร้างแบบเดียวกับวัดบ้านไร่
  • พระพุทธเก่าแก่ ภายในอุโบสถหลังเก่า
  • ลูกนิมิต ของอุโบสถหลังเก่า
  • เซียมซี ทำนายโชคชะตา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

วัดใหม่อัมพวันตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีความเก่าแก่อยู่คู่บ้านคู่เมืองโคราชมานานนับร้อยๆ ปี

วัดใหม่อัมพวัน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2431 เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2425 เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นป้าช้าเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาจึงได้ร่วมกันใช้พื้นที่ตรงนี้ก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมาแทน มีเนื้อที่ทั้งหมด 7 ไร่ 3 งาน  22 ตารางวา มีลำปรุไหลผ่าน

ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้นอกจากจะเป็นวัดที่เก่าแก่แล้ว ที่นี่ยังมีสถาปัตยกรรมโบราณ นั่นก็คืออุโบสถหลังเก่าที่ตั้งโดดเด่นอยู่หน้าวัด อุโบสถหลังนี้ยังคงสภาพความสมบูรณ์ไว้เป็นอย่างดี หากดูจากลักษณะของการสร้างและสถาปัตยกรรมที่ใช้สร้างขึ้นมา คาดว่าอุโบสถแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในราวๆ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือช่วงปี พ.ศ.2325 – 2350 โดยอุโบสถแห่งนี้ก่อขึ้นด้วยอิฐถือปูน ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 8 เมตรเสา 12 ต้น มีบัวหัวเสา ไม่มีช่อมฟ้าใบระกา หน้าบันไม่มีลวดลายประดับ หน้าต่าง 6 บาน ประตูด้านหน้า 2 ประตู ด้านหลัง 2 ประตู บันใดขึ้นด้านหน้า 2 ทาง ด้านหลัง 2 ทาง หลังคามุงด้วยกระเบื้องหน้าวัว นอกจากนั้นยังมีศิลปกรรมลวดลายปั้นปูนประดับกรอบประตู ผนังด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อพุธ รูปพญานาคและพรรณพฤกษาซุ้มหน้าต่าง ปั้นเป็นรูปพญาครุฑ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญประจำวัดที่ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธามาอย่างยาวนาน

และนอกจากอุโบสถหลังเก่าที่ทางวัดได้อนุรักษ์และทำนุบำรุงรักษาเอาไว้ ที่วัดใหม่อัมพวันยังมีอุโบสถใหม่ ที่มีความสวยงาม สร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงอีกหนึ่งหลัง หากเรามองอุโบสถหลังนี้ดีๆ เราจะสังเกตุเห็นได้ว่าอุโบสถหลังนี้มีความละม้ายคล้ายกับอุโบสถของวัดบ้านไร่ เพราะอุโบสถหลังนี้ได้รับการออกแบบและใช้สถาปัตยกรรมแบบเดียวกันกับวัดบ้านไร่ รวมไปถึงผู้ที่สร้างอุโบสถด้วย  อุโบสถหลังใหม่นี้มีขนาด 2 ชั้น ทำด้วยกระเบื้องเซรามิกทั้งหลัง สร้างแบบจตุรมุข มีมุข 4 มุข มีจั๋ว 4 ด้าน มียอดมณฑป

 

วัดอีสาน

Highlight |

  • เณรน้อย ช่วยกันดูแลวัด
  • หน้าอุโบสถทรงเรือสำเภา
  • พระพุทธรูปภายในอุโบสถ
  • รูปปั้นแทนคำสั่งสอน ภายในวัด

วัดอิสานสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นวัดที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับเมืองนครราชสีมา หรือราวๆ ช่วงปี พ.ศ. 2220  วัดอิสานเป็นวัดที่สร้างขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของเหล่าคหบดีในจังหวัด และประชาชนร่วมกันสร้าง ความประณีตบรรจงในการสร้างจึงน้อยกว่าวัดที่สร้างโดยขุนนาง อย่างวัดพระนารายณ์ฯ วัดบึง และวัดสระแก้ว แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่ส่งมายังอนุชนรุ่นหลังโดยเฉพาะภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปประธาน ศิลปะสมัยเชียงแสน ชื่อว่า “พระศรีรัตนปราติการส” แปลว่า “พระแก้วมงคลผู้ให้ความปรารถนาสำเร็จยิ่งกว่าปรารถนา”

พระอุโบสถของวัดอิสาน มีลักษณะเป็นเรือสำเภา กว้าง 11.28 เมตร ยาว 22.60 เมตร สูง 14 เมตร มีเสา 12 ต้น เป็นเสาแปดเหลี่ยม มีหัวบนหัวเสา หรือเรียกว่า เสามรรค 8 ฐานแอ่นโค้งทรงสำเภาหน้าบันและหลังคาได้ซ่อมใหม่ มีลวดลายแกะสลัก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ฐานเสมาคู่ และเสาหัวเม็ดที่กำแพง ตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในปัจจุบันวัดที่ยังคงโครงสร้างเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยาในจังหวัดนครราชสีมา เหลือเพียง 3 วัด อันได้แก่ วัดบึง วัดอิสาน และวัดหมื่นไวย


Source : นิตยสารมอร์มูฟ Issue No.103 มิถุนายน 2559

Writer : Jitra K.+ Thicha

Comments

Powered by Facebook Comments