5 Min. read

จำได้สมัยเรียนประถม มีบทกลอนสองบทที่เคยท่อง ประทับใจ และยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง แต่จำได้ว่ามาจากหนังสือเรียนชุด ภาษาเพื่อชีวิต วรรณคดีลำนำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความว่า

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
เด็กเอ๋ยเด็กน้อย   ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา   เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน   จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน   เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

บทกลอนข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า การศึกษาให้อะไรกับคนเรามากเพียงใด แต่ก็น่าคิดเหมือนกันว่าเด็กไทยในยุคปัจจุบันการศึกษาน่าห่วง หลายๆ โพลสำรวจหรือแม้กระทั่งผลวิจัย-ผลสอบต่างๆ ก็ชี้วัดมาในทำนองเดียวกัน คือเด็กไทย ‘อ่อน’ ในเรื่องการเรียนลงทุกทีๆ (นี่ยังไม่นับรวมความฉลาดทางอารมณ์ สังคม และจริยธรรมด้วยนะ) ทั้งๆ ที่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างก็เอื้อให้เด็กส่วนใหญ่มีสมาธิและมีโอกาสในการศึกษามากกว่ารุ่นก่อนๆ ที่บางครั้งขาดทุนทรัพย์หรือมีภาระทางบ้านให้พลาดโอกาสทางการศึกษาอย่างน่าเสียดาย

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้การศึกษาของเด็กไทยดิ่งลงเหวทั้งๆ ที่มีโอกาสทางการศึกษามากมาย หลายเสียงยืนยันนั่งยันนอนยันว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน หลักสูตรและระเบียบต่างๆ คือต้องตกเป็นจำเลยที่หนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ โรงเรียน ครูอาจารย์ และสภาพแวดล้อมรอบด้านที่เอื้อประโยชน์ในการศึกษาก็ตามมาเป็นจำเลยลำดับที่สอง แต่ที่จะเลี่ยงไม่ได้ก็คือตัวเด็กเองและเทคโนโลยีซึ่งดึงความสนใจของเด็กออกจากตำรับตำราเรียนมาสู่สื่อใหม่ซึ่งเข้าถึงง่าย น่าตื่นตาตื่นใจ เร้าอารมณ์ และง่ายกว่าเพียงสไลด์มือ อินเทอร์เน็ต

ผมมองว่า อินเทอร์เน็ต คืออนาคต คือสิ่งใหม่ที่เราทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนต้องรับมันเอาไว้และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำได้ว่าสมัยบุกเบิก คนทั่วโลกกำลังหัดเข้าใจและใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็น คำกล่าวหนึ่งที่ผมบอกได้ว่าให้คำตอบที่ ‘เป๊ะ’ ที่สุดคือ อินเทอร์เน็ตเป็นดาบสองคม ใช้ให้เป็นก็มีคุณอนันต์ ใช้ไม่เป็นก็โทษมหันต์ นั่นก็เพราะภาวะ ‘ไร้ขอบเขต’ ของมันนั่นเอง กลั่นกรองลำบาก ปิดกั้นลำบาก กว้างขวางเสียจนเวิ้งว้างไพศาล

อินเทอร์เน็ตกับการศึกษา … ทำให้ค้นข้อมูลง่ายมาก เอาง่ายๆ ก็การค้นหาข้อมูล จากเดิมเราต้องเดินเข้าห้องสมุดค้นหาสิ่งที่เราต้องการ เจอบ้างไม่เจอบ้างก็ว่ากันไป เมื่อเจอก็ต้องจดข้อมูล ไม่ก็ต้องซีร็อกซ์ข้อมูลซึ่งสิ้นเปลืองน่าดู แถมพอเป็นแผ่นๆ ก็ลำบากในการอ่านหรือหยิบฉวยไปใช้ตามใจสั่งและสถานการณ์ วุ่นวายมากมายเหมือนกัน แต่อินเทอร์เน็ตทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ประหยัดขึ้น และสะดวกสบายขึ้นเยอะเลย (ส่วนข้อมูลที่ได้มาจะถูกหรือผิด ก็ต้องหาตำราหรือกูรูในเรื่องนั้นๆ มาพิสูจน์อีกที แต่ก็เรียกได้ว่าง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะ!)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อินเทอร์เน็ตก็มีโทษเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของข้อมูลที่มีมากมาย กว่า 80% ในนั้นให้ข้อมูลที่ไม่ถูก ไม่ต้อง ไม่ควร และเหนือกว่านั้นคืออันตรายทั้งต่อปัญญา อารมณ์ จิตใจ และมาตรวัดแห่งศีลธรรม

