6 Min. read

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนในประเทศนี้ชอบการเสี่ยงโชคกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นจากฝาเครื่องดื่มต่างๆ ที่โฆษณาว่าเพียงคุณกดรหัสใต้ฝาก็สามารถลุ้นล้านลุ้นรางวัลใหญ่ๆ ได้ทุกชั่วโมง บางคนมีฐานะหน่อยก็หันเหไปเล่นหุ้นแบบหวังรวยทางลัดหรือไม่ก็หาทางลงทุนผ่านช่องทางเก็งกำไรต่างๆ บางคนถึงกับโดนแชร์ลูกโซ่หลอกไปก็ไม่ใช่น้อย ทั้งหมดทั้งสิ้นมาจากคำว่า ‘อยากรวย’ คำเดียวเท่านั้นเอง

แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องของการเสี่ยงโชคหรือหวังรวยแล้ว สิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานกว่าร้อยปีและเป็นความสุขที่มาสั้นๆ ทุกๆ 15 วัน ก็คือสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า หวย นั่นเอง และเมื่อพูดถึงหวยเราจะพบว่าดัชนีมวลความสุขและความทุกข์ของหลายๆ คนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงบ่าย 3 – 4 โมงเย็นของวันที่ 1 และ 15 ของทุกเดือน (โดยประมาณ) เมื่อถึงเวลานี้ทีไร หลายๆ คนจะเริ่มมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีด งานการไม่เป็นอันทำ มัวแต่จดจ่ออยากทราบผลการหมุนของเครื่องออกรางวัลระบบอัตโนมัติ

ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ XXXX เลขที่ออกประจำงวด ได้แก่…

หลังจากฟังประกาศผลเสร็จ เราก็จะได้ยินเสียงโจษจันอึกทึกครึกโครมประมาณว่า “โอ้ย — ยยย!!! ถูกหวย (แ_ก) อีกแล้ว” หรือไม่ก็เป็นการสรรเสริญถึงเลขเด็ดเลขดัง อาจารย์โต๊ด อาจารย์เต็ง วัดเก็งกำไรทั้งหลายแหล่ให้เพียบ อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้ยินตามมาหลังจากเสียงบ่นกระปอดกระแปดเมื่อหวยออกมาแล้วนั่นก็คือการแซ่ซ้องสนับสนุนเลขประจำงวด ประมาณว่า “อ้าว! เลขทะเบียนรถตรูเองนี่หว่า” หรือไม่ก็ “นี่มันเบอร์โทรศัพท์ วันเกิด ปีเกิด ปีชง วันเกิดกิ๊ก วันพิชิตใจแม่ยาย วันตายน้องหมานี่นา” พร้อมกับเสียงบ่นที่ว่า “เฮ้อ! น่าจะ… แทง XXX ไปก็ดีแล้ว” ก็อย่างที่บรรดาหลายๆ เซียนเขาว่ากันนั่นล่ะ “รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้” แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ งวดนี้ไม่ถูก งวดหน้าเอาใหม่ก็ได้วะ!

วันนี้หวยออก

อีกไม่ถึงชั่วโมงหวยก็จะออกแล้ว

ณ เวลานี้ บรรยากาศบริเวณบึงสีมุมซึ่งมีศาลเจ้าแม่พรายตะเคียนทอง-เจ้าแม่สุรีย์ทองนั้นเงียบเหงาไปถนัดตา ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่แวะเวียนมาจุดธูปเทียนบนบานอธิษฐานกล่าวและนำแป้งมาฉาบทาเพื่อ‘ขูด’ ถูไถหาตัวเลขกันอย่างขมีขมัน ที่นี่ได้ชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องที่ ‘เจ้าแม่’ ให้ ‘ตัวเลข’ แม่นๆ สังเกตได้จากของไหว้ของบนที่แน่นขนัดตา ทั้งผลหมากรากไม้ พวงมาลัยประดิษฐ์ ผ้าเจ็ดสีเจ็ดศอก เครื่องสำอาง ชุดไทยสีสันสะดุดตา และจำนวนก้านธูปในกระถางใบใหญ่

มีคนเคยบอกว่า คนไทยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เก่งวิชาเลขคณิต แต่หากเป็นเรื่องของ ‘การคำนวณ’ ตัวเลขสอง-สามตัว ตรง-โต๊ด บน-ล่างนี่ขอให้บอก เชี่ยวชาญขนานหนัก เพราะจะว่าไปเรื่องของการเสี่ยงโชคเสี่ยงทายเป็นเรื่องที่คนไทยนิยมมาอย่างยาวนาน (สามารถเรียกว่าเป็น ‘ราษฎรประเพณี’ หรือ ‘สยามนิยม’ ก็ได้) น่าจะนานกว่าต้นกำเนิดของหวยหรือลอตเตอรี่หลายเท่าเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อมาผนวกกับความเชื่อด้านภูตผีเทวดาอารักษ์ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่

ไม่แน่ใจว่าเรื่องของหวยกับลอตเตอรี่มา ‘ป๊ะกัน’ กับเรื่องของความฝันและยึดโยงกับความเชื่อทางจิตวิญญาณได้อย่างไรและเมื่อไร

“ทำไมชอบเล่นหวย”

