19 Min. read

กาลเวลา … ภูมิปัญญา … จิตวิญญาณ คือสามสิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากคนสู่คน จากประสบการณ์สู่ประสบการณ์ แต่หากปัจจุบันถูกมองข้าม ถูกลบเลือน และหายไปกลายเป็นสาบสูญอย่างน่าเสียดาย

… หากเปรียบเป็นบทเพลงหนึ่ง … กาลเวลา ก็เปรียบได้กับเครื่องกำเนิดเสียง อาจเป็นเครื่องดนตรีเครื่องหนึ่งหรืออวัยวะถ่ายทอดเสียงในร่างกาย ถ้าไม่มีกาลเวลาก็ไม่มีวิถีขับเคลื่อนของชีวิต จิตวิญญาณ เปรียบได้กับท่วงทำนองและจังหวะ บทเพลงไม่สามารถขาดเมโลดี้ได้ฉันใด คนก็ไม่อาจขาดจิตวิญญาณได้ฉันนั้น ส่วน ภูมิปัญญา คือเนื้อเพลงที่ใช้ขับขานเป็นบทเพลงหนึ่งที่สอดประสานเป็นใยละเอียดเรื่อยไปโดยไม่มีท่อนเริ่มต้นและท่อนสุดท้าย … หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง บทเพลงก็ไม่สมบูรณ์ สุดท้ายคือหยุดไป ขาดไป เหลือเพียงความเงียบชนิดที่เข็มตกพื้นห่างไปเป็นหลายร้อยกิโลเมตรก็ได้ยิน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

หากไม่มีรากเหง้า แม้นลำต้นใหญ่ยาวเพียงไรก็ไหวโค่น

หากไม่สนต้นตระกูล ออกลูกผลมากเพียงใดก็ไม่รู้รส

คุณจะมีพรุ่งนี้ได้อย่างไรหากไม่มีวันนี้ คุณจะมีวันนี้ได้อย่างไรหากไม่มีเมื่อวานนี้

จริงอยู่ คนเราต้องก้าวเดินต่อไปสู่อนาคต แต่มันจะใช่หรือหากเราจะลืม ‘ภูมิดิน’ ที่หยัดยืน ลืม ‘เลือดเนื้อ’ ที่เคยดูดกิน

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เป็นธรรมดาวิสัยที่คนทั่วไปจะปลาบปลื้มกับสิ่งใหม่ๆ ของใหม่ๆ ที่หน้าตาสดใส – ตื่นตา น้อยคนนักที่จะมองและพบคุณค่าของสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่ง ‘สวยผาด’ แต่ ‘งามพิศ’ ของเก่าที่ติดจะโบราณ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นคือ ‘สิ่งเก่า’ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงภูมิปัญญาที่บรรพชนได้สั่งสม กลั่นกรอง และพัฒนาจนก่อรูปเป็นงานสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า เรือนโคราชเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งกลุ่มชาวไทโคราชได้ใช้อยู่อาศัยสืบเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน

รามัญราชสีมา |

ทั้งนี้ รากเหง้าที่ผมจะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จัก บางท่านอาจรู้จักเป็นอย่างดี บางท่านอาจเคยรู้จักแต่ก็หลงลืมกันไปบ้าง และบางท่านก็อาจจะยังไม่เคยทราบมาก่อน รากเหง้าที่ผมพูดถึงคือรากเหง้าแห่ง ‘ชาวมอญโคราช’ หรืออย่างที่ผมเรียกให้ไพเราะขึ้นตามประสาคนชอบประดิษฐ์ถ้อยคำคือ ชาวรามัญราชสีมา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับโคราชอย่างแนบแน่นมาช้านาน

ว่ากันว่า หากอยากทำความรู้จักกับใครให้ถ่องแท้ ไม่ต้องเสียเวลาสะกดจิตหรือพึ่งพาพ่อมดหมอผีที่ไหนหรอก คุณสามารถหาคำตอบสุดท้ายที่ใช่ที่สุดและง่ายดายที่สุดได้จาก ‘บ้าน’ เพราะบ้านคือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดอันแสดงตัวตนของแต่ละคนได้ถูกต้องที่สุดแบบบูรณาการและพาโนราม่า เพราะบ้านที่เราอยู่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความคิด สังคม สิ่งแวดล้อม กรอบความคิด ประสบการณ์ รสนิยม เอกลักษณ์ ภูมิปัญญา จิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์ความรู้สึก การอบรมเลี้ยงดู หรือแม้แต่ศรัทธาความเชื่อ ฯลฯ นั่นก็เพราะบ้านคือตัวแทนทั้งหมดของเรา เราอยู่บ้าน เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในบ้าน ทิ้งบางอย่าง เก็บบางอย่าง หรือซ่อนบางอย่างไว้ที่บ้าน เราปลอดภัยเป็นส่วนตัวในบ้านของเรา แล้วเหตุไฉนบ้านจะไม่อาจบอกตัวตนของเราได้ล่ะ