ล่าสุด ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโส สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (ระดับอุดมศึกษา) ได้ออกโรงเปิดเผยผลการสำรวจ ‘ความคิดเห็นของกลุ่มวัยรุ่นไทยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ต’ ว่า  ปัจจุบันกลุ่มวัยรุ่นนิยมใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ต่างๆ จากแหล่งข้อมูลที่อยู่ในรูปของเว็ปไซต์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายและสามารถค้นคว้าข้อมูลสาระความรู้ต่างๆ ได้อย่างมากมายและรวดเร็วผ่านอุปกรณ์การสื่อสารเพียงชิ้นเดียวคือ สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ก

ขณะเดียวกันเมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นเป็นสื่อหลักในการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ต่างๆ ของกลุ่มวัยรุ่นทำให้มีส่วนทำให้กลุ่มวัยรุ่นได้อ่านหนังสือต่างๆ น้อยลง และอาจส่งผลถึงความเอาใจใส่ในการเรียน

นอกจากนี้หากมีการเลือกใช้ข้อมูลโดยไม่มีการกลั่นกรอง อาจทำให้ได้รับสาระความรู้ที่ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยนักวิชาการตลอดจนผู้คนในสังคมได้แสดงความห่วงใยว่า เด็กเยาวชนในอนาคตอาจมีทักษะในการคิดวิเคราะห์น้อยลงกว่าในอดีต

ทั้งนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดอายุระหว่าง 15-25 ปีพบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 58.37 ระบุว่าตนเองนิยมค้นคว้าผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากกว่าหนังสือ โดยมีเพียงร้อยละ 16.05 ที่ระบุว่านิยมค้นคว้าผ่านหนังสือมากกว่า ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 53.56 ยอมรับว่าตนเองไม่เคยนำข้อมูลสาระความรู้ที่ค้นคว้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไปเปรียบเทียบความถูกต้องกับข้อมูลสาระความรู้ของเรื่องนั้นๆ ในแหล่งอื่นๆ เช่นหนังสือหรือนิตยสารเลย

อนึ่ง ในด้านความคิดเห็นต่อความถูกต้องของข้อมูลสาระความรู้ที่เผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่างคิดเป็นร้อยละ 50.47 มีความคิดเห็นว่าข้อมูลสาระความรู้ต่างๆ ที่เผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่มีความถูกต้อง

ในส่วนของความคิดเห็นต่อการค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 68.76 มีความคิดเห็นว่าการค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยให้ตนเองเข้าใจเรื่องต่างๆ ที่เกิดความสงสัยได้มากขึ้น และร้อยละ 67.12 คิดว่าอินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยให้ตนเองมีความรู้รอบตัวในเรื่องต่างๆ มากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.04 มีความคิดเห็นว่าการใช้เวลาค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไม่ส่งผลให้ตนเองใช้เวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น เล่นเกม พูดคุย ดูหนัง/ฟังเพลง น้อยลง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.22 ยอมรับว่าการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตส่งผลให้ตนเองอ่านหนังสือต่างๆ น้อยลง รวมทั้งกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.09 ยอมรับว่าการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตส่งผลให้ตนเองติดตามสาระความรู้ผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ น้อยลง ในทางกลับกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.68 มีความคิดเห็นว่าการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีส่วนช่วยให้ตนเองประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อหาหนังสือสาระความรู้ต่างๆ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.76 ระบุว่าการส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ต่างๆ จะไม่ส่งผลให้นักเรียนนักศึกษาตั้งใจเรียนในชั้นเรียนน้อยลง นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 63.26 มีความคิดเห็นว่าหากมีการรวบรวมข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปในหนังสือต่างๆ นำมาเผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะมีส่วนช่วยทำให้เด็กและเยาวชนสนใจค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องต่างๆ มากขึ้นได้ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 66.78 มีความคิดเห็นว่าการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีความจำเป็นกับการใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