ชาวบ้านธรรมดาบอก “ก็ฉันชอบความท้าทาย เวลาฝันแล้วเอามาตีเป็นเลขก็ได้ลุ้นว่าจะถูกไหม มันท้าทายดีนะคุณ”

นักวิชาการด้านเศรษฐกิจบอก “เพราะปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน เมื่อรายได้มีไม่มากพอเท่ารายจ่าย คนก็ต้องแสวงหาเงินเพิ่ม แล้ววิธีอะไรที่ง่ายที่สุดและมีความหวังว่าจะได้เงินมาจำนวนเยอะๆ ล่ะ ก็หนีไม่พ้นการเสี่ยงโชควางเดิมพันกับการเล่นหวยซื้อลอตเตอรี่นั่นเอง ถ้าถูกรางวัลก็โชคดีไป (แม้โอกาสไม่ถูกรางวัลจะมีมากถึง 98.58%) แต่เมื่อมาคำนวณต้นทุนเดิมพันในแต่ละงวดแล้ว ได้ไม่คุ้มกับที่เสียไปแน่นอน เพราะการเล่นหวยก็คือการพนันดีๆ นี่เอง”

นักจิตวิทยาบอก “บางคนที่มีพฤติกรรมติดการเล่นหวยขนานหนัก ในทางจิตวิทยาจัดในกลุ่มอาการ Impulse Control Disorder คือควบคุมตนเองให้หยุดกระทำสิ่งเย้าย้วนใจไม่ได้ ตัวอย่างอื่นๆ เช่น Kleptomania (หยุดขโมยของตามห้างไม่ได้) Trichotillomania (หยุดถอนผมตัวเองไม่ได้) และ Dermatillomania (หยุดเกาไม่ได้ )ในเรื่องของหวยก็มีลักษณะคล้ายกับผู้ป่วยที่ติดการพนัน (Pathological Gambling) เมื่อยังไม่ได้ก็อยากเอาชนะ ไม่ต้องการที่จะหยุดจนกว่าจะได้รางวัลตามที่ปรารถนา แต่เมื่อได้รางวัล ก็อยากได้ต่อไป ไม่ต้องการที่จะหยุดได้รางวัล”

นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์บอก “การเล่นหวยก็เหมือนกับการดูละครทีวี เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ราคาไม่แพงนักและเข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อนของชาวบ้านทั่วไป (เมื่อเทียบกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงประเภทอื่น เช่น การซื้อหุ้น หรือการลงทุนตราสารหนี้ เป็นต้น) สาเหตุก็เพื่อหลีกหนีหรือเบี่ยงเบนความสนใจจากความเป็นจริงของชีวิตสักระยะหนึ่งนั่นเอง”

พระครูวิธานกิจจาทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาบุศย์บอก “การที่คนมาขอหวยเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ในทางพระพุทธศาสนาส่งเสริมให้คนรู้จักพึ่งตนเอง ขยันทำมาหากินไม่หวังพึ่งโชคลาภ การที่มีคนมาขอหวยกับศาลแม่นาคเยอะ ถือเป็นเรื่องศรัทธาของคน พระห้ามไม่ได้ เพราะชาวบ้านทุกวันนี้หลงเชื่องมงายเรื่องโชคชะตา มีความเชื่อส่วนบุคคล และมองว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ศึกษาประวัติความเป็นมาที่แท้จริง คนสมัยโบราณเวลาศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วก็จะรู้แจ้ง รู้ชัด และนำไปปฏิบัติ เรียนรู้ธรรมเป็นโลกบาล แต่คนสมัยนี้เข้าวัดเพื่อหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์และหันไปหวังความร่ำรวย เรื่องการพนันอยู่ในสายเลือด วันก่อนหวยออกผู้คนก็มาเข้าวัดโดยไม่ได้ใส่ใจในพระพุทธศาสนา แต่มาขอหวยแทน สื่อมวลชนก็มีส่วนสำคัญทำให้คนมอมเมาเรื่องหวย เรื่องความเชื่อ เพราะถ้าไม่มีการประโคมข่าว เรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์  ให้เลขดัง เลขเด็ด ผู้คนก็จะไม่งมงายมาขอหวยกันจนล้นศาล ในขณะที่คนเข้ามาทำบุญที่วัดกลับน้อยลงๆ ทุกวัน จึงอยากให้สื่อมวลชนมีวิจารณญาณในการนำเสนอข่าวด้วย”

นอกจากนี้ยังมีอีกความเห็นที่น่าสนใจบนโลกของโซเชียลฯ โดยเจ้าของชื่อในเฟซบุ๊กที่ว่า Pop TheBug “จริงๆ แล้วการเล่นหวยก็ไม่ใช่ว่าจะเยอะอะไรมากมาย หากเปรียบเทียบกับเงินที่เราได้จ่ายออกไป ดูหนัง 130 บาท สองคน 260 บาท มีความสุข 3 ชั่วโมง ไปทะเลนอนโรงแรมคืนละ 500-5,000 บาท มีความสุข 24 ชั่วโมงไปดรีมเวิล์ดเล่นเครื่องเล่นหัวละ 500 บาท มีความสุข 8 ชั่วโมง ซื้อลอตเตอรี่คู่ละ 100-130 บาท มีความสุข 15 วันซื้อคู่เดียวฝันหวานสองคนก็ได้ แถมมีรางวัลพ่วงมาอีกตามหลังสลาก”