ถ้าเช่นนั้นเราก็มาศึกษาและทำความรู้จักกับ ชาวรามัญราชสีมา ให้ดีขึ้นผ่านเรือนมอญโคราชกันดีกว่า อาจไม่ได้รู้จักแบบครบทุกมุมทุกด้าน แต่ก็น่าจะรู้จักได้มากขึ้นแน่นอน

น่าเสียดายที่ผมเข้าไปทำความรู้จักกับชาวมอญโคราชช้าเกินไป เพราะหลักฐานบ้านเรือนของบ้านพระเพลิงตามแบบโบราณได้ลดน้อยถอยลงจนน่าใจหาย ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ถ้าในอนาคตจะไม่หลงเหลือความงามแห่งศิลปะท้องถิ่นแท้ๆ อันกอปรขึ้นจากจิตวิญญาณแลภูมิปัญญาเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ฤๅจิตวิญญาณและภูมิปัญญาแห่งกาลเวลาของชาวมอญโคราชจะล่มสลายในเวลาอีกไม่นาน เมื่อขาดผู้สืบสานต่อ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ในอดีต ด้วยความที่มีชาวมอญอาศัยอยู่อย่างแน่นขนัด เรือนโคราชในอำเภอปักธงชัยจึงมีรูปแบบเฉพาะตัวซึ่งน่าสนใจ อันผสานความเป็นโคราชกับชาติพันธุ์เดิมได้อย่างกลมกลืนลงตัว

ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาว ‘มอญโคราช’ |

ท้าวความ : บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบันมีผู้คนอาศัยสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน บันทึกทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า นครราชสีมารวมกับอาณาจักรไทยสมัยอยุธยาในฐานะเมืองชั้นโท ทำหน้าที่ดูแลหัวเมืองชายพระราชอาณาเขตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลักฐานที่เกี่ยวข้องและปรากฏชัดเจนเกี่ยวกับเมืองนครราชสีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาคือ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้โปรดฯให้ย้ายเมืองจากที่ตั้งเดิมคือ เมืองที่ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน มาสร้างเป็นเมืองขึ้นใหม่ในที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองนครราชสีมาปัจจุบัน โดยเอาชื่อเมืองเดิมทั้งสอง คือเมืองเสมากับเมืองโคราฆะปุระมารวมกันเป็นชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองนครราชสีมา และโปรดฯให้พระยายมราช (สังข์) เป็นเจ้าเมือง พร้อมทั้งอพยพขุนนาง ทหาร และครอบครัวอยุธยามาเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นข้าราชการประจำเมือง

อัตลักษณ์ศิลปะความเป็นมอญถูกนำมา ‘สาน’ กับอัตลักษณ์ศิลปะแบบโคราชได้อย่างลงตัว มีเอกลักษณ์ใหม่ และสวยงามชนิดข้ามพ้นกาลเวลา

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯให้เมืองนครราชสีมามีฐานะเป็นเมืองชั้นเอก เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เจ้าพระยา ให้ปกครองเมืองเขมรป่าดงและหัวเมืองตอนในภาคอีสาน ทำหน้าที่ดูแลเก็บส่วยอากร ดูแลความสงบ ปราบปรามกบฏ จากนั้นมานครราชสีมาจึงเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร โดยมีการก่อตั้งมณฑลทหารบกที่ 3 อันเป็นกองกำลังทหารที่ใหญ่ที่สุดในภาค รวมถึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งสินค้า

ด้วยเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้เสริมสร้างลักษณะพิเศษบางอย่างให้กับนครราชสีมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ส่งผลให้เมืองนครราชสีมามีประชากรหลายกลุ่มชาติพันธุ์ บางกลุ่มก็เป็นเจ้าถิ่นเดิม บางกลุ่มอพยพโยกย้ายเข้ามาภายหลังด้วยสาเหตุทั้งทางด้านการเมือง การสงคราม และการหาแหล่งที่ทำกินแห่งใหม่ เช่น กลุ่มวัฒนธรรมไทย ลาว มอญ เขมร ทำให้เกิดการผสมผสานทางชาติพันธุ์กับกลุ่มชาวพื้นถิ่นเดิม เป็นชาวไทโคราชซึ่งมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน

ทั้งนี้ อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าจังหวัดนครราชสีมามีประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งชาวมอญก็คือหนึ่งในนั้น (ในบทความนี้ผมจึงจะขอกล่าวถึงแบบเจาะจงเฉพาะชาวมอญในโคราชเท่านั้นนะครับ)

ชุมชนมอญในจังหวัดนครราชสีมาอพยพเข้าสยามเมื่อสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯให้ไปตั้งบ้านเรือนทำกินแถบเมืองปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อเกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดฯให้แบ่งครัวมอญเหล่านั้นขึ้นมาตั้งบ้านเรือนขุดค่ายคูรอรับศึกครั้งนั้น หลังสงครามสงบก็โปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนเป็นการถาวรอยู่ที่นั่น เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเป็นกำลังแก่ข้าศึกที่อาจย้อนมาอีก กระทั่งได้กลายเป็นชุมชนมอญเมืองนครราชสีมาตราบทุกวันนี้

เมื่อ พระเจ้ามังระ มอบให้ อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่ายกทัพเข้ามาเมื่อปี 2318 เพื่อตีเมืองพิษณุโลกหวังปราบปรามให้อยู่ในอำนาจ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดฯให้แบ่งเอาไพร่พลมอญในสังกัด เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) ที่อพยพเข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2317 ขึ้นไปป้องกันเมือง โดยมี พระยาศรีราชรามัญ เป็นหัวหน้าร่วมกับ พระยานครราชสีมา นำไพร่พลขึ้นมาปักหลักอยู่ที่เมืองนครราชสีมา ตั้งครัวมอญขึ้นที่ลำน้ำพระเพลิง เขตอำเภอปักธงชัย และที่บ้านพลับพลา อำเภอโชคชัย ภายหลังสงครามสงบ พระยาศรีราชรามัญผู้เป็นหัวหน้าได้พาญาติพี่น้องมาอยู่ในเมืองเพิ่มเติมเป็นสายกองส่วยทอง ตั้งบ้านเรือนเรียกว่า บ้านมอญ ตรงหลังบริเวณโรงเรียนจีนเก่า (สมาคมฮากกา) ชาวมอญพวกนี้ได้สืบเชื้อสายต่อมาหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันก็ได้ถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีมอญให้เป็นมรดกตกทอดแก่ชาวนครราชสีมา รวมทั้งมีการแต่งงานระหว่างกัน ปัจจุบันชาวมอญเหล่านี้ได้กลืนกลายเข้ากับคนนครราชสีมา ทั้งสายเลือด ภาษา วัฒนธรรม และความเชื่อ

เรือนโคราชหลายหลังถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตมากขึ้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อเกิดเหตุการณ์ศึกเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ. 2336 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) บุตรใน เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) คุมกองมอญจากกรุงเทพฯขึ้นมาสมทบกับกองทัพของ พระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ที่เมืองนครราชสีมา ได้ร่วมลาดตระเวนภายในรัศมี 30 กิโลเมตรถึงเมืองปักธงชัย เมื่อเสร็จศึกครั้งนั้นแล้ว กองทหารมอญได้เดินทางกลับทางด้านปักธงชัย ทหารมอญจำนวนหนึ่งได้เห็นลักษณะภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ของปักธงชัย อีกทั้งพบเจอผู้คนภาษาเดียวกัน เกิดความพึงพอใจ ภายหลังกลับถึงกรุงเทพฯ ไพร่พลและครัวมอญส่วนหนึ่งจึงได้ย้อนกลับมาจับจองที่ดินทำมาหากินตั้งบ้านเรือนสมทบกับชาวมอญที่อยู่มาแต่เดิมบริเวณลำน้ำพระเพลิง

จากการสำรวจสำมะโนประชากรของจังหวัดนครราชสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2446 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พบว่ามีชาวมอญอยู่จำนวนทั้งสิ้น 2,249 คน จากจำนวนประชากรของนครราชสีมาทั้งสิ้น 402,668 คน

ปัจจุบันชาวมอญในนครราชสีมายังรักษาวัฒนธรรมประเพณีมอญไว้ เช่น ภาษา การไหว้ผี การเล่นสะบ้าในเขตบ้านท่าโพธิ บ้านสำราญเพลิง ตำบลนกออก อำเภอปักธงชัย ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำเครื่องปั้นดินเผา ภาษามอญจะใช้พูดในชาวไทยมอญที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป คนรุ่นหลังจากนี้จะพูดภาษาไทยโคราชทั้งสิ้น

