นครราชสีมา เป็นชื่อของเมืองอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่รุ่งเรืองมาตั้งแต่ครั้งอดีตตราบปัจจุบัน ได้รับขนานนามว่าเป็น ‘ประตูสู่ภาคอีสาน’ คำพูดนี้มิใช่ฉายาที่เรียกกันในปัจจุบันเท่านั้น แต่ทว่ามีการกล่าวขานกันมานานแล้ว เนื่องจาก ‘โคราช’ เป็นเมืองหน้าด่านที่มีไว้ป้องกันข้าศึกรุกรานสู่เมืองอยุธยาและรัตนโกสินทร์ เป็นทางผ่านสำหรับการคมนาคมค้าขายไปยังหัวเมืองต่างๆ ของภาคอีสาน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เมื่อโคราชคือประตูสู่ภาคอีสาน ภาพของประตูเมืองโคราชก็ปรากฏในมโนสำนึก ช่างสมกับสมญาประตูแห่งอีสานจริงๆ … ประตูนอกจากจะมีความหมายถึงการ ปกป้อง แล้ว ยังหมายความถึงการ เปิดกว้าง อีกด้วย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หลักฐานความรุ่งเรืองของโคราชเมื่อครั้งอดีตยังคงฉายแสงวาวโรจน์แจ่มจ้าอยู่ในหลายๆ จุดภายในเมือง นอกจากอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือคุณย่าโมอันเป็นเสมือน ‘เพชรยอดมงกุฏ’ ของโคราชแล้ว เชื่อว่าผู้ที่เพิ่งเคยมาเยี่ยมเยียนโคราชต้องตื่นตาตื่นใจกับ ประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ ที่รายล้อมรอบเมืองโคราชแน่นอน … ไม่ใช่ทุกเมืองที่มีประตูเมือง น้อยกว่านั้นคือไม่ใช่ทุกเมืองที่เคยมีประตูเมืองแล้วยังคงรักษาสภาพประตูเมืองเอาไว้ได้ โคราชคือหนึ่งในจำนวนน้อยนั้น

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

จังหวัดนครราชสีมา เรียกได้ว่าเป็นประตูสู่ภาคอีสาน  เป็นจังหวัดที่มีความเจริญมาตั้งแต่สมัยทวารวดี มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเสมา หรืออำเภอสูงเนินในปัจจุบัน

ความตระหง่านงามอันหาใดเปรียบ รายละเอียดแห่งประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า และอัตลักษณ์อันเป็นเครื่องแสดงถึงรากเหง้าแห่งโคราช ปรากฏชัดบนประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ … ประตูชุมพล ประตูพลแสน ประตูพลล้าน และ ประตูไชยณรงค์

กำแพงเมืองและคูเมือง เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของตัวเมืองนครราชสีมา ก่อสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ปัจจุบันยังคงมีประตูชุมพลที่ยังคงรูปลักษณ์เดิมอยู่ได้ และนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของนครราชสีมา

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ประวัติความเป็นมา |

ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199 – พ.ศ. 2231) มีพระราชดำริว่า “ดินแดนภาคอีสานเป็นฉนวนป้องกันการรุกรานของขแมร์ (เขมร) ลาว ญวน และเป็นหัวเมืองใหญ่ควบคุมเขมรป่าดงที่ขึ้นแก่ไทย ขณะนั้นมีเมืองเสมา เมืองโคราช และเมืองพิมายเป็นชุมชนใหญ่ ควรจะตั้งเป็นหน้าด่านได้” จึงโปรดให้สร้างเมืองที่มีป้อมปราการแบบฝรั่ง ในฐานะเมืองสำคัญชายพระราชอาณาเขต โดยเกณฑ์ช่างจากกรุงศรีอยุธยา เกณฑ์แรงงานจากเมืองโคราช กับเมืองเสมา ช่วยกันสร้างเมืองใหม่ ห่างจากเมืองโคราชเก่าในท้องที่อำเภอสูงเนินไปทางทิศตะวันออก 800 เส้น (32 กิโลเมตร) ซึ่งก็คือพื้นที่ตัวเมืองเก่า บริเวณเขตกำแพงเมือง และคูเมืองในปัจจุบัน