ตามที่มีบันทึก หวยบนแผ่นดินสยามมากับคนจีนโพ้นทะเล ซึ่งเล่นมาตั้งแต่ครั้งอยู่ที่ประเทศจีน

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จีนระบุว่า การพนันทายตัวเลขหรือตัวหนังสือมีขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าเตากวางแห่งราชวงศ์ไต้เช็ง (ประมาณ พ.ศ. 2364 – 2394) มีลักษณะเป็นการพนันทายป้ายแผ่นไม้ บนนั้นเขียนเป็นรูปดอกไม้ชนิดต่างๆ เลยเรียกกันจนติดปากว่า ‘ฮวยหวย’ แปลว่าชุมนุมดอกไม้ ในภายหลังจึงเปลี่ยนจากรูปดอกไม้เป็นชื่อชาวจีนผู้มีชื่อเสียงในสมัยโบราณ โดยทำป้ายเล็กๆ จำนวน 34 ป้าย เขียนชื่อคนโบราณเป็นภาษาจีนลงป้ายละชื่อ เช่น  สามหวย ง่วยโป๊ เป็นต้น จากนั้นเจ้ามือจะเลือกป้ายชื่อคนเหล่านั้นหนึ่งอันใส่ในกระบอกไม้  ปิดปากกระบอกแขวนไว้กับหลังคาโรงหวย ให้คนทายว่าจะเป็นชื่อผู้ใดใน 34 ชื่อนั้น  ต่อมาได้เพิ่มชื่อขึ้นอีก 2 ชื่อ  รวมเป็นตัวหวย 36  ตัว เมื่อฮวยหวยแพร่หลายมาถึงบ้านเราคนไทยก็พากันเรียกว่า ‘หวย’จนติดปากมาถึงทุกวันนี้

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเกิดข้าวยากหมากแพง เพราะปีหนึ่งน้ำมากแต่อีกปีหนึ่งเกิดฝนแล้ง  จึงทำให้ข้าวขาดตลาดและมีราคาแพง เงินตราที่หมุนเวียนก็หดหายไป ผู้คนไม่จับจ่ายใช้สอยและนำเงินไปซ่อนในไหฝังดิน พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงหวยขึ้นในเดือนยี่ ปีมะแม พ.ศ. 2375 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามคำกราบบังคมทูลของคหบดีจีนรายหนึ่งซึ่งเป็นนายอากรสุราชื่อว่า ‘จีนหง’ โรงหวยยุคนั้นออกรางวัลโดยใช้แผ่นป้ายเขียนอักษรไทย 34 ตัว เรียกว่าหวย ก.ข. ออกวันละครั้ง โดยผู้ที่ได้รับสัมปทานเป็นนายอากรหวยจะได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘ขุนบาลเบิกบุรีรัตน์’ หรือคนทั่วไปเรียก ‘ขุนบาล’ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการออกหวยทุกวัน ดังนั้น เจ้าสัวจีนหง นอกจากจะเป็นนายอากรสุราแล้ว ยังเป็นนายอากรหวย มีตำแหน่งเป็นขุนบาลหารายได้ให้รัฐบาลอีกด้านหนึ่งด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ 3 โรงหวยตั้งอยู่ใกล้สะพานหัน แล้วย้ายมาอยู่ที่หน้าวังบูรพาภิรมย์ แต่เดิมออกหวยตอนเช้าวันละครั้ง ต่อมาพระศรีวิโรจน์ได้กราบทูลขอตั้งขึ้นอีก 1 โรงอยู่ที่บางลำพู ออกหวยตอนหัวค่ำวันละครั้ง ในสมัยนั้นจึงมีหวย 2 โรง เรียกว่า โรงเช้าและโรงค่ำ โดยรายได้จากอากรหวยมีจำนวนมากและได้กลายเป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐมากพอๆ กับสร้างนักพนันหวยซึ่งติดกันงอมแงม มีเจ้ามือหวยเถื่อนตามต่างจังหวัดเกิดขึ้นมากมาย จนล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จึงเริ่มทยอยยกเลิกอากรทั้ง ‘บ่อน’ และตามมาด้วยการยกเลิกอากร ‘โรงหวย’โดยมาแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459

ช่วงรอยต่อก่อนปิดฉากยุคโรงหวย เป็นห้วงเวลาของอิทธิพลตะวันตกที่แผ่ขยายเข้ามาบนแผ่นดินสยาม และเป็นครั้งแรกของการออกสลากกินแบ่ง เฮนรี อาลาบาสเตอร์ ข้าราชการอังกฤษในราชสำนักไทยผู้ถวายงานใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บันทึกไว้ว่า ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2417 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ฝ่ายทหารมหาดเล็กได้เชื้อเชิญบรรดาพ่อค้าฝรั่งให้นำสินค้าหรือข้าวของแปลกๆ มาจัดแสดงนิทรรศการ ‘โรงมุเซียม’ ระหว่างการขนส่งสินค้าเกิดแตกหักหลายชิ้น ทางฝ่ายผู้จัดงานนึกเห็นใจ จึงเปิดโอกาสให้พ่อค้าเหล่านั้นออกตั๋ว ‘ลอตเตอรี่’ ตามแบบยุโรป เพื่อให้คนซื้อได้เสี่ยงโชครับเป็นของหรือเงินรางวัล