ความงดงามที่กำลังถูกมองข้ามอย่างน่าเสียดาย

บ้านพระเพลิง: ชุมชนไทโคราชเชื้อสายมอญ |

บ้านพระเพลิง เป็นชุมชนเก่าแก่ซึ่งคนในชุมชนส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากมอญ โดยบ้านพระเพลิงตั้งอยู่ในเขต ต.นกออก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนประชากรประมาณ 976 คน จำนวน 270 ครัวเรือน อยู่ห่างจากตัวเมืองปักธงชัยมาทางตอนใต้ประมาณ 8 กม. การเดินทางสู่บ้านพระเพลิง ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางหลักคือถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 (นครราชสีมา- กบินทร์บุรี) เลี้ยวเข้าสู่ถนนปักธงชัย-โชคชัย บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านมีซุ้มประตูเขียนชัดเจนว่า ‘ชุมชนมอญบ้านพระเพลิง’ ตลอดถนนทางเข้าชุมชนมีการประดับประดาด้วยเสาหงส์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวมอญและป้ายคำขวัญหมู่บ้านจนถึง ศาลปู่ตา (พ่อใหญ่จอมทองแม่ละอองสำลี) บ้านพระเพลิงมีองค์ประกอบคล้ายกับหมู่บ้านทั่วไปคือ มีวัด โรงเรียน และสถานีอนามัย แต่จะแตกต่างกันตรงที่วัดประจำหมู่บ้านเป็นวัดเก่าแก่ของชาวมอญซึ่งมีรูปหล่อหงส์สำริดที่นำมาจากหงสาวดีเมื่อครั้งอพยพมาตั้งถิ่นฐานครั้งแรก มีคัมภีร์ใบลานที่จารึกเป็นภาษามอญและภาษาขอม และที่สำคัญวัดแห่งนี้ยังมีเกจิอาจารย์ชื่อดังคือ หลวงปู่ฉิม (พระครูทักษิณ รามัญ) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านพระเพลิงและหมู่บ้านใกล้เคียง นอกจากนั้นในปี พ.ศ.2555 วัดพระเพลิง (วัดหงส์ธรรมรักขิตาราม) ยังได้เข้าร่วมโครงการไหว้พระเก้าวัดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของ อ.ปักธงชัยอีกด้วย

ช่วงสายของวัน ผมและทีมงานได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านพระเพลิง ต.นกออก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ที่นี่ยังมีความร่มรื่นและให้ความรู้สึกของความเป็นชนบทอยู่มาก บ้านแต่ละหลังถูกสร้างติดๆ กันแน่นขนัด มีถนนในหมู่บ้านที่ไม่กว้างนัก โดยแต่ละหลังก็มีอัตลักษณ์ที่ใกล้เคียงกัน คือมีความเป็นไทพื้นถิ่น ผมได้พบกับผู้ใหญ่บ้านพระเพลิงซึ่งให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับบ้านพระเพลิงว่า ที่มาของชื่อบ้านพระเพลิงนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับ ‘เพลิง ที่แปลว่า ไฟ’ แต่อย่างใด

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

“ที่มาของชื่อบ้านพระเพลิงมาจากการที่แต่เดิม พื้นที่ตรงนี้มีพระมอญรูปหนึ่งท่านชื่อว่า เสิ่ง อพยพมาพร้อมชาวบ้านมอญกลุ่มหนึ่งมาปลูกเพิง (หมาแหงน) เอาไว้จำพรรษา ก็เลยถูกเรียกว่าพระเพิงๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น จากนั้นจึงค่อยๆ กลายเพี้ยนจนมาเป็นชื่อพระเพลิงอย่างในปัจจุบัน”

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เรือนโคราชมีการสูญหาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วงระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่จะหมดสิ้นไปหากไม่ตระหนักถึงปัญหานี้

หากพิจารณาลักษณะรูปแบบสัณฐานและการวางผังของชุมชน จะเห็นว่า ชุมชนมอญบ้านพระเพลิงมีรูปแบบการวางผังที่ชัดเจนตามคติความเชื่อเรื่องทิศ กลุ่มเรือนในอดีตจะมีการตั้งเป็นกลุ่มก้อนทางทิศตะวันออกกระจายทั่วไปยาวตามลำน้ำ (ลำพระเพลิง) ทางทิศตะวันตกเป็นป่าช้าเนื่องจากในอดีตมีประเพณีความเชื่อเรื่องการฝังศพแล้วนำขึ้นมาทำบุญ และเป็นที่น่าสังเกตว่าวัดซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีรูปเคารพบูชาจะอยู่ทางทิศใต้ซึ่งเป็นทิศมงคล โดยมีลำพระเพลิงกั้นระหว่างเขตพักอาศัยและเขตวัด ทั้งนี้ การตั้งชุมชนและการขยายตัวของชุมชนจะไปในทิศเหนือและทิศตะวันออก จะไม่มีการสร้างบ้านเรือนล้ำไปในเขตวัดอย่างเด็ดขาด