ในตอนนั้นมีนายช่างชาวฝรั่งเศสเป็นผู้วางผังเมือง ผังเมืองมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม รูปกลองชัยเภรี มีความกว้างประมาณ 1,000 เมตร (มาตราวัดของไทย : 25 เส้น) ยาวประมาณ 1,700 เมตร (มาตราวัดของไทย : 43 เส้น) มีพื้นที่ภายในประมาณ 1,000 ไร่ ( 1.60 ตร.กม.) ขุดคูกว้าง 20 เมตร (10 วา) และลึก 6 เมตร (3 วา) ยาวล้อมรอบเมือง มีโครงข่ายถนนภายใน ตัดกันมีรูปแบบเป็น ตารางหมากรุก (Grid pattern system) ก่อสร้างกำแพงเมือง โดยก่ออิฐขึ้นจากหินศิลาแลง มีความสูง 6 เมตร (3 วา) ยาวโดยรอบ 5,220 เมตร (2,610 วา) บนกำแพงมีใบเสมาโดยรอบ จำนวน 4,302 ใบ

ภาพอดีต 3 | ประตูผี (ประตูไชยณรงค์)

เดิมนั้น ก่อนการก่อสร้างกำแพงเมือง ใบเสมาบนกำแพง ได้ออกแบบไว้ให้มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามแบบของฝรั่ง แต่ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้าง พระยมราช (สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะใบเสมาให้เป็นแบบของไทยแทน บริเวณกำแพงมีป้อมประจำกำแพง และป้อมตามมุมกำแพงรวม 15 ป้อม มีประตูเมืองกว้าง 3 เมตร (1 วา 2 ศอก) จำนวน 4 ประตู โดยประตูเมืองทั้ง 4 เป็นทางเข้าออกเมืองทั้งสี่ทิศ บริเวณซุ้มประตูเมือง จะมีหอยามรักษาการณ์ – เชิงเทิน รูปแบบเป็นทรงไทยโบราณ ศิลปะสมัยอยุธยา หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าใบระกาเหมือนกันหมดทุกแห่ง มีชื่อเรียกประตูเมืองทั้ง 4 นี้ว่า

หลังจากการย้ายเมืองมายังที่ตั้งใหม่แล้ว ก็ได้มีการสร้างเมืองใหม่ขึ้น โดยมีการสร้างประตูเมืองเพื่อป้องกันเมืองไว้ถึง 4 ประตู 4 ทิศด้วยกัน ได้แก่

  • ประตูชุมพล
  • ประตูพลแสน
  • ประตูพลล้าน
  • ประตูไชยณรงค์

เมื่อระยะเวลาผ่านไป สิ่งก่อสร้างบางอย่างได้ถูกทำลายลง โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ได้เกิดศึกกับ เจ้าอนุวงศ์ แห่งกรุงเวียงจันทน์ ที่ได้เข้ามายึดเมืองนครราชสีมา กอปรกับส่วนหนึ่งถูกสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม และฝน ทำลายเสียหายไปบ้าง ทำให้ทรุดโทรมลง เหลือแต่เพียงประตูเดียวก็คือ ประตูชุมพล ที่ยังหลงเหลือโครงสร้างเดิมเอาไว้อยู่

ประตูชุมพล |

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก เป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียวที่ยังคงสภาพเดิมตั้งแต่สร้างเมืองขึ้นมา ซุ้มประตูก่อด้วยอิฐก้อนใหญ่แล้วต่อเป็นกำแพงออกไปทั้ง 2 ข้าง เหนือกำแพงตรงช่องประตู มีเรือนไทยหลังเล็กๆอยู่หลังหนึ่ง ทำด้วยไม้แก่น เรียกว่า ‘หอรบ’ หลังคามุงกระเบื้อง ประดับช่อฟ้า ใบระกา กำแพงที่ต่อออกไปทั้ง 2 ข้าง ส่วนบนทำเป็นรูปใบเสมา

สำหรับชื่อประตูที่ใช้ว่า ‘ชุมพล’ นั้น ความหมายของผู้ตั้งคือ ให้เป็นประตูสำหรับชุมนุมพล เป็นประตูสำหรับเตรียมไพร่พล และออกศึก เนื่องจากมีภูมิประเทศเปิดกว้าง ไม่มีป้อมปราการตามธรรมชาติเหมือนประตูอื่น ๆ ในอดีตมีความเชื่อว่า เมื่อลอดผ่านประตูชุมพลไปทำศึกแล้ว จะแคล้วคลาดได้กลับบ้านเมือง

ปัจจุบันกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนประตูชุมพลเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480 และ กำแพงเมืองโคราช ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479

แต่เดิมนั้นประตูชุมพลจะอยู่ทางทิศตะวันตก แต่ในปัจจุบันเหมือนว่าประตูชุมพลตั้งอยู่กลางเมืองโคราช เนื่องจากตัวเมืองได้ขยายออกไปยังบริเวณรอบนอกทั้งทางทิศเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันตก จึงทำให้ประตูมาอยู่กลางเมืองเมืองแทน