นับจากนั้น ธรรมเนียมการออกสลากกินแบ่งก็ดำเนินเรื่อยมา ส่วนมากเป็นไปเพื่อระดมทุนให้สาธารณกุศล ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการออกสลากเสือป่าล้านบาทเมื่อปี พ.ศ. 2466 เพื่อหารายได้บำรุงกองเสือป่าอาสาสมัครราคาใบละหนึ่งบาทจำนวนล้านฉบับ ซึ่งวิธีการออกสลากในสมัยนั้นเพียงแค่นำเลขที่ออกรางวัลบรรจุกล่องทึบแล้วใส่ลงในไห ตั้งเรียงตามลำดับจากหลักหน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ก่อนออกรางวัลกรรมการจะจับสลากเพื่อทราบว่าครั้งนี้จะออกรางวัลที่เท่าใด แล้วจึงให้กรรมการล้วงตลับบรรจุเลขหมายออกมาเปิดต่อหน้ากรรมการและประชาชนจนครบทุกรางวัลเป็นอันเสร็จการออกรางวัลสลากนั้น (งวดหนึ่งโดนผู้ดูแลการออกสลากโกงรางวัลเสียเอง กลายเป็นข่าวใหญ่เกรียวกราว)

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2476 มีการออกลอตเตอรี่รัฐบาลสยามชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากนโยบายลดเงินรัชชูปการ (เงินที่จ่ายเพื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหาร) โดยพิมพ์ออกจำหน่ายจำนวน 1 ล้านฉบับ ฉบับละ 1 บาท ปีละ 4 งวด สลากกินแบ่งทำหน้าที่ระดมทุนได้ดี จนกระทั่งรัฐบาลเห็นชอบจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้นใน พ.ศ. 2482 เพื่อระดมเงินจากการออกสลากเป็นรายได้รัฐบาลอีกทางหนึ่ง โดยมีพระยาพรหมทัตศรีพิลาสเป็นประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2482 ในวันดังกล่าวจึงถือเป็นวันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจนปัจจุบัน และการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 ได้มีการออกพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขึ้น กำหนดให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นนิติบุคคล และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2538 สลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลถูกรวมเข้าด้วยกัน ออกด้วยกันเดือนละ 2 ครั้ง รายได้สุทธิที่ได้รับถูกจัดสรรให้แก่หน่วยงานต่างๆ ตามจุดประสงค์ของการออกสลาก นอกจากนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนไทยหันมาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยข้อความที่ว่า  ‘วันนี้ ส่วนหนึ่งของการออกรางวัลทุกวงล้อที่หมุนคือคุณภาพชีวิตที่คืนสู่สังคมไทย’ และภาพโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์เป็นภาพคนพิการ เด็กด้อยโอกาส และคนชรา การประชาสัมพันธ์เชิญชวนเช่นนี้จึงมีอิทธิพลโน้มน้าวใจให้คนไทยผู้มีจิตกุศลได้ช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีช่องทางเสี่ยงโชคโดยซื้อสลากของรัฐ แต่เนื่องจากสลากกินแบ่งฯมีราคาแพง อีกทั้งไม่สามารถเลือกแทงเลขได้ตามความต้องการ จึงมีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารับเป็นเจ้ามือแทงหวยเสียเอง โดยอิงเลขท้ายของผลการออกสลากของรัฐเดือนละ 2 งวด หวยประเภทนี้รู้จักกันดีเรียกว่า ‘หวยใต้ดิน’ การเล่นหวยใต้ดินสร้างรายได้มากมายให้เจ้ามือ

หากมีคำถามในกลุ่มคนทุกสาขาอาชีพว่า “เคยเล่นหวยหรือไม่” คำตอบที่ได้รับ 9 คน จาก 10 คน จะตอบว่า เคยเล่น เคยซื้อ ซื้อเป็นบางครั้ง ซื้อมานานแล้ว ยังซื้อเป็นประจำ

เรียกง่ายๆ ว่า ชี้ไปที่คนไหนก็โดน ทั้งเล่นหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือบางคนมากไปกว่านั้น อาจลามไปถึงหวยออมสิน หวยธกส. หวยหุ้น หวยปิงปอง ฯลฯจากปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้ดูเหมือนว่า การเล่นหวยของคนไทยกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา หวยไม่ได้ถูกให้ค่าว่าเป็น ‘การพนัน’ แต่หวยกลับกลายเป็นกิจกรรมหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของชีวิตของคนในสังคมไทยไปแล้ว ซึ่งหากถามคนที่เล่นหวยต่อไปว่า เล่นเพื่ออะไร ก็จะได้รับคำตอบว่า เล่นสนุกๆ เป็นการเสี่ยงโชคแบบง่ายๆ เผื่อว่าจะโชคดี เป็นการเล่นเพื่อผ่อนคลาย ไม่ได้คิดจริงจังอะไร ขยับไปถึงบางรายที่มากไปกว่านั้นคือการเล่นเพื่อหวังโชคขนาดใหญ่ประเภทที่สามารถตั้งตัวได้จากการเสี่ยงของตัวเองก็มี แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าการเล่นหวยไม่ถึงกับทำให้หมดตัวหรือถึงขั้นล่มจม

จากงานวิจัยของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เรื่อง ‘หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า เศรษฐกิจนอกกฎหมาย และนโยบายสาธารณะในประเทศ’ โดย ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคณะ เมื่อปี พ.ศ. 2544 พบว่า หวยใต้ดินซึ่งนับว่าเป็นการพนันชนิดหนึ่ง เป็นกิจกรรมที่ประชาชนขาดทุนมากที่สุด คือปีละ 162,600 ล้านบาท นั่นหมายความว่าหวยใต้ดินเป็นการพนันที่ประชาชนเล่นมากที่สุด

ซึ่งสอดคล้องกับการที่ศูนย์ข่าว TCIJ ประเมินอย่างไม่เป็นทางการจากการถามคนทั่วไปพบว่า ร้อยละ 90 คนทุกกลุ่มอาชีพเคยเล่นหวยใต้ดิน หรือซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือสลากการกุศลในโอกาสต่างๆ โดยผู้เล่นหวยมีตั้งแต่เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ค้า พนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการ เจ้าของกิจการ นักเรียน นักศึกษา แต่คนที่เล่นหวยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาวบ้านระดับรายได้ต่ำ จากงานวิจัยของ ดร.สังศิต พบว่าในปี พ.ศ. 2544 หรือเมื่อกว่า 15 ที่ผ่านมา มีผู้เล่นหวยใต้ดินในประเทศไทยถึง 23.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 51 ของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งประเทศ และจากการสำรวจของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2554 สุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ 16 จังหวัดจากทุกภาคพบว่า มีประชาชนนิยมเล่นหวยใต้ดินทั้งเล่นประจำและเล่นเป็นครั้งคราวประมาณ 19 ล้านคน โดยในเขตเมืองมากกว่าชนบท ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ตัวเลขอาจจะน้อยกว่าการสำรวจเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว แต่ผลการสำรวจทำให้มองเห็นได้ว่าหวยยังเป็นการพนันที่มีผู้นิยมเล่นเป็นจำนวนมาก และเป็นการพนันที่ได้รับความนิยมสูงสุดมากกว่าการพนันชนิดอื่น

“ง่ายๆ แค่ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ก็จะได้บาทละ 65 บาท ซื้อ 100 บาท ก็ได้เงินแล้ว 6,500 บาท เงินรางวัลที่จะได้ตรงนี้ เป็นตัวหลอกล่อทำให้คนเล่นหวยมากขึ้น และเล่นใต้ดินมากกว่าหวยรัฐบาล เพราะได้เงินรางวัลตอบแทนมากกว่า ถามว่ามีใครที่ไม่เล่นหวยหรือเปล่า มีนะแต่น้อยมาก คิดว่า 90 เปอร์เซ็นต์ต้องมีคนเคยเล่นหวย” แม่ค้าย่านตลาดหัวรถไฟบอกพร้อมกล่าวสำทับต่อว่า การเล่นหวยเป็นกิจกรรมที่ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมได้ คำถามที่ว่างวดนี้หวยจะออกอะไร เป็นเรื่องที่คุยได้กับทุกคนแม้จะไม่รู้จักกันหรือไม่สนิทกันก็ตาม

“ลูกค้าที่มาซื้อของ เรื่องที่จะพูดกันได้ยาวคือ ได้เลขเด็ดอะไรมา ที่ไหนให้หวยแม่น งวดที่แล้วใครถูกบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าถ้ามีคนถูกจะรู้กันเร็วมาก หรือบางครั้งไม่ถูกก็มีข่าวลือว่าถูกก็มี ส่วนตัวคิดว่าที่คนชอบเล่นหวยเพราะมันสนุกตรงได้ลุ้น อย่างเราฝันและตีออกมาเป็นตัวเลข แล้วไปซื้อ พอถึงวันหวยออก เราก็คอยลุ้นว่าจะถูกตามที่ตีออกมาเป็นเลขหรือเปล่า ถึงจะไม่ถูกแต่แค่เฉียดก็มีความสุขแล้ว ได้คุยกับเพื่อนอีกนานว่าเฉียดรางวัล”

ในอดีต คำว่า ลอต (lot) ซึ่งเป็นคำต้นของลอตเตอรี่หมายถึงวัตถุขนาดเล็ก เช่น ก้อนหิน กระดูกสัตว์

สิ่งเหล่านี้มักใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับเสี่ยงทาย เพราะเชื่อกันว่า การที่ผู้เสี่ยงทายไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ที่ออกมาได้นั้นแสดงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมต้องเป็นประสงค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจ … เมื่อไรก็ตามที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ การเสี่ยงทายโดยใช้ลอตจึงเปรียบได้กับการขอคำชี้แนะจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้เสี่ยงทายนับถือ