นอกจากนั้น การวางตัวเรือนส่วนใหญ่จะวางสันหลังคาตามตะวัน (ทิศตะวันออก ตะวันตก) ตามความเชื่อที่ถือว่าเป็นมงคลในเรื่องของจิตใจและการอยู่อาศัย

ผมเดินชม ‘เรือนมอญโคราช’ หลังแล้วหลังเล่าในหมู่บ้านอย่างพิจารณา ก่อนตั้งคำถามถึงเอกลักษณ์ของเรือนแบบมอญโคราชว่ามีลักษณะพิเศษอย่างไรที่แตกต่างจากเรือนโคราชแบบดั้งเดิม ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า “อย่างแรกเลยคือจั่ว จั่วจะตั้งชันยกสูงขึ้นฟ้า ลายไม้การวางไม้ก็จะแตกต่างกัน บางแห่งก็ไม่ได้วางขนานกันแบบธรรมดาๆ แนวตั้งแนวนอน แต่จะมีการวางไม้แนวขวางบ้างเป็นลวดลายอ่อนช้อยเหมือนปีกหงส์ (หงส์เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของชาวมอญ) บ้างก็เหมือนรัศมีของพระอาทิตย์ อย่างประตูก็จะไม่ได้เป็นบานพับแบบทุกวันนี้ จะใช้ไม้หนาแล้วขัดด้วยเดือยแทน ถ้าเป็นบ้านที่เป็นเศรษฐีมีเงินหน่อยเรือนก็จะสวย หน้าต่าง ประตู จั่วหลังคาจะถูกสร้างด้วยช่างมีฝีมือ ให้ความอ่อนช้อยแบบมอญแท้ๆ”

บ้านหลังที่เก่าที่สุดที่ผมค้นพบซึ่งยังสามารถใช้อยู่อาศัยได้สันนิษฐานว่าถูกสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2481 ซึ่งนับถึงปัจจุบันก็ร่วมๆ 80 กว่าปี “อีกสัญลักษณ์ของเรือนมอญโคราชแบบดั้งเดิมก็คือแทบทุกครัวเรือนจะมี ‘ข้างพลู’ อยู่หน้าบ้านหรือชายโอ่งน้ำหรือริมรั้ว เพราะคนมอญสมัยก่อนชอบกินหมาก” เท่าที่สังเกต แม้ต้นพลูจะลดน้อยลงเต็มที แต่ก็พอมีไว้ให้เห็นบ้างประปรายตามบ้านหลังต่างๆ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ลองคิดเอาเองแบบจับแพะมาชนแกะ ต้นพลูก็คงเหมือนกับวัฒนธรรมประเพณีของมอญโคราชที่นับวันก็ยิ่งลดลง จนบางครั้งก็เป็นแค่สัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่ไม่รู้ความหมาย “ปัจจุบันเด็กรุ่นหลังไม่ค่อยสานต่อเรื่องวัฒนธรรมประเพณีหรือภาษาแบบมอญกันแล้ว ส่วนหนึ่งก็คงเพราะพ่อแม่ไม่ได้สอนลูกให้พูดภาษามอญมาตั้งแต่ดั้งแต่เดิม ก็พูดไทยใส่กัน เดี๋ยวนี้คนเฒ่าคนแก่บางคนก็ลืมไปแล้วภาษามอญ พูดไม่ได้แล้ว”  

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

ความจริงของ ‘บ้านมอญ’ ในปัจจุบัน |

จากการศึกษางานวิจัยเรื่อง ‘สถานภาพการดำรงอยู่ของเรือนโคราชในปัจจุบัน กรณีศึกษาหมู่บ้านพระเพลิง จ.นครราชสีมา’ โดย การุณย์ ศุภมิตรโยธิน และ วารุณี หวัง ซึ่งอ้างอิงจากงานวิจัยเรื่อง ‘สถานภาพการดำรงอยู่ของเรือนโคราชในปัจจุบัน การศึกษาสำรวจเรือนโคราชระหว่างปีพ.ศ.2545-2546’ โดย กาญจนา ตันสุวรรณรัตน์ และ พัชรินทร์ เวียงชัย พบว่า ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้วิถีชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนไป ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของชุมชน เช่น การทำถนน การถมที่ การขาดแคลนทรัพยากรไม้การขาดองค์ความรู้ในการดูแลรักษาและขาดช่างฝีมือที่มีความชำนาญ ส่งผลต่อการสูญหายและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเรือนโคราช ซึ่งสามารถสรุปเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