โดยสุดท้ายกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60.43 มีความคิดเห็นว่าการส่งเสริมให้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ตค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ต่างๆ จะส่งผลให้เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ในเรื่องต่างๆ น้อยลง

บทวิจัยดังกล่าวให้คุณค่าอย่างไรต่อเด็กไทยและการศึกษาไทย ผมมองในเรื่องของ ‘การปรับตัว’ และ ‘โอกาส’ ที่พลิกฟื้นมาจากวิกฤต แน่นอนผู้ใหญ่ย่อมไม่ปลื้มเมื่อเด็กทอดทิ้งตำราแล้วหันหน้าเข้าไปจ้องมือถือหรือโน๊ตบุ้กแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะเราหวั่นกลัวกับการสุ่มเสี่ยงในแง่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ด้านปัญญา อารมณ์ สังคม จิตใจ และศีลธรรม ผมอยากให้สังเกตในข้อที่ว่า “กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 63.26 มีความคิดเห็นว่าหากมีการรวบรวมข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปในหนังสือต่างๆ นำมาเผยแพร่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจะมีส่วนช่วยทำให้เด็กและเยาวชนสนใจค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องต่างๆ มากขึ้นได้ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 66.78 มีความคิดเห็นว่าการค้นคว้าหาข้อมูลสาระความรู้ทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีความจำเป็นกับการใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน” ตรงนี้คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมการศึกษาให้เด็กไทยอีกทางหนึ่ง

ในเมื่อเราห้ามเขาไม่ได้ ระบบการศึกษาก็ต้องพยายามปรับตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีการเรียนรู้ของเด็กให้มากขึ้น ให้การศึกษาน่าสนใจและน่าเรียนรู้ เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ให้เขาได้มีช่องทางที่เหมาะสม ถูกต้อง เป็นแหล่งข้อมูลดิบในการศึกษาให้เด็กๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้ต่างๆ เปรียบไปก็เหมือนแม่ที่แสนดี สามารถเป็นกำลังใจ ปกป้อง เข้าอกเข้าใจ และชี้ทางแนะนำในทางที่ถูกได้เสมอ (ถ้าเป็นแม่ใจร้ายก็ไม่มีใครกล้าเข้าหาหรอก จริงไหม) ลูกๆ จะรู้ว่าแม่รออยู่ที่บ้านเสมอ เมื่อต้องการแม่พวกเขาจะรู้ทันทีว่าจะหาได้จากที่ไหน ส่วนผู้ใหญ่ พ่อแม่ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ก็จะเปลี่ยนบทบาทเป็นเพื่อนที่คอยตะล่อมให้เขา ‘กลับบ้าน’ บ่อยๆ แทน

สำหรับผมมองว่า การมีสติ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และปรับตัวเพื่อให้ได้ ‘สิ่ง’ ที่ดีกว่าเป็นทางออกสำหรับหลายๆ ปัญหา การแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไทยจึงไม่ใช่การออกคำสั่ง การพยายามบีบ ‘กรอบ’ ให้แคบลง หรือการตีกรอบแล้วจับเด็กมาดัดๆ ให้เข้าไปอยู่ในกรอบนั้นให้ได้เท่านั้น แต่เป็นการประนีประนอม ตามยุคตามสมัยตามความสนใจ และเหนืออื่นใดตามโลกให้ทัน

Child Center หยุดเอาระบบเป็นตัวตั้ง แต่จงเอาสิ่งที่เด็กๆ ต้องการจะบอกเป็นศูนย์กลาง แล้วปรับตัว แม้ไม้แก่จะดัดยาก แต่ในกรณีนี้รับรองว่าดัดได้ และมีคุณอนันต์แน่นอน … คิดเห็นอย่างไร มา Talkative กันสิครับ


Source : thaiquote.org

Writer : คนหลังบ้าน

Comments

Powered by Facebook Comments