 

ประตูพลแสน (ประตูน้ำ) |

เป็นประตูเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ หน้าประตูหันเข้าสู่แม่น้ำลำตะคอง ทำให้ประตูนี้มีชื่อเรียกอีกหนึ่งชื่อว่า ‘ประตูน้ำ’ สำหรับชื่อ ‘พลแสน’ ที่ใช้เรียกนั้นหมายถึง ต่อให้ข้าศึกยกทัพมาแสนคนประตูนี้ก็ยังต่อสู้ได้ ปัจจุบันประตูพลแสนเดิมได้ถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้น ประตูพลแสนที่เราเห็นนั้น เป็นเพียงประตูจำลองที่สร้างขึ้นมา

 

ประตูพลล้าน (ประตูทุ่งสว่าง) |

เป็นประตูเมืองทางทิศตะวันออก ในสมัยก่อนนั้นประตูนี้จะเป็นบึงใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างไม่น้อยกว่า 10 ตารางกิโลเมตร หรือบึงที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘บึงทะเลหญ้าขว้าง’  เดิมนั้นชาวบ้านจะใช้บึงแห่งนี้เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดทุ่งสว่าง ทำให้ประตูนี้มีอีกหนึ่งชื่อเรียกคือ ‘ประตูทุ่งสว่าง’ สำหรับชื่อประตูพลล้านนั้น เป็นการตั้งชื่อเพื่อข่มขวัญข้าศึกที่จะมาตีเมืองว่าต่อให้ข้าศึกยกทัพมาเป็นล้าน ประตูนี้ก็ยังสู้ไหว

 

ประตูไชยณรงค์ (ประตูผี)|

เป็นประตูเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ ชาวเมืองจะเรียกประตูนี้ว่า ‘ประตูผี’ เนื่องจากในอดีต มีประเพณีความเชื่อว่า เมื่อมีคนตายขึ้นในเมือง ห้ามมีการเผา หรือฝังเอาไว้ในเมือง ให้ออกไปจัดการกันที่นอกเมือง โดยให้นำศพผ่านออกทางประตูนี้เพียงประตูเดียว นอกจากประตูนี้จะเป็นประตูสำหรับนำศพผ่านออกไปนอกเมืองแล้วประตูนี้ยังถือว่าเป็นประตูที่มีชัยภูมิดีที่สุด เพราะภูมิประเทศด้านนี้เต็มไปด้วยหนองน้ำขนาดใหญ่ และเล็ก และบึงใหญ่ มีชื่อเรียกว่า ‘หนองบัว’ จึงยากต่อการโจมตีของข้าศึก แต่ในปัจจุบันหนองน้ำเหล่านั้นได้ถูกถมไปหมดแล้ว ทำให้ประตูนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ประตูไชยณรงค์’

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในปัจจุบัน ประตูเมือง 3 ประตู ได้แก่ ประตูพลแสน, ประตูพลล้าน และประตูไชยณรงค์ ได้มีการบูรณะและก่อสร้างใหม่ โดยทำการรื้อถอนประตูเมืองและกำแพงเมืองเดิมที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ในลักษณะของซุ้มประตูทั้ง 3 นั้น ได้ออกแบบลักษณะเป็นศิลปะร่วมสมัย โดยยึดเค้าโครงเดิมของประตูเมือง และกำแพงเมืองแบบเดิม ทั้งนี้ในช่วงเวลาที่ก่อสร้างซุ้มประตูใหม่นั้น พื้นที่ตัวเมืองมีการขยายเพิ่มขึ้น และได้มีการขยายถนนออกไป ในอดีตซุ้มประตูในแบบเดิม (แบบประตูชุมพล) จะมีขนาดที่แคบ แต่เพื่อให้เหมาะสมกับปัจจุบันจึงทำให้การออกแบบซุ้มประตูมีความกว้างเพื่อรองรับกับการจราจรและรถยนต์ที่สัญจรเข้าออกผ่านซุ้มประตูเมืองทั้ง 3 เป็นอย่างดี

โดยในวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนของทุกปี ทางจังหวัดนครราชสีมาจะมีการจัดงานเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี โดยไฮไลน์เด่นของงาน ได้แก่การจุดพลุ 4 มุมเมือง ณ ประตูเมืองทั้ง 4 ด้านอย่างยิ่งใหญ่ ตระการตา และนักท่องเที่ยวทั่วไป ถ้ามีโอกาสไม่ควรพลาดที่จะมาชมซักครั้ง

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••


Source : sites.google.com / baanjompra.com

Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์ + Thicha

Photo : ฤทธิเดช เถียมสันเทียะ