1. เรือนที่ถูกปล่อยร้างไม่มีการอยู่อาศัย

จากการสัมภาษณ์เบื้องต้นพบว่า เรือนโคราชเหล่านี้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งมักจะย้ายออกจากชุมชนไปทำงานต่างถิ่น เมื่อเจ้าของเรือนเสียชีวิตหรือมีอายุมากไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่กับลูกหลานและปล่อยให้เรือนร้าง เรือนกลุ่มนี้มีทั้งลักษณะที่ยังคงรูปแบบเดิมที่มีสภาพทรุดโทรม และมีการรื้อแล้วสร้างในรูปแบบใหม่แต่ก็มิได้มีการอยู่อาศัย นอกจากนั้นยังพบว่าเรือนบางหลังถูกขายให้กับคนนอกชุมชนเพื่อนำไปสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศและขายให้กับหน่วยงานราชการเพื่อนำไปจัดแสดงในงานประจำปีของจังหวัด

2. เรือนที่มีการอยู่อาศัยและยังคงสภาพเดิม

เรือนเหล่านี้ยังคงรูปแบบและวัสดุเดิมซึ่งมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยเพียงเล็กน้อยแต่ไม่กระทบกับรูปแบบดั้งเดิมของเรือนมากนัก จากการสัมภาษณ์เบื้องต้นพบว่าเจ้าของเรือนยังมีชีวิตอยู่และมีการใช้งานมาอย่างต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน

3. เรือนที่มีการอยู่อาศัยและมีการดัดแปลงจากเดิม

เป็นเรือนที่มีการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นปู่ยาตายาย แต่มีการดัดแปลง ต่อเติม หรือปรับลดพื้นที่ใช้สอยบางส่วนเพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตปัจจุบัน จากการสำรวจสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ

สังเกตจากโครงสร้าง เรือนมอญโคราชนี้มีขนาดใหญ่มาก ก่อนนี้คงสง่างามและอบอุ่นไปด้วยผู้อยู่อาศัย แต่ปัจจุบันเหลือไว้เพียงโครงเสาและหลังคา ส่วนฝาและไม้กระดานเกือบทั้งหลังถูกงัดไปขาย

3.1 เรือนที่คงรูปทรงเดิมแต่เปลี่ยนแปลงวัสดุใหม่ โดยส่วนมากจะคงรูปแบบและโครงสร้างเดิมไว้บางหลังอาจจะถมดิน ดีดตัวเรือนให้สูงขึ้นและเทพื้นปูนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม หรือเปลี่ยนวัสดุผนังใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด

3.2 เรือนที่ปรับรูปทรงใหม่แต่ยังคงใช้วัสดุเดิม เรือนกลุ่มนี้จะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยภายในหรือองค์ประกอบใหม่ซึ่งกระทบกับรูปทรงเรือนภายนอก เช่น การลดความลาดชันของหลังคาลง การต่อเติมระเบียงหรือชานหรือการปรับสัดส่วนของตัวเรือน เป็นต้น แต่ยังคงวัสดุโครงสร้าง พื้น ผนัง ประตู และหน้าต่างแบบเดิมไว้

4. เรือนที่ถูกรื้อสร้างใหม่

เรือนกลุ่มนี้มีทั้งที่เป็นโครงสร้างไม้ทั้งหลัง โครงสร้างปูนชั้นล่างโครงสร้างไม้ชั้นบนหรือเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง สามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือเรือนที่รื้อสร้างใหม่แต่ยังคงนำไม้จากเรือนเดิมมาใช้เป็นองค์ประกอบของบ้านหลังใหม่ ซึ่งบางหลังนำมาใช้เป็นโครงสร้างเสา คาน พื้น โครงหลังคา หรือนำมาตกแต่งผนังภายนอก อีกลักษณะหนึ่งคือเรือนที่รื้อสร้างเป็นรูปแบบใหม่โดยใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด

ข้อสังเกตบางประการ จากการสำรวจสถานภาพการดำรงอยู่ของเรือนโคราชทั้งหมดโดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิมเมื่อ 10 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า