มีหลักฐานมากมายในแทบทุกมุมโลกที่แสดงให้เห็นถึงการเล่นพนันที่คล้ายกับลอตเตอรี่ในปัจจุบัน แม้แต่ในพระคัมภีร์เก่า (The Old Testament) ยังมีการพูดถึงการที่พระเจ้าแสดงความประสงค์ให้โมเสสใช้การเสี่ยงทายเพื่อแบ่งที่ดินให้กับชาวอิสราเอลว่าแต่ละครอบครัวจะได้ที่ดินที่ไหน มากน้อยเพียงใด แม้แต่กษัตริย์องค์แรกของชาวอิสราเอล ก็ถูกคัดเลือกโดยการใช้ลอตเสี่ยงทาย

อาณาจักรโรมันก็เคยใช้ประโยชน์จากการเสี่ยงทายแบบนี้เพื่อสร้างความบันเทิงในงานเลี้ยงสังสรรค์ กษัตริย์โรมันหลายพระองค์ใช้ลอตในการแบ่งที่ดินระหว่างชนชั้นสูงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าพระองค์ทรงตัดสินใจด้วยความลำเอียง ซึ่งอาจกลายเป็นสาเหตุให้บัลลังก์ของพระองค์สั่นคลอน เอเชียเองก็ใช่ย่อย กำแพงเมืองจีนที่กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกที่จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างขึ้นนั้น ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างส่วนหนึ่งก็มาจากการขายลอตเตอรี่ให้กับพลเมืองของพระองค์ ลอตเตอรี่เวอร์ชั่นแดนมังกรได้กลายเป็นต้นแบบการพนันที่เรียกว่า คีโน ซึ่งมีวิธีในการออกเลขคล้ายกับการออกสลากกินแบ่งของบ้านเราในสมัยนี้ และมีให้เล่นกันตามกาสิโนใหญ่ๆ

หลังจากนั้นอีกไม่กี่ร้อยปีประเทศแถบยุโรปก็ใช้แนวคิดการมอมเมาประชาชนนี้เพื่อเอาเงินมาใช้ในการสร้างโน่นสร้างนี่ … ในปี ค.ศ. 1530 กษัตริย์ของฝรั่งเศสได้ออกลอตเตอรี่เพื่อนำเงินที่ได้มาแก้ปัญหาเงินคงคลังที่กำลังร่อยหรอลงไปทุกวัน หลังจากนั้นไม่นาน นักธุรกิจหัวใสเมืองน้ำหอมก็ออกลอตเตอรี่มาขายกันเป็นการใหญ่ ก่อนจะถูกประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายในปี ค.ศ. 1776 ส่วนรัฐพาณิชย์แบบนี้ยังอยู่ต่อได้อีกหกสิบปีก่อนจะโดนยกเลิกไปเหมือนกัน แม้ว่าหลังจากนั้น จะมีการออกลอตเตอรี่บ้าง แต่ก็ทำได้เฉพาะการระดมทุน เพื่อช่วยเหลือสังคมและทำนุบำรุงศิลปะเท่านั้น

ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของฝรั่งเศสอย่างอิตาลีก็มีการออกลอตเตอรี่ครั้งแรกที่เมืองฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ.1539 โดยมีรางวัลตอบแทนเป็นเงินสดล่อใจจำนวนค่อนข้างสูง หลักจากนั้นไม่นานโรคคลั่งลอตเตอรี่ก็ได้แพร่ระบาดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สามร้อยกว่าปีต่อมารัฐบาลอิตาลีเองก็ตัดสินใจกระโดดเข้าไปร่วมสังฆกรรมทำการมอมเมาประชาชน โดยการออกลอตเตอรี่ของรัฐชื่อว่า “ลอตโต” และเจ้าลอตโตนี้ก็กลายเป็นนางกวักดึงเงินเข้าคลังได้อย่างต่อเนื่อง

ในยุคของพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ รัฐบาลยุคนั้นได้ออกลอตเตอรี่จำนวน 40,000 ใบเพื่อหารายได้มาสร้างท่าเรือและสาธารณูปโภคอื่นๆ สิ่งที่ทำให้ลอตเตอรี่ของอังกฤษแตกต่างจากลอตเตอรี่อื่นๆ เพราะลอตเตอรี่ทุกใบสามารถนำไปขึ้นรางวัลซึ่งมีมูลค่าเท่ากับราคาของลอตเตอรี่ที่กำหนดไว้ ลอตเตอรี่เหล่านี้เริ่มวางขายในปี ค.ศ. 1566 และจับรางวัล ค.ศ. 1569 ซึ่งก็เท่ากับว่ารัฐบาลของอังกฤษในสมัยนั้น ใช้ลอตเตอรี่เป็นเครื่องมือในการกู้ยืมเงินจากประชาชน ไม่ได้เป็นการมอมเมาตั้งหน้าตั้งตาเอาเงินเข้าคลังเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี

ในปี ค.ศ. 1612 ซึ่งเป็นยุคของกษัตริย์เจมส์ที่ 1 บริษัทเวอร์จิเนียแห่งลอนดอน (Virginia Company of London) ได้รับพระราชานุญาตให้ออกลอตเตอรี่ เพื่อระดมทุนไปสร้างเมืองใหม่ที่สหรัฐฯชื่อว่า เจมส์ทาวน์ อันที่จริงแล้ว ลอตเตอรี่มีบทบาทสำคัญในการตั้งรกรากของชาวยุโรปในสหรัฐฯ เมืองใหม่ๆ จำนวนไม่น้อยที่ผุดขึ้นมาในยุคนั้นได้ใช้ลอตเตอรี่เป็นแหล่งหารายได้ เพื่อใช้ในการสร้างเมืองและพัฒนาปรับปรุงสาธารณูปโภคต่างๆ แม้แต่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก็ตั้งขึ้นมาด้วยเงินที่ได้มาจากการขายลอตเตอรี่

ลอตเตอรี่ในสหรัฐฯได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งเกิดกรณีอื้อฉาวของลอตเตอรี่ที่ออกโดยรัฐหลุยส์เซียนา ซึ่งมีชื่อเรียกกันเล่นๆ ว่า เจ้าปลาหมึกทองคำ เพราะลอตเตอรี่อันนี้แพร่หลายไปแทบทุกเมืองในสหรัฐฯ เพราะมีการสืบสวนกันจนพบว่า กระบวนการทำงานไม่โปร่งใส มีการโกงกินกันอย่างมโหฬาร ทำลายความเชื่อใจของเหล่าอเมริกันชน จนนำไปสู่การออกกฎหมายยกเลิกการขายลอตเตอรี่ในที่สุด ปัจจุบันนี้รัฐส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐฯได้เปิดให้มีการขายลอตเตอรี่กันอีกครั้ง เพราะหลักกฎหมายของสหรัฐฯให้สิทธิแต่ละรัฐในการตัดสินใจเองว่าจะให้มีการซื้อขายลอตเตอรี่กันหรือไม่ และเมื่อหยั่งเสียงกันทีไร ก็มักจะได้ผลตอบรับในทางที่สนับสนุนทุกครั้งไป

ประวัติศาสตร์การออกลอตเตอรี่ในประเทศอื่นๆ ก็มักจะมีเหตุผลเหมือนกับประเทศตัวอย่างที่ได้ยกมาเล่าสู่กันฟัง หากมองกันตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ลอตเตอรี่ก็คือการเก็บภาษีแฝงที่มีอัตราการถดถอยสูงเสียยิ่งกว่าภาษีเงินได้ การหาเงินเข้ารัฐแบบนี้มีข้อดีตรงที่จะถูกต่อต้านน้อยกว่าการขึ้นภาษี เพราะการซื้อลอตเตอรี่เปรียบได้กับการยอมจ่ายภาษีโดยสมัครใจ ใครไม่ซื้อก็ไม่ต้องจ่าย แต่ก็ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเงินของรัฐ ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว กลายเป็นว่าคนที่ไม่จ่ายเงินกลับถูกรางวัลทางอ้อม มีถนนให้ใช้โดยไม่ต้องควักกระเป๋า

งานวิจัยทางสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยให้ข้อสรุปตรงกับว่า คนที่ซื้อลอตเตอรี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก ค่าใช้จ่ายรวมในการซื้อลอตเตอรี่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรูปแบบการออกลอตเตอรี่ด้วยเช่นกัน ถ้าเดิมลอตเตอรี่ใบละ 25 บาท คนที่มีเงิน 40 บาทก็อาจจะตัดสินใจซื้อแค่ใบเดียว เหลือเงินติดกระเป๋าเอาไว้ซื้อแกงถุงกลับไปฝากลูกเมียได้สักถุง หากให้เขาเลือกซื้อได้ตามใจชอบ ไม่มีการกำหนดราคาเอาไว้ บางทีเขาอาจจะซื้อ 30 บาท แล้วเปลี่ยนไปซื้อแกงถุงเล็กลงไปฝากคนที่บ้านก็ได้ ดังนั้น รูปแบบการออกลอตเตอรี่จึงมีสิทธิ์ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋า และความกินดีอยู่ดีของครอบครัวได้เหมือนกัน

ปัจจุบันหวยกลายเป็นการพนันที่ประชาชนเล่นด้วยความสนุกสนานอย่างเปิดเผย และไม่คิดว่าใครจะหมดตัวเพราะหวย ถ้าไม่โลภมากจนเกินไป

ซึ่งกรณีแบบนี้จะเกิดกับคนที่เล่นวิ่ง หมายความว่า ผู้เล่นหวยคนนี้ได้เลขตัวใดตัวหนึ่งมาก และต้องการเล่นเลขตัวนี้เพียงอย่างเดียว ก็จะทุ่มเงินเพื่อซื้อเลขนี้ เนื่องจากผลตอบแทนจะได้น้อย เช่นแทงเลขนี้ 1,000 บาท หากถูกจะได้แค่เท่าเดียว คือได้ 1,000 บาทเท่านั้น คนทั่วไปจะไม่นิยมเล่น ไม่ค่อยสนุก ไม่ได้ลุ้น เพราะคนที่นิยมซื้อหวยส่วนใหญ่จะชอบลุ้น จากความฝันหรือเลขเด็ดที่ได้มา ดังนั้นส่วนใหญ่จะต้องซื้อหลายตัว เช่น เลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวขึ้นไป อาจจะซื้ออย่างละหลายตัว และถ้าหากมั่นใจในเลขที่ได้มาจะซื้อทั้งหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล

ป้าน้อย แม่ค้าขายข้าวแกงในย่านตลาดหัวรถไฟ ได้ชื่อว่านิยมเล่นหวยมาก การเล่นหวยของป้าน้อยนอกจากเพราะอยากรวยแล้ว ยังเป็นความชอบส่วนตัวอีกด้วย “เลขส่วนใหญ่ที่นำมาซื้อจะมาจากสูตรของป้าเอง แล้วก็ตีจากความฝัน หาจากที่อื่นด้วย ทุกที่ที่เขาบอกว่าบอกหวยแม่น ศักดิ์สิทธิ์ ไปหมด ถ้ามีคนบอกว่ามีเลขเด็ดหรือเลขตัวไหนจะมา ป้าจะเก็บทุกเลข แล้วมาเปรียบเทียบกับเลขที่ได้จากสูตรของป้า ถ้ามีเลขที่ใกล้เคียงจะซื้อตัวนั้นทั้งหมดก็ถูกเกือบทุกงวด มากบ้างน้อยบ้าง เพราะซื้อมากการเล่นหวยเป็นการเสี่ยงที่สนุก และเป็นการพักผ่อนจากการขายของในแต่ละวัน การคิดหวยจากสูตรทำให้มีความสุข และคอยลุ้นว่าหวยจะออกเลขที่ซื้อหรือไม่ ถ้าไม่ถูกงวดนี้ งวดต่อไปเริ่มต้นใหม่”

ทางด้านลุงใหญ่ อาชีพขับรถรับจ้างกล่าวว่า ซื้อหวยทุกงวด ส่วนใหญ่จะเป็นหวยใต้ดิน ได้เงินมากกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขที่ได้มานั้นจะเชื่อความฝันของตนเองมากกว่า ถ้างวดไหนฝันดีจะลงทุนซื้อมาก แต่ถ้าไม่ฝันหรือไม่สามารถตีเป็นเลขได้ จะซื้อน้อยลง

จะห็นว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่เล่นหวยจะฝากไว้กับความเชื่อและความหวัง กำหนดจากสิ่งที่เหนือกว่าและไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้หวยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการพนันชนิดอื่น เช่น การเล่นหวยให้ความรู้สึกว่า ผู้เล่นมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม ที่สมาชิกสังคมมีการเล่นหวยเป็นกิจวัตร นอกจากนี้การเล่นหวยเป็นเรื่องความเชื่อ ผู้เล่นส่วนใหญ่รู้สึกว่าเล่นง่าย ขึ้นอยู่กับดวงโดยมีความฝันเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจว่าจะซื้อเลขไหน  ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเล่นหวยจำนวนมาก ได้แก่ความชอบ ได้เสี่ยงโชค สนุกสนาน และอยากรวย

‘หวย’ ความหวังของคนจน

ผลการวิจัยของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พบว่า หวยใต้ดิน ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทย และเป็นการพนันที่เข้าถึงผู้เล่นได้ง่าย หากวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างจะเห็นได้ว่า ‘หวย’ มีความเชื่อมโยงผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งในเชิงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม ทำให้เห็นว่า การเล่นหวยในปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนจน ที่หวังพ้นจากสถานะยากจน และขยับอันดับสถานะมาเป็นคนชนชั้นกลาง หรือคนรวยด้วยการเสี่ยงโชค สอดคล้องกับบทความเรื่อง ‘หวยใต้ดิน-บนดิน : ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ของ น.ส.สุวิดา ธรรมมณีวงศ์ ที่วิเคราะห์ว่า หวยใต้ดินเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมของไทย ซึ่งหวยใต้ดินเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่มีผู้เข้าร่วมหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์แตกต่างกันไปตามแบบแผน ข้อตกลง กิจกรรมหวยใต้ดินตอบสนองต่อกลุ่มคนในสังคม ทำให้เกิดกลุ่มอุปถัมภ์ เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์และองค์กรกระบวนการหวยใต้ดินอย่างกว้างขวาง กลายเป็นองค์กรที่ซับซ้อน

ขณะเดียวกันหวยใต้ดินสะท้อนความบกพร่องของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่มีอยู่ว่า ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงอยู่ของหวยใต้ดินจึงสะท้อนให้เห็นว่า สังคมขาดความสมดุล ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมขณะนี้ ภาคส่วนต่างๆ ในสังคมไม่สามารถทำให้กลุ่มคนจำนวนมากในสังคมมีชีวิตที่ดี แต่กลับเพิ่มปัญหาความยากจน และกีดกันคนจน คนด้อยโอกาส คนขาดประสิทธิภาพในการแข่งขันออกไปจากระบบ ปัญหาความยากจนจึงเป็นผลพวงจากโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมที่ไม่เป็นธรรม และกลายเป็นช่องทางให้ธุรกิจหวยใต้ดินเข้ามาเป็นทางเลือกของคนจนในการแก้ปัญหาความยากจน


Source : นิตยสารมอร์มูฟฉบับที่ 112 เดือนมีนาคม 2560

Writer : พลเชษฐ์ พันธ์พิทักษ์

Comments

Powered by Facebook Comments