เรือนมอญโคราชบางส่วนยังสามารถคงอยู่ในรูปแบบเดิมไว้ได้บางส่วนเกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตอบสนองต่อการใช้งานและวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน บางส่วนถูกปล่อยร้างผุพังรอวันรื้อถอนเพื่อสร้างสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ และบางส่วนสูญหายไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืนมา

โดยเมื่อสัมภาษณ์เจ้าของเรือนหลายหลัง สังเกตได้ว่าเจ้าของเรือนมีความรู้สึกภาคภูมิใจกับมรดกที่บรรพบุรุษได้สร้างและสืบทอดมาให้ แม้ตัวเรือนจะถูกปรับเปลี่ยนเพียงใดก็ตาม แต่ก็มีการเก็บรักษาผนังไม้ประตูหน้าต่างโบราณ ซึ่งเจ้าของเรือนยืนยันว่าจะไม่ขาย จะเก็บรักษาไว้ พร้อมกับนำชมและสาธิตการเปิดปิดประตูหน้าต่างภายในบ้านอย่างภาคภูมิใจ อีกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือการเก็บรักษา ‘ฝาปรือ’ ไว้ถึงแม้ว่าจะมีวัสดุใหม่ที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่ามาเป็นตัวเลือกในปัจจุบัน แต่เจ้าของเรือนยังยืนยันที่จะเลือกอยู่อาศัยกับฝาปรือ และกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าเคยมีสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน นี่เป็นจุดที่น่าสนใจที่ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการอนุรักษ์เรือนโคราชให้คงอยู่

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

เรือนที่ถูกปล่อยทิ้งร้างน่าสงสารที่สุด บ้านที่ไม่มีใครอยู่จะเรียกว่าบ้านได้อย่างไร เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างโดยฝีมือมนุษย์ที่รอคอยการผุพังตามกาลเวลา มีเพียงภูมิปัญญาแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ มองดูแล้วก็ให้คิดว่า ทำอะไรไม่ได้ … 

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่าผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ยังมีการรักษารูปแบบและวัสดุเดิมของเรือนโคราชไว้ไม่ว่าจะเป็นการคงรูปทรงเดิมของเรือน การนำวัสดุเดิมมาประยุกต์ใช้ในส่วนต่างๆ ของเรือน โดยไม่รื้อแล้วสร้างใหม่ทั้งหมด แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยไปบ้างสิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมอันสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเรือนโคราชจากอดีตถึงปัจจุบัน

เรือนแบบมอญโคราชอายุร่วมร้อยปีหลายแห่งขาดคนดูแล ถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างน่าเสียดาย บางแห่งถูกกระทำย่ำยีโดยผู้ไม่เห็นค่าด้วยการงัดไม้กระดานไปขายทอดตลาด

อนึ่ง ผู้อยู่อาศัยบางกลุ่มถึงแม้ว่าจะรื้อเรือนหลังเดิมแล้วสร้างใหม่แต่ยังคงแฝงลักษณะเด่นบางประการที่เป็นองค์ประกอบของเรือนโคราชตามส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น การคงไว้ซึ่งรูปแบบการยกใต้ถุนสูง การมีระเบียงลักษณะรูปทรงหลังคาที่ใกล้เคียงแบบเดิม การใช้พื้นและผนังไม้เป็นต้น สะท้อนให้เห็นจิตใต้สำนึกส่วนลึกของคนบ้านพระเพลิงที่มีความรู้สึกคุ้นเคยและผูกพันกับรูปแบบเรือนดั้งเดิมที่ตนเคยอยู่อาศัย

โดยเมื่อพิจารณาถึงการขยายตัวของชุมชนบ้านพระเพลิงจะสังเกตได้ว่า ส่วนใหญ่จะมีการปลูกสร้างบ้านใหม่ไปทางทิศเหนือและทิศตะวันออกจะไม่ข้ามคลองมาสร้างบ้านทางด้านทิศใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และทิศตะวันตกที่อดีตเคยเป็นป่าช้ามาก่อน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ว่าคติความเชื่อในการวางผังชุมชนยังคงอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม คนบ้านพระเพลิงเป็นชาวไทโคราชเชื้อสายมอญที่มีประเพณีความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวรวมถึงมีศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญคือ วัดพระเพลิง หลวงปู่ฉิม รูปปั้นหงส์สำริด และศาลปู่ตา สิ่งเหล่านี้จะช่วยธำรงประเพณีวัฒนธรรมของชาวบ้านพระเพลิงไว้ได้เป็นจุดแข็งและโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่การอนุรักษ์ในภายภาคหน้าได้

จากการสอบถามทางผู้ใหญ่บ้านฯทำให้ทราบว่า ปัจจุบันได้มีหน่วยงานและตัวบุคคลที่พยายามจะแสดงตัวตนของความเป็นคนไทโคราชเชื้อสายมอญให้ประจักษ์แก่สายตาประชาชนโดยสื่อผ่านป้ายคำขวัญ รูปปั้นสัญลักษณ์รวมไปถึงการเผยแพร่ทางสังคมออนไลน์ซึ่งเป็นนิมิตรหมายอันดีต่อการอนุรักษ์ชุมชนและเรือนโคราช

บทสรุป |

สถานภาพการดำรงอยู่ของเรือนมอญโคราชในปัจจุบันในครั้งนี้ทำให้เห็นสภาพการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวในด้านพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในชุมชน ซึ่งสะท้อนออกมาทางงานสถาปัตยกรรมในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามฐานะทางการเงินและค่านิยม ทั้งนี้ระบบทุนนิยมและกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของเรือนมอญโคราชอย่างมาก ก่อให้เกิดการสูญหาย การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามบริบทและสภาพสังคมที่เปลี่ยน จึงเกิดคำถามหลายประเด็นว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเรือนมอญโคราชในปัจจุบัน เรือนมอญโคราชสามารถดำรงอยู่ในบริบทสมัยใหม่ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีแนวทางในการอนุรักษ์และสืบสานต่อไปอย่างไร เพื่อให้จิตวิญญาณของความเป็นเรือนมอญโคราชยังคงอยู่และได้รับการสืบทอดต่อไป ซึ่งเป็นคำถามที่ท้าทายสำหรับคนในยุคปัจจุบัน

ผมและทีมงานเดินทางกลับมาจากวัฒนธรรมอันสวยงามของ ชาวรามัญราชสีมา แห่งบ้านพระเพลิงอย่างอิ่มใจกับมิตรจิตจิตรใจของคนที่นั่น แต่ก็หอบเอาความวิตกเมื่อเห็นสภาพบ้านหลายๆ หลังทรุดโทรม ขาดการดูแลและทำนุบำรุงอย่างถูกต้อง เพียงรอวันเสื่อมสลาย ซึ่งก็คงคล้ายๆ กับวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามหลายๆ อย่างของโคราชและของไทยที่เริ่มเปลี่ยนไป กลับกลาย และสุดท้ายคือรอการจากหาย ผมไม่แย้งและไม่พายเรือทวนกระแสน้ำว่าเราไม่ควรตามยุคตามสมัยตามครรโลงที่ต้องเป็นไป โลกยังต้องหมุน คนยังต้องเดิน การย่ำอยู่กับที่รังแต่จะตายจากแบบเปล่าๆ ปลี้ๆ และล้าหลัง แต่การนำอนาคตมาผูกผนวกกับคุณค่าแห่งอดีตที่ดีงามหลายๆ อย่างด้วยความชาญฉลาดก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

การเรียนรู้คุณค่าของรากเหง้าที่ทรงคุณค่าและดีที่สุด คือการเข้าไปสัมผัสกับรากเหง้ายังจุดที่มันฝังตัวแต่แรกแต่ต้น ดีกว่า มารอเรียนรู้รากเหง้าเอาเมื่อเค้าขุดรากถอนสิ้นซึ่งโคนแล้วเอามาปลูกประดับในที่ใหม่ ซึ่งขาดภูมิปัญญาดั้งเดิมและจิตวิญญาณของแผ่นดินแม่ที่มันเกิด แม้จะสวยงามกว่า แต่ก็ไม่เหมือนเดิม … หรือไม่จริง !!???!!

•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

อาจจะเหลือน้อยเต็มที แต่ก็ยังคงมีให้เห็น บ้านพระเพลิงจึงเป็นหมู่บ้านที่มีเรือนโคราชแบบศิลปะมอญที่มากที่สุดในโคราช (และอาจจะมากที่สุดในประเทศ) น่าเสียดายที่ค่อยๆ สูญหายลงไปทุกทีๆ


Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Photo : NaBrucelee @ 9Thanwa

Special thanks : ผศ.การุณย์ ศุภมิตรโยธิน | ผศ.ดร. วารุณี หวัง | รศ.กาญจนา ตันสุวรรณรัตน์ | พัชรินทร์ เวียงชัย | สมโภชน์ สังสระน้อย | อ.วิชัย เกิดมงคล | ผศ.นฤมล ปิยวิทย์ | นางใบ ชมชื่นสระน้อย | ชาวบ้านพระเพลิง

Comments

Powered by Facebook Comments